- หน้าแรก
- คู่หูป่วนโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 13 - นี่ยังมีหน้ามาทะลวงขั้นกลางสมรภูมิอีกเหรอ
บทที่ 13 - นี่ยังมีหน้ามาทะลวงขั้นกลางสมรภูมิอีกเหรอ
บทที่ 13 - นี่ยังมีหน้ามาทะลวงขั้นกลางสมรภูมิอีกเหรอ
บทที่ 13 - นี่ยังมีหน้ามาทะลวงขั้นกลางสมรภูมิอีกเหรอ
★★★★★
ถ้ำเหมืองลึกมาก
เซียวหรานเดินตามทางเดินแคบๆ ลึกลงไปในดิน ในมือประคองกลุ่มก้อนปราณมารเอาไว้ใช้แทนคบเพลิงส่องสว่าง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปกลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
บนพื้นเริ่มมีรอยเลือดที่เกิดจากการลากดึงปรากฏให้เห็น แถมยังมีเศษหินแตกกระจายเกลื่อนกลาด เห็นได้ชัดเลยว่าที่นี่เคยเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดมาก่อน
เดินมาได้ประมาณหนึ่งก้านธูป แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า
เซียวหรานดับแสงจากปราณมารในมือ กลั้นหายใจแล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้
แสงสว่างนั้นเล็ดลอดออกมาจากถ้ำแยกย่อยถ้ำหนึ่ง
เขาแนบตัวชิดกับขอบปากถ้ำแล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน
ขนาดของถ้ำไม่ได้ใหญ่มากนัก กว้างยาวประมาณสามจั้งเห็นจะได้
ตรงกลางถ้ำมีกองไฟก่อเอาไว้ แสงไฟสาดส่องจนสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ
เถี่ยซานนอนกองอยู่ข้างกองไฟ ร่างกายโชกไปด้วยเลือดและหมดสติไปแล้ว แต่หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงอยู่ แสดงว่าน่าจะยังมีชีวิตรอด
และที่ฝั่งตรงข้ามของเถี่ยซาน มีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง
ไม่สิ นั่นไม่ใช่คน
ไอ้ตัวนั้นมันมีหัวเป็นหมาป่าแต่ร่างกายเป็นคน ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยขนสีเทาดำ
ตอนนี้มันกำลังหันหลังให้ปากถ้ำ ในมือถือเศษเนื้อสดๆ เปื้อนเลือดและกำลังกัดกินอย่างตะกละตะกลาม
เผ่าปีศาจ
แถมดูจากกลิ่นอายพลังแล้ว น่าจะอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำเต็มทีแล้ว
รูม่านตาของเซียวหรานหดเล็กลง
มิน่าล่ะเถี่ยซานถึงสู้ไม่ได้
ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย ต้องมาเจอกับเผ่าปีศาจขั้นสร้างรากฐานระดับปลายที่กำลังจะเลื่อนขั้น การที่สามารถทนรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
แล้วตอนนี้จะเอายังไงดีล่ะ
บวกเลยดีไหม
เขาอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลาง ต้องสู้กับเผ่าปีศาจขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย ไม่รู้ว่าโอกาสชนะจะมีมากน้อยแค่ไหน
จะถอยไปตามคนมาช่วยก็คงไม่ทันการณ์
แต่ถ้าถอยหนี เถี่ยซานก็ต้องตายแหงๆ
ในระหว่างที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น จู่ๆ ปีศาจหมาป่าก็หยุดเคี้ยวแล้วทำจมูกฟุดฟิด
"หืม มีกลิ่นมนุษย์"
ปีศาจหมาป่าหันขวับกลับมา เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำ
มันมองเห็นเซียวหรานแล้ว
"มีคนมารนหาที่ตายเพิ่มอีกคนแล้วรึ"
ปีศาจหมาป่าแสยะยิ้ม โชว์เขี้ยวแหลมคมเต็มปาก "ดีเลย เมื่อกี้ไอ้ตัวนั้นมันยังไม่อิ่มพอดี"
มันลุกขึ้นยืน ความสูงปาเข้าไปกว่าสองเมตร กล้ามเนื้อปูดโปนดูน่าเกรงขาม
เซียวหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขารู้ดีว่าหลบหลีกไม่ได้แล้ว
ถ้างั้นก็ต้องสู้
เขาก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำ วังวนสีดำปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือ "ปล่อยคนของข้าไป แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"
"ไว้ชีวิตข้างั้นรึ"
"มนุษย์ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางตัวจ้อย กล้าพูดจาโอหังถึงเพียงนี้เชียวรึ ดีเลย ข้าเองก็ยังไม่เคยลิ้มรสพวกผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารมาก่อน ได้ยินมาว่าเลือดเนื้อของพวกมารมันเป็นยาบำรุงชั้นยอดเลยนี่นา..."
ปีศาจหมาป่าทำท่าเหมือนได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในโลก
พูดยังไม่ทันขาดคำ มันก็พุ่งตัวกระโจนเข้ามาใส่ทันที
ความเร็วของมันพุ่งปรี๊ดจนน่าตกใจ
เซียวหรานเห็นแค่เงาสีเทาพุ่งวาบเข้ามา กรงเล็บหมาป่าก็ตะปบมาถึงหน้าแล้ว
"ย่างก้าวเงาพราย"
เซียวหรานตวาดก้อง ร่างกายสั่นไหววูบ ทิ้งเงาตกค้างไว้ที่เดิมสามสาย
กรงเล็บหมาป่าฉีกทึ้งเงาเหล่านั้นจนแหลกสลาย ปีศาจหมาป่าถึงกับชะงักงันไป
โอกาสมาถึงแล้ว
เซียวหรานโผล่พรวดขึ้นที่ด้านข้างของปีศาจหมาป่า เร่งพลังวังวนที่มือขวาจนสุดพิกัด แล้วฟาดฝ่ามือเข้าที่เอวด้านข้างของมันอย่างจัง
"เคล็ดวิชากลืนปราณ"
แรงดูดกลืนอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออก
ปีศาจหมาป่าส่งเสียงร้องคราง พลังปีศาจในร่างกายถูกดึงดูดให้ไหลทะลักเข้าไปในฝ่ามือของศัตรูอย่างไม่อาจควบคุมได้
มันตกใจสุดขีด รีบดีดตัวถอยหลังกรูด แต่เลือดเนื้อบริเวณเอวก็ถูกดูดกลืนจนแหว่งหายไปก้อนใหญ่แล้ว
"เจ้า...นี่มันวิชาอะไรกัน"
ปีศาจหมาป่าทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น
"ก็วิชาที่จะเอาชีวิตแกไง"
เซียวหรานแค่นเสียงหัวเราะ ที่แท้พลังของเผ่าปีศาจก็มีแค่นี้เองสินะ
ถ้างั้นจะรออะไรอีกล่ะ
เซียวหรานกระโจนเข้าใส่ทันทีโดยไม่ลังเล
ครั้งนี้เขาไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป
กายาสรรพวิถีคืนสู่ความว่างเปล่าทำงานเต็มกำลัง วังวนสีดำปรากฏขึ้นที่เบื้องหลัง กลืนกินปราณมารรอบด้านรวมถึงพลังปีศาจที่หลุดรอดออกมาจากตัวปีศาจหมาป่าอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งสู้ปีศาจหมาป่าก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน
ไอ้ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารคนนี้ ระดับพลังก็ด้อยกว่ามันแท้ๆ แต่วิชาที่ใช้กลับรับมือยากชะมัด
ทุกครั้งที่ปะทะกัน มันจะต้องสูญเสียพลังปีศาจไปส่วนหนึ่งเสมอ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับยิ่งสู้ยิ่งดุดัน
ถ้าขืนสู้ยืดเยื้อต่อไปแบบนี้...
มันต้องตายแน่ๆ
"โฮก"
"ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้วนะ"
ปีศาจหมาป่าคำรามลั่น ขนทั่วร่างลุกซู่ พลังปราณพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
มันเตรียมจะสู้ถวายหัวแล้ว
สีหน้าของเซียวหรานเปลี่ยนไปทันที
เขาสัมผัสได้ว่าระดับพลังของปีศาจหมาป่าพุ่งทะลุขีดจำกัดเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำระดับต้นไปแล้ว
ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การยกระดับพลังชั่วคราว แต่ขั้นแก่นทองคำก็คือขั้นแก่นทองคำ มันแตกต่างกับขั้นสร้างรากฐานราวฟ้ากับเหว
"แม่งเอ๊ย พลาดจนได้..."
"ฉันเป็นถึงอัจฉริยะยังไม่เคยทะลวงขั้นกลางสมรภูมิเลย แกเป็นแค่ปีศาจหมาป่ากระจอกๆ ดันมาทะลวงขั้นซะงั้น"
เซียวหรานกัดฟันสบถ สมองแล่นจี๋หาทางรับมือ
จะบวกตรงๆ คงไม่ไหวแน่
จะหนีงั้นเหรอ หอบเถี่ยซานหนีไปด้วยก็คงวิ่งไม่ค่อยออก
จะเรียกคนมาช่วย จ้าวอิ่งก็รออยู่หน้าปากถ้ำ แต่เป็นแค่ขั้นสร้างรากฐาน เข้ามาก็เหมือนมารอความตายเปล่าๆ
จะทำยังไงดีเนี่ย
ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังก้องมาจากนอกถ้ำ "ไอ้ปีศาจร้าย จงตายซะ"
แสงกระบี่สว่างวาบแหวกอากาศมา พุ่งตรงเข้าแทงทะลุกลางหลังของปีศาจหมาป่า
ปีศาจหมาป่าตกใจสุดขีด รีบหมุนตัวกลับไปใช้กรงเล็บต้านรับ
เคร้ง
แสงกระบี่ถูกกรงเล็บตบจนแหลกกระจาย แต่แรงกระแทกก็ทำให้ปีศาจหมาป่าผงะถอยหลังไปสามก้าว
ที่หน้าปากถ้ำ หลี่ฉางเซิงยืนถือกระบี่อย่างสง่างาม ชุดนักพรตสีขาวปลิวไสวสะท้อนแสงไฟ
ด้านหลังเขามีศิษย์ตำหนักวิถีเต๋าเดินตามมาอีกสองคน
"เจ้าอีกแล้วรึ"
"คราวก่อนปล่อยให้หนีไปได้ คราวนี้ยังจะรนหาที่ตายอีกงั้นรึ"
เซียวหรานชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ปากก็ยังคงสาดคำด่าออกไปตามบท
"หึหึ คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ามีกำลังเสริมมาช่วยล่ะก็ ยังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายหนีหัวซุกหัวซุน"
"ข้าสัมผัสได้ว่าแถวนี้มีกลิ่นอายปีศาจ ก็เลยตามมาดู"
"ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอท่านบุตรแห่งมารอยู่ที่นี่ด้วย พอดีเลย รอข้าจัดการไอ้ปีศาจร้ายนี่เสร็จเมื่อไหร่ จะเด็ดหัวเจ้าไปพร้อมกันเลย"
หลี่ฉางเซิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ท่าทางและรังสีอำมหิตไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้ลงมือสู้กันเอง เพราะตอนนี้สิ่งที่ต้องจัดการก่อนก็คือปีศาจหมาป่านี่แหละ
พอหลี่ฉางเซิงพูดจบ เขาก็ไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าใส่ปีศาจหมาป่าทันที
เซียวหรานที่อยู่ด้านหลังแอบมุมปากกระตุก
ไอ้บื้อนี่...สงสัยจะติดใจการเล่นละครซะแล้วสิเนี่ย
แต่ก็ดีเหมือนกัน
สองรุมหนึ่ง โอกาสชนะก็เพิ่มขึ้นเป็นกอง
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนวิถีเต๋า ใครขอให้เจ้ามาช่วย"
"ไอ้ปีศาจตัวนี้มันเป็นเหยื่อของข้า"
เซียวหรานตวาดก้อง แล้วกระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้ด้วย
ทั้งสองคนดูเหมือนจะสู้กันแบบตัวใครตัวมัน แต่ความจริงแล้วกลับประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมและรู้ใจสุดๆ
หลี่ฉางเซิงใช้เพลงกระบี่อันแยบยลคอยดึงดูดความสนใจจากด้านหน้า ส่วนเซียวหรานใช้วิชาอันเร้นลับคอยลอบโจมตีจากด้านข้าง
ปีศาจหมาป่าถูกรุมกินโต๊ะจนต้องถอยร่นไม่เป็นท่า มันคำรามอย่างบ้าคลั่งด้วยความเจ็บใจ
เป็นถึงขั้นแก่นทองคำแท้ๆ แต่กลับถูกมนุษย์ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางสองคนไล่ต้อนจนมุมแบบนี้ นี่มันน่าอัปยศอดสูที่สุด
"พวกเจ้า...พวกเจ้าไม่ได้เป็นศัตรูกันหรอกรึ ทำไมถึงประสานงานกันได้เข้าขากันขนาดนี้"
ปีศาจหมาป่าทั้งตกใจทั้งโกรธ
"เสือกอะไรด้วยล่ะ"
เซียวหรานกับหลี่ฉางเซิงตอกกลับพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
จากนั้นทั้งสองก็หันมาสบตากัน ก่อนจะแกล้งทำเป็นแค่นเสียงเย็นชาใส่กัน แล้วหันหน้าหนีกลับไปโจมตีปีศาจหมาป่าต่อ
ปีศาจหมาป่าแทบจะคลั่งตาย
ไอ้มนุษย์สองคนนี้ ดูเผินๆ เหมือนเกลียดกันจนอยากจะฆ่ากันให้ตาย แต่พอลงมือสู้กลับเข้าขากันเหมือนเป็นสหายร่วมรบที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน
คนนึงสาดปราณกระบี่ปั้นทางถอย อีกคนใช้ปราณมารตัดทางรอด สลับกันโจมตีจนมันไม่มีแม้แต่โอกาสจะสวนกลับ
ในที่สุด หลังจากต้องฝืนรับกระบี่ของหลี่ฉางเซิงไปเต็มๆ และโดนเซียวหรานดูดพลังปีศาจไปอีกสามส่วน ปีศาจหมาป่าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
"ข้าจะจำพวกเจ้าเอาไว้"
ปีศาจหมาป่าจ้องมองทั้งสองคนด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงสีเทาพุ่งหนีลึกเข้าไปในถ้ำ
เซียวหรานคิดจะตามไป แต่พอหันไปมองเถี่ยซานที่นอนหมดสติอยู่ เขาก็เปลี่ยนใจหยุดอยู่กับที่
"เจ้ามัวทำอะไรอยู่"
"เมื่อกี้มีโอกาสจะรั้งตัวมันไว้ได้แท้ๆ ทำไมเจ้าถึงไม่ตามไป"
หลี่ฉางเซิงเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วแค่นเสียงถามอย่างหาเรื่อง
"สุภาษิตเขาสอนว่าอย่าต้อนสุนัขให้จนตรอก เจ้าไม่เคยเรียนรึไง"
เซียวหรานหัวเราะเยาะ ขยับตัวไปยืนประจันหน้ากับหลี่ฉางเซิง
"ปากดีนักนะ"
"ในเมื่อพวกเผ่าปีศาจหนีไปแล้ว ตอนนี้พวกข้ามีสามคน ส่วนเจ้ามีแค่คนเดียว วันนี้เจ้าหนีไม่รอดแน่"
หลี่ฉางเซิงยิ้มเยาะ ปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่เซียวหราน
"งั้นก็ลองดูสิ"
เซียวหรานตวาดกลับ ท่าทางไม่ได้หวาดกลัวพวกของหลี่ฉางเซิงเลยแม้แต่น้อย
และในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนมาจากนอกถ้ำ
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากที่กำลังวิ่งใกล้เข้ามา
"ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ คนของสำนักโลหิตสังหารกำลังมาทางนี้ อยู่ที่นี่นานไปคงไม่ปลอดภัยแน่"
"ถือว่าเจ้าดวงแข็งไปละกัน ถอย"
หลี่ฉางเซิงได้ทีรีบหาข้ออ้างเผ่นหนี
พูดจบเขาก็พาศิษย์อีกสองคนหันหลังเดินลึกเข้าไปในถ้ำเหมืองทันที
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองคนก็ไม่ได้ปรายตามองกันและกันอีกเลย
รอจนหลี่ฉางเซิงเดินลับสายตาไป เซียวหรานถึงได้เดินไปตรวจดูอาการของเถี่ยซาน
บาดเจ็บสาหัสเอาการอยู่ แต่โชคดีที่เป็นแค่แผลภายนอก ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงรากฐานลมปราณ
เขาป้อนยารักษาแผลให้เถี่ยซานหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ใช้ปราณมารพยุงร่างของเถี่ยซานลอยตามหลังมาและเดินมุ่งหน้าไปที่ปากถ้ำ
ระหว่างทาง จ้าวอิ่งก็พากลุ่มคนวิ่งสวนเข้ามาพอดี
"ศิษย์อา ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ"
พอเห็นเซียวหรานเดินออกมา จ้าวอิ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ข้าไม่เป็นไร"
"พาเขาไปรักษาตัว ให้หลิวชิงชิงเป็นคนดูแลนะ"
เซียวหรานส่งตัวเถี่ยซานให้จ้าวอิ่งรับช่วงต่อ
"แล้วศิษย์อาล่ะขอรับ..."
"ข้าจะไปดูที่ถ้ำผีคร่ำครวญสักหน่อย"
"ในเมื่อมีเผ่าปีศาจมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ถ้ำผีคร่ำครวญนั่น...ก็น่าจะเป็นรังของพวกมัน"
เซียวหรานมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เขาตัดสินใจจะเข้าไปสำรวจดู เพราะเขารู้สึกว่าความลับของภารกิจนี้น่าจะซ่อนอยู่ในนั้น
"ศิษย์อา มันอันตรายเกินไปนะขอรับ"
"อันตรายก็ต้องไป"
"เอาล่ะ เจ้าพาเถี่ยซานกลับไป ส่วนคนอื่นๆ ตามข้ามา"
เซียวหรานออกคำสั่งเฉียบขาด ไล่จ้าวอิ่งกลับไป แล้วนำคนของสำนักโลหิตสังหารมุ่งหน้าลึกลงไปในภูเขา
กลุ่มคนแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายสีดำ พุ่งทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยามราตรี
[จบแล้ว]