- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 22 - เตรียมตัวให้พร้อม มีเรื่องแล้ว!
บทที่ 22 - เตรียมตัวให้พร้อม มีเรื่องแล้ว!
บทที่ 22 - เตรียมตัวให้พร้อม มีเรื่องแล้ว!
บทที่ 22 - เตรียมตัวให้พร้อม มีเรื่องแล้ว!
☆☆☆☆☆
"ขอบใจมากนะที่ส่งจดหมายไปหาฉัน"
ย่านชเมลซ์ฮูเกล หรือที่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่คุ้นหูกันในชื่อเขตอุตสาหกรรมเก่า
เมื่อได้กลับมาที่นี่อีกครั้งในรอบหลายปี โรงงานที่เขาเคยทำงานด้วยก็ปิดตัวลงไปนานแล้ว
อันที่จริงก่อนที่หลี่เหวยจะไปเรียนต่อนั้น เขาก็อยู่ในสภาพที่กึ่งๆ ว่าคนตกงานอยู่เหมือนกัน
ตอนนี้ที่เขตอุตสาหกรรมเก่า จะเห็นกลุ่มควันสีเขียวเข้มปนดำลอยฟุ้งกระจาย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเล่นแร่แปรธาตุขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
"นายนี่มันคือความภูมิใจที่สุดของพวกเราเลยนะ ฉันยังนึกว่านายจะไม่สนใจจดหมายนั่นแล้วซะอีก..."
มือหยาบกร้านบีบมือของหลี่เหวยที่นำของเยี่ยมมาฝากไว้แน่น ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับดูแก่กว่าเขาไปร่วมยี่สิบปี
ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถหนีออกไปจากเขตอุตสาหกรรมเก่าได้ หลี่เหวยเพียงแค่เป็นคนหนึ่งที่โชคดีเท่านั้นเอง
หลังจากเรียนจบและเข้าทำงานที่กองบัญชาการสารวัตรทหาร มีคนเขียนจดหมายมาหาเขาเยอะมาก
หลี่เหวยทิ้งจดหมายพวกนั้นไปไม่น้อย แต่มีเพียงจดหมายจากคนพวกนี้เท่านั้นที่เขาไม่กล้าที่จะไม่เปิดอ่าน
พวกเพื่อนๆ ยังไม่รู้ว่าเขาเรียนจบแล้ว ในจดหมายพวกเขาแค่เขียนมาถามว่าเขาที่เรียนกฎหมายพอจะช่วยหาทางให้พวกเขาได้รับเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ได้บ้างไหม
"ชีวิตมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน เจ้าอ้วนเพิ่งจะตกลงไปในเตาหลอมเล่นแร่แปรธาตุเมื่อเดือนก่อน ผลปรากฏว่าพวกไอ้สารเลวนั่นกลับบอกว่าเขาจงใจโดดลงไปเอง ไม่ให้เงินชดเชยเลยสักแดงเดียว!"
อีกฝ่ายพรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมาพลางมองไปยังโรงงานเล่นแร่แปรธาตุด้วยความโกรธแค้น
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความเดือดดาลอย่างรุนแรง แต่มันคือความอัดอั้นที่แฝงไปด้วยความสงสัย
ทำไมโลกมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ?
เมื่อสิบปีก่อนมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา อย่างน้อยตอนนั้นก็ได้เงินเดือนตรงเวลา
ถนนหนทางทั้งสายไม่ดูเงียบเหงาเหมือนตายซากแบบนี้
ผู้คนเคยเดินคุยกันหัวเราะสนุกสนาน ไม่เหมือนตอนนี้ที่ต้องคอยระแวดระวัง หลบหน้าหลบตา แม้แต่สายตาก็ยังไม่กล้าประสานกัน
"นายยังทำงานอยู่ที่นั่นเหรอ เหลาเอ่อร์"
หลี่เหวยมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปยังปล่องควันสูงเสียดฟ้า
"...ก็เป็นแค่เบ๊คนหนึ่งน่ะ"
พนักงานชั่วคราวงั้นสิ?
น่ารังเกียจจริงๆ...
แต่ถึงจะเป็นพนักงานประจำก็คงจะลำบากไม่ต่างกัน กฎหมายคุ้มครองแรงงานในยุคนี้ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่วิธีการนำมาใช้นั้นมันช่าง ยืดหยุ่น จนน่าประหลาด
หลี่เหวยที่เคยผ่านจุดนั้นมาเขารู้ดีว่า แม้จะเป็นพนักงานชั่วคราวแต่ก็ยังถือว่าดีกว่าคนส่วนใหญ่ในเขตอุตสาหกรรมเก่านี้มากนัก
ในช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่า ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่จำเป็น นั้น มีคนตกงานมหาศาล โรงงานทยอยปิดตัวลงทีละแห่ง
สุดท้ายเหลือเพียงโรงงานยักษ์ใหญ่อย่างสเตรย์ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
ปัจจุบันในเขตอุตสาหกรรมเก่า สเตรย์เปรียบเสมือนเจ้าชีวิตที่ไร้คู่แข่ง ที่นั่นมีค่านิยมที่ว่า ถ้าแกไม่ทำ คนอื่นที่พร้อมทำแทนก็มีถมเถไป
"แล้วตอนนี้นายได้ค่าแรงเท่าไหร่"
"วันละ 15 ¢F"
ค่าแรงเท่านี้พอแค่ซื้อขนมปังเกรดต่ำสุดกับซุปถั่วเท่านั้น
ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ แค่ค่าแรงวันละ 15 ¢F ไอ้พวกสารเลวนั่นยังจะเบี้ยวอีก!
หลี่เหวยพ่นลมหายใจด้วยความขุ่นเคือง
เมื่อเทียบกับเพื่อนเก่าที่โตมาด้วยกัน ชีวิตของเขาในตอนนี้มันเหมือนอยู่ในสวรรค์ชัดๆ
ถ้าไม่นับสวัสดิการอื่นๆ เงินเดือนต่อสัปดาห์ของเขาคือ 10 ØM หรือเท่ากับ 10,000 ¢F
การมีเงิน 1,000 ¢F ต่อสัปดาห์นั้น เป็นชีวิตที่คนส่วนใหญ่ในเขตอุตสาหกรรมเก่านี้จินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว
ถึงแม้หลี่เหวยจะไม่ค่อยได้ใช้เงิน แต่ชีวิตในกองบัญชาการสารวัตรทหารและในสถาบันราฟาโชตแห่งราชวงศ์ของเขาก็เป็นสิ่งที่คนพวกนี้ไม่อาจเอื้อมถึง
ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะ หลี่เหวย ทูหนาน
"นอกจากจะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับนายได้แล้ว ฉันก็คงมีแค่อำนาจในการจับคนนี่แหละ"
ในความเป็นจริง ถ้าหลี่เหวยเป็นเพียงนักกฎหมาย เขาคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการให้คำปรึกษา
การทวงค่าแรงให้คนงานอาจจะต้องใช้หน่วยงานของเทศบาลเข้ามาจัดการ
แต่ด้วยสถานะปัจจุบันของเขา เขาพอจะวางแผนจัดการไอ้พวกนี้ได้บ้าง
"จับ... จับคนเหรอ?"
เหลาเอ่อร์มองหลี่เหวยด้วยความอึ้ง
เขาแค่ต้องการเงินเดือนคืน แต่การจับคนจะช่วยให้ได้เงินคืนเหรอ?
แล้วตอนนี้หลี่เหวยเป็นใครกันแน่?
เขาเคยได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดกันว่า เจ้าหมอนี่ที่เคยปีนปล่องควันไปพร้อมกับพวกเขา ได้ไปเข้าเรียนในโรงเรียนที่สุดยอดมากๆ
พอนับนิ้วดูแล้ว ก็คงถึงเวลาเรียนจบจริงๆ นั่นแหละ
"นายจับคนได้จริงๆ เหรอ?!"
เหลาเอ่อร์มองดูหลี่เหวยที่ยังคงมีท่าทีสงบด้วยความเลื่อมใส
ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องการจับคน ถ้าหลี่เหวยทำได้จริงๆ เขาอยากจะให้หลี่เหวยลากตัวไอ้พวกที่ชอบรังแกคนอื่นไปเข้าคุกให้หมดเลย
"นายจับเจ้าของโรงงานสเตรย์ได้ไหม!"
"หรือไม่ก็จับพวกหัวหน้างานของพวกมันก็ได้นะ?!"
"ถ้าจะให้ดี จับไอ้พวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของพวกมันไปให้หมดเลย!!!"
"พวกนั้นมันไม่ใช่ รปภ. หรอก มันคือโจร คือนักเลงหัวไม้ชัดๆ!"
เหลาเอ่อร์ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน
หลี่เหวยไม่ได้สั่งให้เขาใจเย็นลงทันที แต่เขารอให้อีกฝ่ายระบายออกมาจนหมด
กระบวนการนี้ใช้เวลาไม่นานนัก ประมาณไม่ถึงสองนาที
เมื่อระบายความอัดอั้นและความโกรธออกมาจนหมดแล้ว เหลาเอ่อร์ก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เหมือนคนหมดแรง
ราวกับการระบายโทสะได้สูบเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาออกไป
เขานั่งอยู่ริมถนน หอบหายใจแรงราวกับกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เหลาเอ่อร์ถึงพูดขึ้นด้วยความอายว่า "ฉันแต่งงานแล้ว มีลูกชายสองคน แต่ถ้านายมาเร็วกว่านี้สักวันก็คงดี... หลี่เหวย ยกโทษให้ฉันด้วยนะที่ต้องมาเจอนายที่นี่ ฉันไม่อยากพานายกลับบ้าน"
หลี่เหวยไม่ได้ถามหาเหตุผล
ในเขตอุตสาหกรรมเก่ามีเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้เกิดขึ้นมากมาย
เหลาเอ่อร์ยังไม่ถึงกับด้านชา แต่เขาก็ถูกกดทับจนแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว
"ต้องขอโทษด้วยที่รอบนี้ฉันอาจจะยังทวงเงินเดือนคืนให้นายไม่ได้ แต่ฉันรับรองได้อย่างหนึ่งว่า วันนี้โรงงานสเตรย์จะต้องมีคนถูกลากตัวออกไป และไอ้พวกที่ถูกลากตัวไปจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่นอน"
เขานึกถึงแผนการที่วางไว้ให้กลุ่มผู้ช่วยงานธุรการเมื่อวาน
วันนี้จะมีการปฏิบัติการหลายอย่างพร้อมกัน
สายหนึ่งคือการจับกุมบุคลากรภายในกองบัญชาการสารวัตรทหารอย่างลับๆ
อีกสายหนึ่งคือการจับตัวพยานปากสำคัญจากภายนอก
ซึ่งสายหลังนี้ ในวันนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงจะมีการลงมือในหลายจุด
หลี่เหวยจึงรู้สึกผิดจริงๆ เพราะตอนนี้เขายังทำอะไรได้ไม่มากนัก ส่วนเรื่องของพวกเหลาเอ่อร์ การจะสั่งการให้หน่วยงานเทศบาลมาทำงานนั้นถือเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่อย่างรุนแรง
สิ่งเดียวที่เขารับประกันได้คือ จะมีคนถูกจับแขวนคอ และเงินสกปรกบางส่วนจะถูกนำมาจัดการในภายหลัง
แต่เขาก็รู้ดีว่า ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ต่อให้เขาจะใช้อุบายทำให้เงินสกปรกบางส่วนไหลไปถึงมือคนที่ต้องการจริงๆ ผลที่ได้มันก็น้อยนิดจนแทบไม่มีความหมาย
"พานักไปดูที่บ้านหน่อยสิ"
หลี่เหวยพูดเหมือนเป็นการขอร้อง แต่กลับแฝงไปด้วยน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้
"อย่า... อย่าไปเลย!"
เมื่อเห็นเหลาเอ่อร์หวาดกลัวขนาดนี้ หลี่เหวยก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาต้องไปให้เห็นกับตา
"ยังอยู่ที่บ้านเลขที่ 471 เหมือนเดิมใช่ไหม?"
พูดจบ เขาก็สังเกตเห็นแววตาของเหลาเอ่อร์ที่สั่นระริกด้วยความตระหนก
สุดท้าย หลี่เหวยเกือบจะกึ่งลากกึ่งจูงเหลาเอ่อร์ให้เดินนำไป
แถมยังล้วงเอาปืนพกขนาดเล็กที่ดูค่อนข้างทื่อออกมาจากกระเป๋าเสื้อของอีกฝ่ายด้วย
"ของเล่นพรรค์นี้จะเอาไปสู้กับใครได้ เชื่อฉันเถอะ ฉันมีของที่ดีกว่านี้เยอะ"
แถวๆ บ้านพักซอมซ่อในตรอกด้านหลัง หลี่เหวยอาศัยความจำที่แม่นยำตามหาบ้านของเหลาเอ่อร์จนเจอ
เจ้าเพื่อนยากยืนตัวแข็งทื่อ มองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
ในตัวบ้านมีเสียงโวยวายหยาบคายดังลอดออกมา
"ไอ้แก่นั่นมันนอนน้ำลายยืดอยู่บนเตียงแน่ะ!"
"ไอ้หมอนั่นมันก็ฉลาดนะ ส่งลูกเมียไปที่อื่น เหลือทิ้งไว้แค่ไอ้แก่นี่คนเดียว"
"ทำไมไม่ลงมือไปเลยล่ะ? ถ้ามาเร็วกว่านี้หน่อย เราก็ได้เล่นสนุกกับของใหญ่ก่อนแล้วค่อยเก็บของเล็กไม่ใช่เหรอ?"
"ดูสภาพมันเมื่อเช้าสิ กลัวจนขี้หดตดหาย! รอมันกลับมาก็ยังไม่สายหรอก มีให้เล่นสนุกอีกเยอะ ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย!"
พวกนักเลงบุกยึดบ้านงั้นเหรอ?
ดูเหมือนเรื่องจะร้ายแรงกว่านั้น
และคงจะมีใครบางคนแอบไปส่งข่าวบอกเหลาเอ่อร์ก่อนหน้านี้แล้ว
"นายนับรออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปต้อนรับแขกให้เอง"
"เดี๋ยว..."
เหลาเอ่อร์คว้าชายเสื้อหลี่เหวยไว้ไม่ทัน
เขาได้แต่ยืนตะลึงมองแผ่นหลังนั้นเดินจากไป
ในตอนนั้นเอง ความทรงจำหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
เมื่อสิบปีก่อน มีอยู่วันหนึ่งหลังจากถูกพวกนักเลงรังแก ก็มีเงาหลังแบบนี้เดินจากไปเงียบๆ
พอวันรุ่งขึ้น ก็มีข่าวลือว่าหัวหน้านักเลงถูกแก๊งอริลอบฆ่าตาย
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่เรื่องนี้ทำให้ทุกคนสะใจเป็นอย่างมาก
ปัง! — ปัง! — ปัง!!!
เสียงปืนดังขึ้น
เหลาเอ่อร์เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน พวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงงานมีของพวกนี้ และเคยยิงขึ้นฟ้าครั้งหนึ่ง
แต่คนที่มีความกล้าพอจะจ่อปากกระบอกปืนใส่คนจริงๆ นั้น ในความทรงจำของเหลาเอ่อร์มีอยู่เพียงคนเดียว
หัวหน้างานในโรงงานเคยฆ่าคนตาย แต่คนใหญ่คนโตกลับไม่แยแสอะไรเลย ชีวิตคนจนๆ ตายไปก็เหมือนมดปลวก ไม่มีใครสนใจ
เมื่อเสียงปืนดังขึ้นจากในตรอก ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าต่างพากันเงยหน้ามองมาทางนี้ด้วยความสงสัย
พวกหน่วยตรวจตราความสงบเรียบร้อยที่วันๆ เอาแต่กินแรงเพื่อนยังแอบคิดในใจว่าไอ้บ้าตัวไหนมากล้าปล่อยลูกปืนในเขตนี้ เดี๋ยวต้องไปรีดไถเงินจากลูกพี่มันให้หนักๆ ซะแล้ว
...
"เสียงปืนเหรอ?!"
ที่นอกเขตอุตสาหกรรมเก่า ซิลเวียที่ได้ยินเสียงปืนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
ทหารอารักขาที่ซ่อนตัวอยู่รีบกรูออกมาล้อมรอบทั้งสองคนไว้ตรงกลางทันที
"องค์หญิง โปรดเสด็จออกจากที่นี่โดยด่วนครับ!"
"ถอยไป!"
ซิลเวียผลักคนที่ขวางทางออกไป ในใจเธออยากจะสั่งให้ทหารอารักขาบุกเข้าไปข้างในทันที
แต่ในตอนนั้นเอง โครูริที่ดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วกลับมีท่าทีสงบเป็นปกติ
"องค์หญิง อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าไปสอดมือเลยค่ะ เดี๋ยวฉันเข้าไปดูเอง"
โครูริรู้ดีว่าถ้าซิลเวียเข้าไปสอดมือ เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่
และซิลเวียคงจะไม่ได้อ่านรายงานจากกลุ่มผู้ช่วยงานธุรการแน่ๆ
เรื่องแค่นี้ในเขตอุตสาหกรรมเก่า หลี่เหวยคนเดียวก็จัดการได้สบายๆ ไม่เห็นต้องหาเรื่องใส่ตัว
ซิลเวียมองไปที่โครูริแล้วเถียงกลับทันที "เธอจะเข้าไปคนเดียวได้ยังไง ฉันไปด้วย!"
"...ถ้าองค์หญิงรับปากว่าจะไม่เข้าไปยุ่งตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นฉันจะบอกความจริงเรื่องการสะกดจิตหลอกๆ ให้เขาฟังแน่"
โครูริกระซิบที่ข้างหูของซิลเวียเบาๆ
"หา?!"
ซิลเวียตาโตเท่าไข่ห่าน แต่ในสถานการณ์นี้เธอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับข้อเสนอ
เพื่อไม่ให้ดูสะดุดตาเกินไป โครูริสั่งให้ทหารอารักขาบางส่วนเปลี่ยนชุดเป็นชุดธรรมดา และยึดอุปกรณ์บางอย่างมาใช้งานชั่วคราว
...
"หึ... หึหึ..."
เหลาเอ่อร์คุกเข่าอยู่บนพื้น เสียงหัวเราะของเขาฟังดูแหบพร่าเหมือนเสียงพัดลมพังๆ
ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปกันไปหมดจนมึนงงไปทั้งตัว เขาทำได้เพียงทำตามคำสั่งของหลี่เหวยที่บอกให้ช่วยเก็บกวาดบ้านให้สะอาด
"ฉันจะไปที่สถานีตรวจตราความสงบเรียบร้อยหน่อย นายดูแลทางบ้านให้ดีนะ ต้องขอโทษด้วยที่ตอนนี้ฉันยังรับปากอะไรไม่ได้มาก ทำได้แค่ช่วยระบายแค้นให้พวกนายก่อน"
หลี่เหวยโยนผ้าขี้ริ้วทิ้ง แล้วมองดูบ้านที่ลมโกรกไปทั่วทุกทิศทางหลังนี้อีกครั้ง
เดิมทีเขาอยากจะช่วยซ่อมแซมบ้านให้เหมือนเป็นอาสาสมัครเสียหน่อย
แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องไปจัดการ
เหลาเอ่อร์มองตามหลี่เหวยตาค้าง กว่าสติจะกลับเข้าร่างก็ตอนที่อีกฝ่ายเดินหายไปแล้ว
"ตอนนี้หลี่เหวยกลายเป็นใครไปแล้วกันแน่?!"
กล้ายิงปืนกลางตรอกแบบนี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่นักศึกษาทั่วไปจะทำได้เลยสักนิด
พวกนักเลงหัวไม้ที่เคยกดขี่ข่มเหงเหลาเอ่อร์เหมือนหมาป่าไฮยีน่าที่รุมขย้ำเหยื่อ แต่พอมาเจอหลี่เหวยกลับถูกจัดการเหมือนเตะฝุ่นทิ้ง
ในขณะที่เหลาเอ่อร์กำลังจินตนาการถึงตัวตนของหลี่เหวยอยู่นั้น เจ้าตัวก็ได้เดินทางมาถึงสถานีตรวจตราความสงบเรียบร้อยของเขตอุตสาหกรรมเก่าแล้ว
ทันทีที่ย่างกรายเข้าไป ความรู้สึกแรกของหลี่เหวยคือ ที่นี่มันเน่าเฟะสิ้นดี
ระบบตำรวจของจักรพรรดิออสเตรในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์ หลายหน่วยงานมีหน้าที่ทับซ้อนกัน อย่างเช่นสำนักงานใหญ่ที่เขาอยู่ก็มีหน้าที่กึ่งๆ ตำรวจอยู่ด้วย
ส่วนการจัดการความสงบเรียบร้อยในระดับรากหญ้า ที่คล้ายๆ กับตำรวจนั้น คือหน่วยตรวจตราความสงบเรียบร้อยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทั้งสำนักงานใหญ่สารวัตรทหารและหน่วยงานของเทศบาล
ถ้าเป็นย่านที่ร่ำรวย พวกเจ้าหน้าที่พวกนี้ยังพอจะดูเหมือนทหารอยู่บ้าง แต่ในเขตอุตสาหกรรมเก่านี้ พวกเขาไม่ต่างอะไรกับพวกแก๊งมาเฟียเลยสักนิด
หรือจะพูดให้ถูก ในทางปฏิบัติ พวกเขามีส่วนช่วยในความสงบเรียบร้อยน้อยกว่าพวกมาเฟียด้วยซ้ำไป
"ใครเป็นคนดูแลที่นี่"
ท่ามกลางกลุ่มควันที่ตลบอบอวลจนเหมือนแดนสุขาวดีในสถานีตรวจตรา หลี่เหวยเดินเข้าไปด้วยท่าทีองอาจ
พวกเจ้าหน้าที่ที่ล้อมวงกันเล่นพนันอยู่มีเพียงไม่กี่คนที่ปรายตามามอง
ทั้งที่เสียงปืนเพิ่งจะสงบลงไปไม่นาน และที่นี่ก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที แต่คนพวกนี้กลับไม่ยอมขยับตัวเลยสักนิด
นายสิบวัยกลางคนคนหนึ่งพ่นควันบุหรี่เกรดต่ำออกมา เขาหรี่ตามองหลี่เหวย
เพียงแค่พริบตาเดียว ภาพลักษณ์ของ ลูกแกะตัวอ้วนที่พร้อมให้เชือด ก็ซ้อนทับขึ้นมาในสายตาของเขา
"ข้าเอง! มีปัญหาอะไร?!"
นายสิบคนนั้นเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางหาเรื่อง
หลี่เหวยยิ้ม "มีปัญหาอะไรน่ะเหรอ?"
พูดจบเขาก็เงื้อมมือขึ้น—
"หืม?"
เพียะ เพียะ เพียะ!
ฝ่ามือสั่งสอนตบฉาดลงบนใบหน้าของอีกฝ่ายสามทีซ้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เมื่อเสียงตบที่ก้องกังวานดังไปทั่วห้อง พวกที่กำลังล้อมวงเล่นไพ่ถึงกับอึ้งตาค้าง
บุหรี่ในปากของใครคนหนึ่งร่วงลงพื้นทันที
"เชี่ยแล้ว!!"
ลูกพี่โดนตบ!
นายสิบกุมหน้าตัวเองด้วยความมึนงง และก่อนที่ความโกรธจะปะทุขึ้น บัตรประจำตัวทหารใบหนึ่งก็ถูกโยนใส่หน้าเขา
เขารีบคว้าบัตรนั้นไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับตราสัญลักษณ์ของกองบัญชาการสารวัตรทหารบนหน้าปก
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มือไม้สั่นพะเยิบขณะเปิดดูข้อมูลข้างใน—
หลี่เหวย ทูหนาน
ว่าที่ร้อยตรี
สำนักงานใหญ่สารวัตรทหาร กองบัญชาการสารวัตรทหาร
แผนกบังคับใช้กฎหมายพิเศษ
"ฉิบหายของจริงแล้วไง!"
นายสิบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดเสียว เหงื่อกาฬไหลพรากก่อนจะรีบยืนตัวตรงทำความเคารพ
"นายสิบประจำสถานีตรวจตราความสงบเรียบร้อยย่านชเมลซ์ฮูเกล ขอยืนยันตัวตนและทำความเคารพครับท่านว่าที่ร้อยตรี!"
ในที่สุดเขาก็นึกออกเสียทีว่าตัวเองเป็นทหาร
สำหรับคนพวกนี้ มีหลายคนที่ไม่ควรไปยุ่งด้วย และคนจากสำนักงานใหญ่สารวัตรทหารก็คืออันดับหนึ่งในรายชื่อนั้น
เพราะเมื่อเทียบกับหน่วยงานเทศบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลแค่ในนามแล้ว พวกสารวัตรทหารนี่แหละคือพวกที่จะจัดการพวกทหารเลวอย่างพวกเขาได้จริงๆ
เมื่อสิ้นเสียงตะโกนของนายสิบ บรรยากาศในห้องก็วุ่นวายขึ้นมาทันที
บางคนรีบดึงแขนเสื้อ บางคนรีบกลัดกระดุม บางคนรีบหาเข็มขัดมาใส่ แต่สุดท้ายก็พยายามยืนตั้งแถวให้ดูดีที่สุด
หลี่เหวยหยิบบัตรประจำตัวคืนมาจากมือนายสิบคนนั้น
"ผมถูกพวกโจรทำร้ายในตรอกด้านหลัง และผมได้ทำการวิสามัญพวกมันคาที่ไปแล้ว"
เขาบอกเล่าข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉยเหมือนคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ
ทุกคนพากันอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนที่ใบหน้าของคนในแถวนำโดยนายสิบจะเริ่มซีดเผือด
นายทหารจากสำนักงานใหญ่สารวัตรทหาร แถมยังมาจากแผนกบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ถูกลอบทำร้ายในเขตรับผิดชอบของพวกเขาเนี่ยนะ?
"คราวนี้ล่ะฉิบหายวายวอดของจริง!"
นายสิบรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
"ผมไม่สนใจว่าพวกมันเป็นใคร ตอนนี้พาลูกน้องของนายไปเก็บศพซะ นายก็น่าจะรู้นะว่าควรจะไปจัดการกับใครต่อ"
คำพูดของหลี่เหวยเปรียบเสมือนประกาศอภัยโทษที่ดังเข้าหูพวกเขา
นายสิบริบเข้าใจทันทีว่าต้องทำอย่างไร
"พวกเรา หยิบอาวุธขึ้นมา!!!"
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องนักเลงธรรมดาแล้ว แต่มันคือเวลาที่ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!
[จบแล้ว]