เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

TXV - 68 มือใหม่แล้วไง ?

TXV - 68 มือใหม่แล้วไง ?

TXV - 68 มือใหม่แล้วไง ?


TXV - 68 มือใหม่แล้วไง ?

 

          “ได้ แค่ครึ่งชั่วโมง !ลู่เชิงจ้องมองเซี่ยเหล่ยตาเขม็ง แล้วเดินตรงกลับไปยังหุ่นไม้

 

          “พี่เชิง สั่งสอนเขาเลย!” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

           “ใช่ๆ สั่งสอนมันเลย มันจะทำตัวกร่างเกินไปแล้ว” นักเรียนอีกคนพูดต่อ

 

          เซี่ยเหล่ยแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและไม่ใส่ใจคำพูดพวกนั้น เพราะเขาเป็นเด็กใหม่จริงๆ ส่วนลู่เชิงอยู่ที่นี่มาถึง 3 ปี แน่นอนว่าเขาต้องมีพวกเยอะอยู่แล้ว

 

          ลู่เชิงหยุดยืนหน้าหุ่นไม้แล้วเริ่มออกลีลา เสียงที่เขาตีหุ่นแต่ละครั้งดังกึกก้องและน่าเกรงขาม กล้ามเนื้อของเขาดูราวกับกล้ามเนื้อของสิงโต กระดูกและเส้นเอ็นของเขาก็ราวกับว่าทำมาจากเหล็ก ทั้งตัวของลู่เชิงตอนนี้แข็งแรงมาก เพราะมันถูกฝึกมาให้รองรับความแข็งแกร่งของเขา...

 

          ซึ่งลู่เชิงไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้เซี่ยเหล่ยได้เปรียบอยู่

 

          เซี่ยเหล่ยไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม่แต่น้อย เขาเดินตรงไปนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อพักผ่อน เซี่ยเหล่ยหลับตาลงจนดูเหมือนกลับว่าเขาหลับ แต่แท้จริงแล้วกำลังนึกถึงการออกท่าทางของหลางเฉิงชุนอยู่เป็นฉากๆ ตาข้างซ้ายเริ่มทำการวิเคราะห์รายละเอียด ว่ากระดูกทั้งตัวของหลางเฉิงชุนขยับอย่างไร กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นปล่อยพลังออกไปอย่างไร เซี่ยเหล่ยซึมซับข้อมูลทั้งหมดไว้ได้ราวกับฟองน้ำที่กำลังดูดน้ำเข้าไปจนอวบอิ่ม...

 

          “ดื่มอะไรก่อนสิ” เสียงที่นุ่มนวลของใครบางคนดังขึ้น

 

          เซี่ยเหล่ยลืมตามอง และพบหลางซือเหยากับน้ำผลไม้ในมือของเธอ

 

          หลางซือเหยาวางแก้วน้ำลงในมือเซี่ยเหล่ย “นี่น้ำแครอท ดื่มสิ มันช่วยให้เธอหายเหนื่อยได้เร็วขึ้นนะ”

 

          “ขอบคุณนะ” เซี่ยเหล่ยกล่าวก่อนจะดื่มน้ำแครอทเข้าไป

 

          หลางซือเหยานั่งลงข้างเซี่ยเหล่ย “ลู่เชิงน่ะ แข็งแกร่งมากนะ คุณอยากสู้กับเขาจริงๆเหรอ? ผมพอจะพูดกับเขาได้นะถ้าคุณไม่อยากสู้กับเขาแล้ว”

 

          “ไม่ล่ะ ผมจะสู้กับเขา อีกอย่างผมจะได้ทดสอบความสามารถตัวเองด้วย” เซี่ยเหล่ยกล่าว แล้วหัวเราะออกมา “สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็เป็นผมโดนอัดจนน่วมนั่นแหละ ผมไม่กลัวความเจ็บปวดหรอก”

 

          “โอเค งั้นพักผ่อนเถอะ” หลางซือเหยารับแก้วเปล่ามาจากเซี่ยเหล่ยก่อนจะเดินจากไป

 

          ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลู่เชิงเดินออกมายืนในพื้นที่โล่ง พวกนักเรียนต่างถอยกรูและหลบทางให้เขาแล้วยืนล้อมรอบเป็นวงกลม พร้อมจะชมการต่อสู้ของทั้งสองแล้ว

 

          ลู่เชิงชี้ตรงไปยังเซี่ยเหล่ย “หมดเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว ไอ้กระจอก พักผ่อนเต็มที่รึยังล่ะ?”

 

          เซี่ยเหล่ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาลู่เชิง ยืนเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ เซี่ยเหล่ยจัดท่าให้ตัวเองอยู่ในท่าเริ่มต้นของหวิงชุนที่โด่งดังที่สุด หัตถ์ผสาน’ ในท่านี้ มือข้างหนึ่งจะต้องซ่อนไว้และโจมตีเมื่อมืออีกข้างหนึ่งใช้ป้องกัน มือข้างที่ซ่อนและมือป้องกันสามารถเปลี่ยนสลับไปมาได้ ทั้งโจมตีและป้องกัน นี่คือสิ่งที่เซี่ยเหล่ยได้เรียนรู้จากหลางเฉิงชุนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน…..

 

          “คุณดูเหมือนนักเลงข้างถนนเหมือนกันนะเนี่ย” ลู่เชิงเยาะเย้ย “แต่ผมไม่ต้องใช้หวิงชุนคว่ำแกหรอก แค่ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานก็พอแล้ว”

 

          ทันทีที่พูดจบ ลู่เชิงก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้นโจมตีเซี่ยเหล่ยด้วยการเตะ

 

          เซี่ยเหล่ยกระโดดเพียงครึ่งก้าวเล็กน้อย เปลี่ยนมือป้องกันเป็นกำปั้น แล้วดึงมือที่ซ่อนไว้ออกมาตีเข้าที่เส้นเอ็นระหว่างเข่าและต้นขาของลู่เชิง

 

          เพียงหนึ่งหมัดนั้นทำเอาลู่เชิงกะเผลกถอยกลับไปสองก้าว จ้องมองเซี่ยเหล่ยด้วยความประหลาดใจ แม้การโจมตีเข้าที่เส้นเอ็นทำอะไรผิวกับกล้ามเนื้อหนาๆของลู่เชิงไม่ได้ แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้อย่างสาหัส ลู่เชิงไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมา ทำได้เพียงแต่คลายความเจ็บปวดอย่างเงียบๆคนเดียว

 

          พวกนักเรียนรอบๆเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ตอนที่ลู่เชิงเตะเซี่ยเหล่ย แทบทุกคนคิดว่าเซี่ยเหล่ยคงจะโดนเตะจนร่วงไปอยู่กับพื้น แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เป็นเซี่ยเหล่ยออกหมัดใส่ลู่เชิงแทน !

 

          “พ่อคะ แปลกจัง” หลางซือเหยาที่มองเหตุการณ์อยู่ หันไปหาหลางเฉิงชุนข้างๆแล้วพูดต่อ “รู้สึกเหมือนพ่อกำลังสู้อยู่กับลู่เชิงเลย”

 

          หลางเฉิงชุนถอนหายใจออกมาเบาๆ “ชายคนนี้แปลกจริงๆ ตอนแรกพ่อคิดว่าเขาแค่ทำตามพ่อ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไต่ระดับมาเป็น ช่างเฉี่ยว กับ ฮ่วนเฉี่ยว ได้แล้ว คนๆนี้แหละ ผู้ฝึกหวิงชุนที่แท้จริง ลูกไม่รู้สึกเหรอว่าเขาเรียนรู้ได้เร็วมากๆ?

 

          ช่องลมปราณช่างเฉี่ยว และ ช่องลมปราณฮ่วนเฉี่ยวเป็นขั้นตอนการส่งพลังออกไปตามแบบหวิงชุน รูปแบบคือการโจมตีจะเป็นช่วงยาวและตามด้วยช่วงสั้น ตอนที่เซี่ยเหล่ยใช้ผลักลู่เชิงออกไปเป็นฮ่วนเฉี่ยว การที่เขาสามารถทำให้ลู่เชิงที่แข็งแรงกว่าถอยไปได้พิสูจน์ว่าเขาเข้าใจเทคนิคการส่งพลังแบบหวิงชุนและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้หลายเท่าตัวเลยทีเดียว !

 

          บนลานประลองของทั้งสองคน ลู่เชิงเลิกออมมือให้เซี่ยเหล่ยแล้ว เขาเปลี่ยนมายืนในท่าเริ่มต้นของหวิงชุนบ้าง

 

          เซี่ยเหล่ยซัดหมัดแหวกอากาศตรงเข้าหัวใจลู่เชิงอย่างจัง

 

          ตอนนี้เซี่ยเหล่ยพลิกเกมมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง ทำเอาพวกนักเรียนรอบๆถึงกับตะลึง !

 

          ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

 

          ลู่เชิงและเซี่ยเหล่ยเปิดฉากปะทะกันต่อ พวกเขาทั้งโจมตีและป้องกันอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ราวกับเป็นฉากในหนังต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบ……

 

          “เป็นไปได้ยังไง พี่เชิงฝึกหวิงชุนมาตั้ง 3 ปี แถมยังเป็นคนที่เก่งที่สุดด้วย ทำไมพี่เชิงถึงล้มเขาไม่ได้ล่ะ?” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

          “นั่นสิ เขาเพิ่งจะฝึกได้แค่ไม่กี่วันเองนี่? ไม่อยากจะเชื่อ!” นักเรียนอีกคนพูดต่อ

 

          “บ้าไปแล้ว หรือเขาจะแกล้งทำตัวอ่อนแอเพื่อจะได้ลอบเข้ามาล้มคู่ต่อสู้เก่งๆ แต่ เขาจะทำไปทำไมล่ะ?” นักเรียนอีกคนตั้งข้อสงสัย

 

          ทุกคนต่างก็ประหลาดใจในความสามารถที่น่าเหลือเชื่อของเซี่ยเหล่ยจนเสียงพูดคุยกันเสียงดัง

 

          ทันใดนั้นหลางเฉิงชุนก็พูดขึ้น “ไม่ดีแน่ ลู่เชิงกำลังจะแพ้แล้ว”

 

          “เป็นไปไม่ได้...” หลางซือเหยาแทบไม่เชื่อว่า พ่อพูดอะไรออกมา !

 

          ในขณะที่พวกเขากำลังปะทะกันอยู่นั้น เซี่ยเหล่ยก็ตัดจบการต่อสู้ด้วยการซัดหมัดเข้าที่หน้าอกของลู่เชิงซ้ำๆอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง จนร่างกายกว่า 90 กิโลกรัมของลู่เชิงลอยขึ้นแล้วร่วงโครมลงมากระแทกพื้น

 

          เซี่ยเหล่ยใช้จังหวะนั้นกดเข่าลงบนตัวลู่เชิงเพื่อยึดให้อยู่กับพื้น ก่อนจะง้างหมัดเตรียมชกเข้าที่หัว

 

          ลู่เชิงหลับตาลง

 

          เซี่ยเหล่ยชะงักหมัดก่อนที่มันจะตรงเข้าหน้าของลู่เชิง

 

          ลานฝึกทั้งลานเงียบลง เงียบจนสามารถได้ยินเสียงของใบไม้ปลิว...

 

          ชายผู้เคยเป็นหนึ่งในกองกำลังพิเศษและฝึกหวิงชุนมากว่า 3 ปี ทั้งยังเป็นบอดี้การ์ดมืออาชีพ ถูกเด็กหนุ่มที่ฝึกหวิงชุนมาเพียง 3 วันคว่ำเขาได้ จะใครมีเชื่อผลการประลองครั้งนี้กันล่ะ ?

 

          เซี่ยเหล่ยยืนขึ้นพร้อมกับส่งมือให้ลู่เชิง

 

          ลู่เชิงลังเล แต่ก็จับมืออีกคนแล้วดึงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

 

          “คุณยอมให้ผมชนะ” เซี่ยเหล่ยพูดด้วยความสุภาพ

 

          “ทำไมสุภาพนักล่ะ ผมเป็นผู้พ่ายแพ้ แล้วคุณก็เป็นฝ่ายชนะ” ลู่เชิงกล่าว

 

          เซี่ยเหล่ยยิ้มออกมา แล้วยื่นแขนออกไปหาลู่เชิงอีกครั้ง “พวกเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ”

 

          ครั้งนี้ลู่เชิงไม่ได้ลังเลอะไรอีก เขาจับมือเซี่ยเหล่ยแล้วเขย่าเบาๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง “ปกติฉผมไม่ค่อยยอมรับความพ่ายแพ้หรอกนะ แต่กับคุณนี่ต้องยอมจริงๆ”

 

          ลู่เชิงเป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมา และไม่แอบซ่อนความรู้สึก เมื่อเขาไม่ชอบใคร ก็มักจะหมายตาคนๆนั้นเอาไว้ แต่ถ้าเขาชอบใครหรือเคารพใคร คนๆนั้นก็จะได้รับมิตรภาพจากเขาทันที

             ‘การแลกเปลี่ยนความรู้สึกอาจนำไปสู่มิตรภาพที่แท้จริง’ เป็นภาษิตเก่าที่เหมาะกับลู่เชิงและเซี่ยเหล่ยในตอนนี้ที่สุด

 

          เมื่อทั้งสองคนเข้าเป็นมิตรกันแล้ว หลางเฉิงชุนก็ดึงตัวหลางซือเหยาออกมาในมุมเงียบๆแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ที่ลูกบอกว่าเซี่ยเหล่ยจะเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของพ่อก่อนหน้านี้น่ะถือว่าน่าสนใจเลยล่ะ ไปคุยกับเขาหน่อยสิว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร”

 

          หลางซือเหยาหัวเราะเล็กน้อย “พ่อคะ หนูบอกแล้วใช่มั้ยคะว่าพ่อมีทองอยู่ในมือ เพียงแต่พ่อไม่เคยมองมัน ถ้าพ่ออยากคุยกับเขาก็ไปเองสิคะ ลูกไม่ไปนะ”

 

          หลางเฉิงชุนมองลูกสาว “เจ้าตัวแสบ นี่กำลังพยายามยั่วโมโหพ่ออยู่หรือไง ? ถ้าพ่อเข้าไปถามแบบนั้น พ่อจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ พ่อของแกเป็นถึงทายาทที่แท้จริงของหวิงชุนและมีศักดิ์ศรีเพื่อสืบสานหวิงชุนเลยนะ ถ้าพ่อคุยกับเขาแล้วถูกปฏิเสธล่ะ เกิดข่าวนี้แพร่ออกไป พ่อจะออกไปเจอหน้าคนอื่นๆได้ยังไง”

 

          หลางซือเหยาหัวเราะออกมา “โอเค โอเค งั้นให้ลูกสาวพ่อจัดการเรื่องนี้เอง แต่พ่อต้องซื้อซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเป็นรางวัลให้นะ”

 

          หลางเฉิงชุนตะเบ็ง “เจ้าเด็กตะกละ ! กินแบบนั้นจะไม่อ้วนขึ้นรึไง”

 

          “หนูน่ะเป็นพวกไม่ว่าจะกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนขึ้นหรอกค่ะ ฮิฮิ โอเค หนูจะไปถามเขาเองว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร พ่อรอฟังข่าวดีได้เลย” หลางซือเหยาเดินตรงไปหาเซี่ยเหล่ย

 

          หลางเฉิงชุนลูบคางตัวเอง ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ผู้ชายคนนี้นี่เป็นความอัศจรรย์ของศิลปะการต่อสู้จริงๆ พวกเขาอธิบายไว้ในนิยายเซียนเซียถ้าเรารับเขามาเป็นลูกศิษย์คนสุดท้าย ศิลปะการต่อสู้หวิงชุนของเราก็จะมีผู้สืบทอดที่ดีได้ ใครจะรู้ล่ะ บางทีเขาอาจจะเป็นอาจารย์ที่เก่งกาจอีกคน !”

 

          แม้ว่าจะเป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่แก่นแท้ของ กังฟู ก็ยังคงสืบทอดมาจากประเพณีโบราณและการอุทิศตนเป็นศิษย์ของอาจารย์อย่างเป็นทางการก็เป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เซี่ยเหล่ยได้แสดงความสามารถที่น่าทึ่งแล้ว เมื่อหลางเฉิงชุนสละตำแหน่ง เขาก็อยากให้เซี่ยเหล่ยเป็นผู้สืบทอดหวิงชุนต่อจากเขา แต่เซี่ยเหล่ยจะต้องเป็นลูกศิษย์ของเขาอย่างเป็นทางการก่อน

 

          “เซี่ยเหล่ย ช่วยอะไรฉันหน่อยได้มั้ย?” หลางซือเหยาแทรกขึ้นระหว่างที่เซี่ยเหล่ยและลู่เชิงกำลังคุยกันอยู่

 

          “ได้สิ” เซี่ยเหล่ยถามต่อ “ให้ช่วยอะไรเหรอ?”

 

          “อืม.. มากับฉันหน่อยสิ” หลางซือเหยาไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากจะขอ แต่เธอพาเขาเดินออกไปทางประตูด้วยกัน

 

          เซี่ยเหล่ยตามเธอไป ด้านหลังประตูเป็นห้องทำงานของหลางเฉิงชุน บางครั้งเขาก็เคยมาฝึกที่นี่ มันมีทั้งห้องครัวและห้องน้ำอยู่ด้วยกัน...

 

          หลางซือเหยาพาเซี่ยเหล่ยเข้ามาในห้องทำงานของหลางเฉิงชุนแล้วยิ้มก่อนพูดว่า “นั่งก่อนสิ !”

 

          “เมื่อกี้เธอเพิ่งขอให้ผม...”

 

          “ใช่ ฉันอยากขอให้เธอช่วยเปลี่ยนแทงก์น้ำให้ฉันหน่อยน่ะ” หลางซือเหยากล่าว

 

          เซี่ยเหล่ยมองไปยังตู้กดน้ำที่มุมห้อง น้ำในแทงก์ยังเต็มอยู่ จึงกลับมามองหลางซือเหยาโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

          หลางซือเหยาหัวเราะแห้งๆ “ตายล่ะ ! เปลี่ยนแล้วหนิโทษทีนะ ฉันสะเพร่าไปหน่อย แต่ดีแล้วล่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนแล้วเนอะงั้นมาคุยกันดีกว่านั่งก่อนนะ ฉันจะไปเอาน้ำมาให้”

 

          “ไม่ๆ ไม่เป็นไร แค่นั่งคุยก็พอ” เซี่ยเหล่ยนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความสงสัยในใจ ‘เธอจะคุยเรื่องอะไรกันนะ เธอทำตัวมีพิรุธเกินไปแล้ว’

 

          หลางซือเหยาเดินมาที่เก้าอี้แล้วนั่งลงหันหน้าเข้าหาเซี่ยเหล่ยและจ้องมองเขา “ขอถามได้มั้ยว่าเธอทำงานอะไร”

 

          “ผมมีร้านขายพวกเครื่องมือหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์กีฬาน่ะ เป็นธุรกิจเล็กๆ” เซี่ยเหล่ยตอบ

 

          “เธอไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อนเลยเหรอ?”

 

          “ไม่เคย”

 

          “แล้วครอบครัวล่ะ?”

 

          “ก็มีน้องสาวน่ะ เธออยู่ที่ชิงตู่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัย” หลังจากตอบคำถามนี้ เซี่ยเหล่ยก็ระเบิดหัวเราะออกมา “นี่ คุณหลาง ถามเรื่องพวกนี้ไปทำไมเนี่ย มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆเลยสิ”

 

          “งั้น... เธอจะทุ่มเทใจและวิญญาณให้กับการเรียนศิลปะการต่อสู้แล้วเลิกกิจการของเธอมั้ย?” หลางซือเหยาถาม

 

          “ผมจะทำแบบนั้นได้ไง เรียนศิลปะการต่อสู้เป็นแค่งานอดิเรกของผมนะ ผมไม่เคยคิดจะมาตั้งตัวที่นี่หรอก เป้าหมายของผมคือแค่เรียนศิลปะการต่อสู้ไว้ป้องกันตัวก็เท่านั้นเอง”

 

          “เข้าใจแล้ว...” หลางซือเหยาพูดด้วยผิดหวัง

 

          ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของเซี่ยเหล่ยก็ดังขึ้น เขาหยิบมันออกมาแล้วมองไปที่หน้าจอ เป็นหม่าเสี่ยวอันโทร.มา

 

          เซี่ยเหล่ยกดรับ “ครับ”

 

          “เหล่ย! กลับมาด่วนเลย” หม่าเสี่ยวอันพูดด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

 

          เซี่ยเหล่ยเริ่มวิตก “เกิดอะไรขึ้น”

 

          “มีใครไม่รู้มาพังร้านเรา เธอ...” ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ตัดไป

 

          เซี่ยเหล่ยลุกขึ้นแล้วเดินออกมา “คุณหลาง พอดีมีเรื่องด่วน ไว้คุยกันวันหลังนะ”

 

          “นี่ มีอะไรให้ช่วยมั้ย?” หลางซือเหยาถาม

 

          แต่เซี่ยเหล่ยก็วิ่งผ่านบานประตูไปแล้ว

         

          ติดตามตอนต่อไป.....

จบบทที่ TXV - 68 มือใหม่แล้วไง ?

คัดลอกลิงก์แล้ว