- หน้าแรก
- คู่หูป่วนโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 12 - กลิ่นอายเผ่าปีศาจ
บทที่ 12 - กลิ่นอายเผ่าปีศาจ
บทที่ 12 - กลิ่นอายเผ่าปีศาจ
บทที่ 12 - กลิ่นอายเผ่าปีศาจ
★★★★★
ส่วนลึกของเหมืองแร่ ภายในบ้านหินที่ถูกสร้างขึ้นแบบลวกๆ
เซียวหรานนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ส่วนจ้าวอิ่งและพวกอีกสองคนยืนอยู่ด้านล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
การต่อสู้เมื่อครู่นี้ พวกเขาเห็นกับตาตัวเองทั้งหมด
ถึงแม้ว่าสุดท้ายศิษย์อาของพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย แต่ก็สามารถกดหัวบุตรศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักวิถีเต๋าได้อย่างอยู่หมัดตลอดการต่อสู้
ต้องรู้ไว้นะว่า บุตรศักดิ์สิทธิ์แซ่หลี่คนนั้นก็อยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลาง และศิษย์อาเซียวก็อยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางเหมือนกัน
(หลี่ฉางเซิงทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางระหว่างทางที่เดินทางมา)
การต่อสู้ในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งคู่ต่างก็เป็นอัจฉริยะ การที่สามารถควบคุมเกมและกดดันคู่ต่อสู้ได้ขนาดนี้ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าพรสวรรค์ของเซียวหรานนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
"ศิษย์อา บาดแผลของท่าน..."
หลิวชิงชิงถามขึ้นเบาๆ
"ไม่เป็นไร"
"ก็แค่แผลถลอก จ้าวอิ่ง เจ้าไปสืบดูหน่อยสิว่าช่วงนี้คนที่หายตัวไปในเหมืองเป็นใครบ้าง หายไปตอนไหน และมีคนเห็นพวกเขาครั้งสุดท้ายที่ไหน"
เซียวหรานโบกมือและออกคำสั่ง
"รับทราบขอรับ"
จ้าวอิ่งรับคำสั่งแล้วเดินออกไป
"เถี่ยซาน เจ้าไปเดินสำรวจรอบๆ เหมืองแร่ดูหน่อย ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม โดยเฉพาะเหมืองเก่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ระบุไว้ในรายละเอียดภารกิจ ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเลยนะ"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
เถี่ยซานก็เดินออกไปเช่นกัน
ภายในห้องตอนนี้เหลือแค่เซียวหรานกับหลิวชิงชิงสองคน
"ศิษย์อา แล้วข้าล่ะเจ้าคะ..."
หลิวชิงชิงเอ่ยถาม
"เจ้าไปกางค่ายกลเตือนภัยรอบๆ บ้านพักนี้สักหน่อย"
"ข้าสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้มันคงไม่จบง่ายๆ แน่"
เซียวหรานตอบกลับไป
หลิวชิงชิงรับคำสั่งแล้วเริ่มลงมือเตรียมการ
เมื่อเซียวหรานไล่ทั้งสามคนออกไปจนหมด เขาก็หลับตาลงและเปิดการเชื่อมต่อทางวิญญาณทันที
"ฉางเซิง เป็นไงบ้าง บาดเจ็บหนักไหม"
"สบายมาก ก็แค่แผลเล็กๆ น้อยๆ"
เสียงของหลี่ฉางเซิงตอบกลับมา
"ฉันเพิ่งสั่งให้ลูกน้องไปสืบข่าวมาเมื่อกี้นี้ แล้วฝั่งแกล่ะ ได้เบาะแสเรื่องพวกผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรบ้างหรือยัง"
"ได้มานิดหน่อยว่ะ"
หลี่ฉางเซิงเล่าต่อ "เมื่อกี้ฉันลองไปถามพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่แถวนี้ กับพวกลูกน้องสำนักย่อยๆ ของเราดู พวกเขาบอกว่าคนที่หายตัวไปช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ๆ ที่มีประสบการณ์ขุดแร่มาโชกโชน และก็...ก่อนจะหายตัวไป พวกเขาล้วนไปที่เดียวกันหมด"
"ที่ไหน"
"ถ้ำผีคร่ำครวญทางตะวันตกเฉียงใต้ของเหมืองน่ะสิ"
หลี่ฉางเซิงเว้นจังหวะไปนิดนึงก่อนจะอธิบายต่อ
"ได้ยินมาว่าถ้ำนั้นมักจะมีเสียงร้องโหยหวนเหมือนผีดังออกมาตลอด ก็เลยไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ แต่พวกคนที่หายตัวไป ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอ...ของดีบางอย่างในถ้ำนั้นเข้า"
ของดีงั้นเหรอ
เซียวหรานหรี่ตาลง
"แล้วก็อีกเรื่องนึงนะเซียวหราน"
น้ำเสียงของหลี่ฉางเซิงเริ่มจริงจังขึ้น "เมื่อกี้ผู้พิทักษ์ของฉันเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดๆ ที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดในเหมืองนี้...มันทรงพลังมาก อย่างน้อยๆ ก็ต้องระดับแก่นทองคำเลยล่ะ"
"แถม...มันไม่เหมือนกลิ่นอายของพวกผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารด้วย"
"ไม่ใช่พวกมารเหรอ"
เซียวหรานขมวดคิ้ว น้ำในบ่อนี้มันจะลึกเกินไปหน่อยไหมเนี่ย
"อืม เขาบอกว่ามันเหมือน...กลิ่นอายของพวกเผ่าปีศาจมากกว่า"
"ฉันเองก็รู้สึกได้เหมือนกัน กลิ่นอายมันจางมากแต่ก็รอดพ้นสัมผัสของกายาศักดิ์สิทธิ์ครรภ์เต๋าของฉันไปไม่ได้หรอก"
หลี่ฉางเซิงพูดเสริม
กลิ่นอายปีศาจงั้นเหรอ
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเซียวหราน
"ฉางเซิง แกคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่า...คดีคนหายพวกนี้ อาจจะไม่ใช่ฝีมือของพรรคมาร แล้วก็ไม่ใช่ฝีมือของตำหนักวิถีเต๋าด้วย แต่เป็นฝีมือของ...มือที่สาม"
"มือที่สาม"
หลี่ฉางเซิงชะงักไป
"ใช่"
"อย่างเช่น สัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หรือไม่ก็...พวกเผ่าปีศาจ"
เซียวหรานพูดช้าๆ ชัดๆ
ตามสนธิสัญญาระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์ หากมนุษย์เผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรมก็ต้องละทิ้งความบาดหมางและหันมาร่วมมือกันต่อต้านเผ่าปีศาจให้ได้
นี่คือกฎเหล็กข้อเดียวที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามมาเป็นเวลาหลายพันปี
สรุปสั้นๆ ก็คือ ปกติฝ่ายธรรมะกับอธรรมจะหยุมหัวตีกันเองได้ แต่ถ้าเจอสงครามระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจเมื่อไหร่ ทั้งสองฝ่ายก็ต้องหันหน้ามาร่วมมือกันรับศึกศัตรู
ทั้งสองคนเงียบไปพร้อมกัน
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เรื่องราวมันก็จะซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
"เซียวหราน แล้วพวกเรา..." หลี่ฉางเซิงเริ่มกังวลนิดๆ
"ลุยตามแผนเดิม"
"แกสืบเรื่องคนหายต่อไป ส่วนฉันก็สืบเรื่องความผิดปกติในเหมืองต่อ แต่จำไว้นะว่าต้องเตรียมพร้อมติดต่อกันตลอดเวลา ถ้าดันแจ็กพอตไปเจอพวกเผ่าปีศาจขั้นแก่นทองคำเข้าจริงๆ ล่ะก็...เราสองคนคงต้องจับมือกันสู้แล้วล่ะ"
เซียวหรานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสนอทางออก
"จับมือกัน"
"ก็จริง แผ่ามนุษย์ต้องรวมพลังกันสู้ศัตรูภายนอกสิ"
หลี่ฉางเซิงเห็นด้วย
"งั้นแค่นี้ก่อนละกัน ฉันจะลองไปดูที่ถ้ำผีคร่ำครวญหน่อย"
"ระวังตัวด้วยล่ะ"
หลังจากตัดการเชื่อมต่อ เซียวหรานก็ลุกขึ้นยืน
พอดีกับที่จ้าวอิ่งกลับมาพอดี
"ศิษย์อา สืบมาได้แล้วขอรับ"
"ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีคนหายตัวไปในเหมืองทั้งหมดสามร้อยเจ็ดสิบคน ในจำนวนนั้นเป็นคนงานเหมืองสามร้อยคน ส่วนอีกเจ็ดสิบคนเป็นยามเฝ้าเหมืองของสำนักโลหิตสังหาร พวกเขาหายตัวไปตอนกลางคืนทั้งหมด และ...มีคนเห็นพวกเขาเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก่อนจะหายตัวไปขอรับ"
สีหน้าของจ้าวอิ่งดูตึงเครียด เขาเริ่มรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้มันชักจะรับมือยากขึ้นทุกที
ภารกิจในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเกินขีดจำกัดของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานอย่างพวกเขาไปแล้วล่ะ
"ทิศตะวันตกเฉียงใต้..."
"ถ้ำผีคร่ำครวญก็อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ใช่ไหม"
เซียวหรานหันไปมองนอกหน้าต่างและพูดขึ้นเรียบๆ
จ้าวอิ่งได้ยินแล้วก็ชะงักไป "ศิษย์อา ท่านรู้ได้ยังไงขอรับ ข้าเพิ่งจะเตรียมรายงานเรื่องนี้ให้ท่านฟังอยู่พอดี"
"ข้าเดาเอาน่ะ"
"แล้วเถี่ยซานล่ะ"
เซียวหรานไม่คิดจะอธิบายให้มากความ
"ศิษย์พี่เถี่ยซานยังไม่กลับมาเลยขอรับ"
เซียวหรานขมวดคิ้ว
เถี่ยซานรับหน้าที่ไปตรวจเหมืองเก่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ป่านนี้น่าจะกลับมาได้ตั้งนานแล้วสิ
"หลิวชิงชิง"
"เจ้าค่ะ"
ศิษย์หญิงที่กำลังง่วนอยู่กับการกางค่ายกลเงยหน้าขึ้นมา
"กางค่ายกลเสร็จหรือยัง"
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ มีค่ายกลเตือนภัยสามจุด แล้วก็ค่ายกลกักขังอีกหนึ่งจุดเจ้าค่ะ"
"ดี เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่นะ จ้าวอิ่ง เจ้าตามข้าไปดูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หน่อย"
"รับทราบขอรับ"
ทั้งสองคนเดินออกจากบ้านหินและมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้
เขตเหมืองแร่มีขนาดกว้างขวางมาก เส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อนไปหมด
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ผู้คนก็ยิ่งบางตา และปราณมารรอบตัวก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เดินมาได้ครึ่งทาง เซียวหรานก็หยุดชะงักฝีเท้ากะทันหัน
"มีอะไรหรือขอรับ ศิษย์อา" จ้าวอิ่งถาม
"มีกลิ่นคาวเลือด"
เซียวหรานกวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
เขาเดินตามกลิ่นนั้นไป และเลี้ยวเข้าไปในทางแยกสายหนึ่ง
สุดปลายทางนั้นคือปากถ้ำเหมืองที่ถูกทิ้งร้าง
ที่หน้าปากถ้ำมีเศษหินเปื้อนเลือดตกกระจัดกระจายอยู่ และยังมี...เศษดาบหักๆ อีกครึ่งเล่ม
นั่นมันดาบของเถี่ยซาน
"เกิดเรื่องแล้ว"
สีหน้าของเซียวหรานเคร่งเครียดลงทันที
เขาเดินเข้าไปที่ปากถ้ำและชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน
ภายในถ้ำมืดสนิทจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
กลิ่นคาวเลือดรุนแรงลอยคละคลุ้งออกมาจากข้างใน พร้อมกับ...กลิ่นอายปีศาจจางๆ
เหมือนกับที่หลี่ฉางเซิงบอกไว้ไม่มีผิด
"ศิษย์อา ให้พวกเรากลับไปตามคนมาช่วยก่อนดีไหมขอรับ"
น้ำเสียงของจ้าวอิ่งเริ่มสั่นเครือ
เถี่ยซานเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย ถ้าว่ากันตามระดับพลังแล้วเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องพลังป้องกันที่เป็นจุดเด่นของเขาเลย
ตอนนี้แม้แต่เถี่ยซานยังพลาดท่า จ้าวอิ่งก็ย่อมไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปข้างในแน่
"ไม่ทันแล้ว"
เซียวหรานส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า "ถ้าเถี่ยซานยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขาคงกำลังรอให้พวกเราเข้าไปช่วยอยู่ข้างใน แต่ถ้าเขาตายไปแล้ว..."
เขาไม่ได้พูดต่อจนจบ
แต่ความหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
เถี่ยซานเป็นลูกน้องที่เขาพามาด้วย ถ้าเกิดการทำภารกิจครั้งแรกแล้วลูกน้องต้องมาตายไปล่ะก็ ตำแหน่งบุตรแห่งมารของเขาก็คงจบเห่แล้วล่ะ
ขนาดลูกน้องตัวเองยังปกป้องไม่ได้ แล้วต่อไปใครจะกล้ามาฝากตัวเป็นลูกน้องเขากันอีกล่ะ
"เจ้ายืนเฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำนี่แหละ"
"ข้าจะเข้าไปดูข้างในเอง"
เซียวหรานสั่งการและเตรียมตัวจะเดินเข้าไปข้างใน
"ศิษย์อา"
"ข้างในมันอันตรายนะขอรับ"
จ้าวอิ่งร้อนรนขึ้นมาทันที
"ก็เพราะรู้ว่ามันอันตราย ข้าถึงต้องเข้าไปไง" เซียวหรานตบไหล่ปลอบใจเขา
"ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมรับมือไว้แล้ว"
พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในถ้ำเหมืองนั้นทันที
ความมืดมิดกลืนกินร่างของเขาไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
[จบแล้ว]