- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 21 - ว่าที่ร้อยตรีในวัยยี่สิบ
บทที่ 21 - ว่าที่ร้อยตรีในวัยยี่สิบ
บทที่ 21 - ว่าที่ร้อยตรีในวัยยี่สิบ
บทที่ 21 - ว่าที่ร้อยตรีในวัยยี่สิบ
☆☆☆☆☆
หลี่เหวย ทูหนาน
หัวหน้ากลุ่มผู้ช่วยงานธุรการประจำห้องอำนวยการราชวงศ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรวมถึงเทคนิคการสืบสวนของแผนกบังคับใช้กฎหมายพิเศษ สำนักงานใหญ่สารวัตรทหาร
ยศว่าที่ร้อยตรี อายุยี่สิบปี
สถานะโสด
ทุกวันเขาจะทำงานอยู่ในห้องอำนวยการราชวงศ์ ณ กองบัญชาการสารวัตรทหาร คอยควบคุมให้กลุ่มผู้ช่วยงานธุรการซึ่งเป็นกลุ่มนายทหารที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่และมีความละเอียดอ่อนนี้ ทำงานภายใต้อำนาจที่เจ้าหญิงซิลเวียประทานให้ได้อย่างแม่นยำเหมือนฟันเฟือง ไม่ให้โดดเด่นจนเกินไปและไม่ให้หยุดชะงัก
เขาเลิกงานตอนห้าทุ่มและไม่เคยหอบเอาปัญหาความวุ่นวายกลับไปที่บ้าน
ก่อนนอน เขาจะทบทวนแฟ้มข้อมูลและลำดับความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเงื่อนงำไหนตกหล่นไป
จากนั้นจึงเข้าสู่นอนหลับที่ไร้ความฝันเป็นเวลาเจ็ดชั่วโมงเต็ม
เขารักษาระเบียบวินัยราวกับกำลังดูแลรักษาปืนพกชั้นดีที่ขึ้นลำพร้อมยิงอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือตัวตนของเขา
พวกคนที่ชอบสร้างปัญหา ความวุ่นวายที่ไม่จำเป็น และสิ่งที่ทำลายความเงียบสงบ ล้วนเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาทั้งสิ้น
และหลังจากเริ่มทำงานมาได้หนึ่งเดือน ในที่สุดหลี่เหวยก็ได้สัมผัสกับการพักผ่อนครั้งแรก
การได้ปลีกตัวออกจากงานที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดทำให้เขาแอบรู้สึกไม่ชินในช่วงแรก
แต่ด้วยนาฬิกาชีวิตที่ฝึกฝนมาอย่างดีทำให้เขาไม่ได้มีความคิดที่จะนอนขี้เกียจตื่นสายเลยสักนิด
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยและแยกแยะจดหมายที่เจ้าหน้าที่เวรนำมาส่งให้ตามหมวดหมู่ เขาก็เตรียมตัวออกเดินทาง
เสื้อโค้ทสีเทา สวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาว และรองเท้าหนัง พร้อมหมวกใบเก่ง ชุดเรียบง่ายชุดนี้จะอยู่กับเขาไปตลอดทั้งวัน
และเผื่อว่าอาจจะมีเวลาว่างเหลือ หลี่เหวยจึงหยิบจดหมายแนะนำตัวของคุณปู่ริกเตอร์เก็บเข้ากระเป๋าเสื้อไปด้วย
เขาเช็กปืนพกและคทาที่พกซ่อนไว้อย่างดี รวมถึงตรวจสอบบัตรประจำตัวทหารว่าไม่ได้ลืมไว้ก่อนจะเดินลงบันทึกมาข้างล่าง
"ถ้าใครมาหาผม ช่วยบอกเขาด้วยว่าผมไปที่เขตอุตสาหกรรมเก่า"
หลังจากสั่งความกับเจ้าหน้าที่เวรที่ดูแลทางเข้าเขาก็ออกเดินทางทันที
ในขณะนั้นเอง มีคนเห็นหลี่เหวยเดินออกมาจากหอพักทหารและรีบไปรายงานข่าวทันที
"ดีมาก เยี่ยมไปเลย!"
บนรถม้าสุดหรูริมถนน ซิลเวียปรบมือด้วยความดีใจ
เธอไม่กลัวหรอกว่าหลี่เหวยจะไปซนที่ไหน แต่เธอกลัวว่าเขาจะไม่ทำอะไรเลยแล้วนอนอืดอยู่ในหอพักทั้งวันมากกว่า
เพราะถ้าเขาเอาแต่นอนซมอยู่ในนั้นทั้งวัน ซิลเวียเองก็คงไม่มีปัญญาแอบเข้าไปข้างในได้เหมือนกัน
"มุ่งหน้าไปทางตัวเมืองเหรอ? ไปสืบมาเพิ่มแล้วมารายงานฉันด้วย!"
โครูริที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูเพื่อนสาวที่กำลังตื่นเต้นตาเป็นประกายพลางนึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป
วันหยุดอันมีค่าแท้ๆ แต่กลับต้องมาใช้สะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่ง เธอแค่หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ถูกใครเปิดโปงเข้าก็พอ
ส่วนทางด้านหลี่เหวยนั้น เขาเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน
เขาใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงย่านใจกลางเมืองที่ใกล้ที่สุด
บนถนนที่กว้างพอจะให้รถม้าแปดคันวิ่งขนานกันได้นั้น มีรถม้าหลากหลายประเภทวิ่งกันขวักไขว่
ส่วนรถยนต์นั้นแม้จะมีให้เห็นบ้างแต่ก็ยังถือเป็นของหายากในเมืองหลวงและไม่ค่อยพบเจอตามท้องถนนนัก
ซิลเวียที่ได้รับรายงานคิดว่าหลี่เหวยคงจะใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดเดินเล่นในเมือง จิบชา หรือหาอะไรอร่อยๆ ทาน
แต่เขากลับจ้างรถม้าทันทีที่ถึงตัวเมือง แสดงให้เห็นว่าเขามีจุดหมายปลายทางอื่นในใจอย่างแน่นอน
"เป็นเกียรติที่ได้บริการครับท่าน"
คนขับรถม้าเก็บเงินเข้ากระเป๋าด้วยความยินดีแต่เมื่อได้ยินสถานที่ที่หลี่เหวยจะไปเขาก็ถึงกับชะงัก
เขามองดูการแต่งกายของหลี่เหวยก็ดูไม่เหมือนคนจน แถมคำพูดคำจายังดูสุภาพเรียบร้อย แล้วจะไปที่เสื่อมโทรมแบบนั้นทำไมกัน?
แม้จะสงสัยแต่คนขับก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
เขตอุตสาหกรรมเก่าไม่ใช่ที่ที่ดีนัก มันตั้งอยู่แถบชานเมืองที่ไกลที่สุด สภาพแวดล้อมเลวร้าย จะเรียกว่าเป็นสลัมเพียงไม่กี่แห่งในเมืองหลวงก็คงไม่ผิด
"นายท่าน ผมแนะนำให้ท่านหาซื้อหน้ากากมาใส่ก่อนนะครับ กลิ่นที่นั่นมันไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าไหร่"
"ไม่จำเป็นหรอก ผมรีบ"
หลี่เหวยส่ายหัวก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
กลิ่นที่นั่นไม่น่าอภิรมย์งั้นเหรอ?
พูดเหมือนกับว่าอากาศในส่วนอื่นของเมืองหลวงมันดีนักแหละ
คุณภาพอากาศโดยรวมของเมืองหลวงในมาตรฐานของหลี่เหวยนั้นต้องใช้คำว่าห่วยแตกถึงจะถูก
ท่ามกลางการปล่อยมลพิษที่เกินมาตรฐานแบบนี้ เมืองหลวงแทบจะหาท้องฟ้าที่สดใสไม่ได้เลย
แม้แต่ในเขตตัวเมืองที่หลี่เหวยอยู่ตอนนี้ ถึงจะอยู่ห่างจากย่านอุตสาหกรรมมาไกลแล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังดูขมุกขมัวและมีกลิ่นแปลกๆ ผสมอยู่ในอากาศอยู่ดี
แถมการเดินทางส่วนใหญ่ก็ยังใช้รถม้าเป็นหลักอีกด้วย
ถ้าเทียบกับที่ที่หลี่เหวยกำลังจะไป ที่นี่ก็แค่ดูดีกว่าหน่อยเดียวเท่านั้นเอง
ถ้าอยากจะหาที่ที่มีสภาพแวดล้อมดีและอากาศบริสุทธิ์พอที่มนุษย์จะอยู่ได้จริงๆ ก็ต้องไปดูแถวๆ พระราชวังโน่นแหละ
แต่ที่แบบนั้นมักจะเป็นที่รวมตัวของพวกขุนนางและคนรวยเท่านั้น
เมื่อรถม้าที่หลี่เหวยจ้างค่อยๆ รับห่างออกไปจนพ้นเขตตัวเมืองมุ่งหน้าสู่ชานเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซิลเวียที่ตามอยู่ไกลๆ ก็เริ่มสงสัย
"ระหว่างทางยังแวะซื้อของตั้งหลายอย่าง เขาจะไปเยี่ยมใครกันแน่?"
ไปแถบชานเมืองแบบนั้น มีใครที่คู่ควรให้หลี่เหวยไปเยี่ยมด้วยเหรอ?
ด้วยความสงสัย เธอจึงสั่งให้คนของเธอคอยตามต่อไป ส่วนซิลเวียก็สั่งให้คนขับรถม้าเร่งเครื่องตามไปติดๆ
แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้เขตอุตสาหกรรมเก่า รถม้าก็เริ่มช้าลงจนในที่สุดก็หยุดสนิท
ไม่ใช่เพราะสภาพถนน หรือเพราะรถม้าเสีย และไม่ใช่เพราะม้าบาดเจ็บ แต่เป็นเพราะคนขับรถม้ารู้ตัวแล้วว่าเส้นทางนี้กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน เขาจึงไม่กล้าขยับต่อ
"หยุดทำไมล่ะ?"
เสียงสงสัยปนหงุดหงิดของซิลเวียดันมาจากด้านหลัง
"องค์หญิง... ข้างหน้ามัน... พวกเราอย่าไปเลยจะดีกว่าครับ!"
เสียงของคนขับสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
ที่อย่างเขตอุตสาหกรรมเก่าเนี่ยนะ เป็นที่ที่เจ้าหญิงจะเสด็จไปได้?
ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขาไม่ถูกจับแขวนคอเรอะ?
ซิลเวียโมโหจนเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดู แล้วเธอก็ต้องผงะกับกลิ่นฉุนกึกที่พุ่งเข้าจมูก
เธอหดหัวกลับเข้าในรถแทบไม่ทันจนเกือบจะหน้ามืดสลบไป
"นี่มันที่ไหนกัน? นี่มันขยะเล่นแร่แปรธาตุที่มีอากาศผสมอยู่แค่นิดเดียวชัดๆ!"
ซิลเวียไม่เคยเห็นที่ไหนที่มีกลิ่นอายของการเล่นแร่แปรธาตุรุนแรงขนาดนี้มาก่อน
คนขับรถม้าที่อยู่ข้างหน้าได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เริ่มแดงก่ำเพราะถูกควันพิษรมจนไม่รู้จะอธิบายยังไง
ถ้าคำว่า สกปรก โสมม และเลวร้าย มีพรีเซนเตอร์ล่ะก็ สถานที่ข้างหน้านี้นี่แหละคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
"เมื่อสิบปีก่อน ที่นี่คือย่านอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวงเรา แสงสว่างอันรุ่งโรจน์ของโครงการเล่นแร่แปรธาตุนับไม่ถ้วนเคยเบ่งบานจากที่แห่งนี้..."
เสียงนิ่งเรียบที่แฝงไปด้วยความหมายของโครูริดังขึ้นในรถม้า เธอพิงหน้าต่างมองดูทัศนียภาพไกลๆ ด้วยสายตาที่จมอยู่ในความหลัง
ในความทรงจำของเธอ ธุรกิจของตระกูลเคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูผ่านสถานที่แห่งนี้
คนงานจำนวนมหาศาลเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานที่นี่อย่างคึกคัก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โรงงานแต่ละแห่งก็เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ประกอบกับนโยบายที่เปลี่ยนไป โรงงานที่ทนไม่ไหวก็เริ่มปิดตัวลง ทำให้คนงานจำนวนมากต้องตกงานทันที
ตอนนี้เหลือเพียงโรงงานเล่นแร่แปรธาตุขนาดยักษ์เพียงแห่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงราวกับอสูรกาย และมีสถานประกอบการขนาดกลางและเล็กเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับออเดอร์มาประทังชีวิตอย่างยากลำบาก
"อันธพาลครองเมือง โรคภัยระบาด แก๊งมาเฟียคุมถิ่น และเป็นแหล่งรวมคนจน..."
โครูริกล่าวสรุปข้อเท็จจริงอย่างสงบ
ใครที่หนีออกไปจากที่นี่ไม่ได้ สุดท้ายก็จะถูกจมหายไปในความโสมมนี้โดยไม่มีใครเหลียวแล
ซิลเวียได้ฟังก็หลุดปากถามออกมาทันที "แล้วเขามาทำอะไรที่นี่?"
ทันทีที่พูดจบ เธอก็ต้องเจอกับสายตาที่เหมือนกำลังจ้องจะจับผิดของโครูริ
"องค์หญิงไม่ทราบเหรอคะ? นี่แหละคือสถานที่ที่เขาเติบโตมา"
ในแววตาของโครูริแฝงไปด้วยความรู้สึกกึ่งขำกึ่งสมเพชเพื่อนรักที่โตมาด้วยกันที่ดันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ชายที่ตัวเองกำลังตามอยู่
[จบแล้ว]