- หน้าแรก
- ระบบแก้แค้นสุดเกรียน ยิ่งอยากฆ่ายิ่งตายไว
- บทที่ 43 - ผู้อาวุโสชุดเขียว?
บทที่ 43 - ผู้อาวุโสชุดเขียว?
บทที่ 43 - ผู้อาวุโสชุดเขียว?
บทที่ 43 - ผู้อาวุโสชุดเขียว?
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"กี๊ซ" เสียงกรีดร้องดังกึกก้องออกมาจากปากของค้างคาวโลหิตตัวที่ใหญ่กว่าเพื่อน พริบตาต่อมา ฝูงค้างคาวโลหิตทั้งหมดก็หยุดการโจมตี ทว่าพวกมันไม่ได้ถอยกลับไปไหน ยังคงบินวนเวียนล้อมรอบค่ายกลของสำนักกระบี่สวรรค์เอาไว้
คนของสำนักกระบี่สวรรค์แทบจะสติแตกกันอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้หานฉางคงก็ไปล่อฝูงหมาป่าเจ็ดดารามาทีนึงแล้ว คราวนี้สำนักเมฆาครามยังไปลากฝูงค้างคาวมาอีก สำนักกระบี่สวรรค์ของข้ามันน่ารังแกนักหรือไง ทางฝั่งผู้บำเพ็ญเพียรสำนักเตาโอสถก็งุนงงไม่แพ้กัน สงสัยสำนักกระบี่สวรรค์ออกจากบ้านแล้วลืมดูฤกษ์ยามกระมัง
ตอนนี้สถานการณ์ดูพิลึกพิลั่นเอามากๆ ชายหนุ่มจากสำนักเมฆาครามชูไข่คริสตัลสีแดงสดไว้ในมือ ขณะที่ด้านนอกค่ายกลก็เต็มไปด้วยฝูงค้างคาวโลหิตที่จ้องมองมาอย่างหนาแน่น ต่างฝ่ายต่างดูคุมเชิงกันจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ดูเหมือนชายหนุ่มคนนั้นจะล่วงรู้อะไรบางอย่าง เขายิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วหันไปจ้องมองกลุ่มของสำนักแสวงมรรค "หึหึ เมื่อครู่นี้ไม่ยอมช่วยพวกข้า คราวนี้แหละข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดบ้าง" จากนั้นเขาก็ตะโกนสั่งการฝูงค้างคาว "ฆ่าคนที่อยู่ในค่ายกลนั่นซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะบดขยี้ของสิ่งนี้ทิ้ง"
หานฉางคงถึงกับขนหัวลุก เขาเห็นฝูงค้างคาวชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันขวับแล้วพุ่งเป้ามาโจมตีกลุ่มของเขาอย่างบ้าคลั่งแทน หานฉางคงกัดฟันกรอด "มารดามันเถอะ คิดจะฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ"
เขาแอบล้วงโอสถกำมือหนึ่งเข้าปากแล้วกลืนลงคอทันที ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ นึกว่านั่นเป็นโอสถรักษาอาการบาดเจ็บหรือฟื้นฟูพลัง แต่พริบตาต่อมา ชายหนุ่มที่ถือไข่คริสตัลคนนั้น จู่ๆ ร่างกายของเขาก็ลุกพรึบเป็นไฟขึ้นมาดื้อๆ โอสถเพลิงผลาญโลหิตนั่นไม่ใช่ของเล่นนะเฟ้ย ระดับแก่นทองคำอย่างแกจะรับไหวหรือ หานฉางคงเหลือบมองหลอดพลังงานในระบบที่กำลังลดฮวบฮาบอย่างรวดเร็ว
หานฉางคงชะงักไป หลอดพลังงานแค่นี้สงสัยจะโดนเผาตายไม่ทันใจ เขาจึงรีบเปิดสวิตช์สถานะศัตรูของศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์เพิ่มอีกหลายคนทันที ชั่วพริบตานั้น ร่างกายของศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์บางคนก็ลุกไหม้เป็นไฟตามไปด้วย เมื่อฝูงค้างคาวโลหิตเห็นว่าสมบัติล้ำค่าของเผ่าพันธุ์ร่วงหล่นลงพื้น พวกมันทั้งหมดก็หันขวับกลับไปถล่มค่ายกลของสำนักกระบี่สวรรค์อีกครั้ง แรงกระแทกมหาศาลทำเอาแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
ศิษย์สำนักเมฆาครามคนหนึ่งรีบพุ่งเข้าไปคว้าของวิเศษชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วฉากเดิมก็ซ้ำรอยอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ฝูงค้างคาวไม่ได้หันมาโจมตีพวกหานฉางคงแล้ว
"ศิษย์พี่ คริสตัลสีแดงนั่นมันคืออะไรกันแน่เจ้าคะ" ชิวอวี่เอ่ยถามด้วยความตึงเครียด "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พวกสำนักเมฆาครามน่าจะรู้ดี" การที่สำนักเมฆาครามยอมเสี่ยงชีวิตไปขโมยของสิ่งนี้มา แสดงว่าต้องรู้ความลับอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่แน่ๆ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ก็มีกลิ่นอายอันทรงพลังแผ่ซ่านมาจากแดนไกล วูบบบ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงค้างคาวโลหิตในพริบตา หานฉางคงเบิกตากว้าง คุณพระช่วย ผู้หญิงคนนี้จะสวยเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
สตรีผู้นั้นสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน ทว่าสายตาของนางกลับเฉียบขาดและดุดันราวกับมัจจุราช ยามนี้นางกำลังแสยะยิ้มเย็นชาจ้องมองไปยังศิษย์สำนักเมฆาครามคนนั้น ชายหนุ่มถึงกับขาสั่นพั่บๆ ทรุดลงไปกองกับพื้น "เจ้าเป็นใครกัน เหตุใดจึงมาขโมยของที่ข้าทิ้งไว้สักการะที่นี่ถึงสองครั้งสองครา"
หานฉางคงคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ในดินแดนลับแห่งนี้จะมีสตรีที่ระดับการฝึกตนสูงส่งปานนี้อยู่ด้วย แถมฟังจากน้ำเสียงแล้ว นางสามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างอิสระเลยทีเดียว ในขณะที่ศิษย์สำนักเมฆาครามคนนั้นหวาดกลัวจนพูดไม่ออก ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
สตรีผู้นั้นตวัดมือเบาๆ คริสตัลสีแดงก็ลอยหลุดจากมือชายหนุ่มไปหานางอย่างง่ายดาย แต่ทว่าไอ้เวรจากสำนักเมฆาครามคนนี้มันช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน ศิษย์คนหนึ่งพุ่งตัวกระโจนหมายจะแย่งชิงคริสตัลสีแดงกลับมา ทว่าผลลัพธ์ก็คือ ตูม ร่างกายของเขาแหลกสลายกลายเป็นหมอกเลือดไปในพริบตา
คนของสำนักกระบี่สวรรค์ถึงกับเหวอแดก เฮ้ย พวกข้ามีค่ายกลป้องกันอยู่นะโว้ย ข้ายอมเสียหน้าก็ได้ แต่ช่วยไว้หน้าค่ายกลป้องกันของข้าหน่อยไม่ได้หรือไง แต่พริบตาต่อมา ค่ายกลป้องกันนั้นก็อันตรธานหายไปดื้อๆ
สตรีผู้นั้นเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับเยือกเย็นราวกับเสียงเรียกจากยมโลก "ฆ่าให้หมด" ชั่วพริบตานั้น ฝูงค้างคาวโลหิตที่อยู่รอบตัวนางก็พุ่งทะยานเข้าฉีกกระชากศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์และสำนักเมฆาครามอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นนางจึงค่อยๆ หันหน้ามามองกลุ่มของหานฉางคง หานฉางคงใจหายวาบ ระบบพ่อจ๋า แม่นางคนนี้คงไม่ได้คิดจะฆ่าข้าหรอกนะ แล้วต่อให้พิมพ์ชื่อนางลงในระบบ มันจะมีประโยชน์อะไรวะเนี่ย
ทว่าเมื่อสตรีผู้นั้นเห็นหน้าหานฉางคง นางก็ถึงกับชะงักไป ไอ้หนูนี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่ามันตายในเขตหวงห้ามไปแล้วหรอกหรือ "เจ้าชื่ออะไร" หานฉางคงงงเป็นไก่ตาแตก นี่นางถามใครวะ เขาหันมองซ้ายมองขวา เผื่อว่าจะมีคนรู้จักของนางอยู่แถวนี้ จะได้รอดตัวไป "เจ้าจะมองหาอะไร ข้าถามเจ้านั่นแหละ"
คราวนี้คนของสำนักแสวงมรรคทุกคนต่างหันมาจ้องมองหานฉางคงเป็นตาเดียว หานฉางคงถึงเพิ่งจะรู้ตัว เขารีบชี้มาที่ตัวเอง "ผู้อาวุโสหมายถึงข้าหรือขอรับ" สตรีผู้นั้นไม่ได้ตอบอะไร "ผู้อาวุโส ข้าน้อยชื่อหานฉางคงขอรับ"
"หานฉางคง" นางพึมพำชื่อนั้นเบาๆ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า "หานฉางคง ถือว่าเจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน วันนี้ข้าจะละเว้นเจ้าไปก่อน หากมีวาสนาเราคงได้พบกันใหม่" พูดจบเงาร่างของนางก็หายวับไปทันที
ทุกคนต่างหันมามองหานฉางคงด้วยความประหลาดใจ จนกระทั่งได้สติกลับมา "เห็นไหมล่ะ ข้ามีผู้ยิ่งใหญ่คอยคุ้มกะลากัวอยู่นะเฟ้ย พวกเจ้าก็ระวังตัวกันให้ดีล่ะ" ส่วนสตรีที่เพิ่งจากไป หากได้ยินคำพูดนี้เข้า นางคงอยากจะหันกลับมาซัดหน้าไอ้หนูนี่สักป้าบ แต่พอลองคิดดู นางก็รู้สึกว่ามันตลกดีเหมือนกัน นางจึงแอบทิ้งร่องรอยสัมผัสวิญญาณไว้บนตัวของหานฉางคงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเร้นกายหายไปจากดินแดนลับ
"ศิษย์พี่หาน ผู้อาวุโสท่านนั้นต้องเก่งกาจมากแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ" "นี่มันก็แน่อยู่แล้วสิ คนหนุนหลังข้าจะไม่เก่งได้อย่างไร" หานฉางคงเองก็รู้สึกได้ว่า หญิงสาวคนนี้น่าจะมีระดับการฝึกตนที่เหนือกว่าระดับผ่านด่านเคราะห์ขึ้นไปอีก เพราะขนาดผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างท่านปรมาจารย์ก็ยังไม่สามารถเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้ได้เลย เวรเอ๊ย เมื่อกี้ตอนที่ข้าอวดอ้างบารมี นางคงไม่ได้ยินหรอกมั้ง เขาจึงรีบเปิดหน้าระบบขึ้นมาเช็คดู เมื่อพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาถึงค่อยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อหันไปมองทางฝั่งสำนักกระบี่สวรรค์และสำนักเมฆาคราม ทุกคนก็ถึงกับสลดหดหู่ ภาพตรงหน้าช่างน่าอนาถเกินบรรยาย เศษซากชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ไม่มีแม้แต่ศพที่สมบูรณ์เลยสักศพเดียว "เฮ้อ รนหาที่ตายแท้ๆ"
หานฉางคงเอ่ยขึ้นลอยๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอน "ศิษย์พี่หาน พวกเราปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ" "อืม ปลอดภัยแล้วล่ะ เก็บกวาดค่ายกลได้เลย" ล้อเล่นหรือไง ผู้อาวุโสระดับนั้นหากคิดจะฆ่าพวกเรา ต่อให้มีค่ายกลเป็นร้อยเป็นพันก็กันไม่อยู่หรอก
เวลานี้ชิวอวี่เอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ศิษย์พี่หาน ท่านไปรู้จักกับผู้อาวุโสท่านนั้นได้อย่างไรหรือเจ้าคะ" ความสอดรู้สอดเห็นนี่มันเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงจริงๆ แต่ไหนๆ ก็ว่างจนไม่มีอะไรทำแล้ว หาสาวกมาประดับบารมีสักหน่อยก็คงไม่เลว เขาจึงเริ่มเปิดโหมดโม้แหลกแจกสะบัด "ในคืนที่มืดมิดและมีพายุฝนฟ้าคะนอง ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงบัณฑิตหนุ่ม กำลังเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปสอบจอหงวน ระหว่างทางข้าได้แวะพักหลบฝนในวัดร้างแห่งหนึ่ง กะว่าจะค้างคืนที่นั่น" จากนั้นหานฉางคงก็เล่านิทานบัณฑิตหนุ่มกับวัดร้างในคืนฝนตกออกมาอย่างเป็นตุเป็นตะ
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักลึกลับแห่งหนึ่ง สตรีผู้กำลังโยนคริสตัลสีแดงในมือเล่นถึงกับทำหน้าเหยเก "ถึงมันจะเป็นแค่เรื่องแต่ง แต่มันก็สนุกดีเหมือนกันนะ" จากนั้นนางก็ตกอยู่ในภวังค์ความขัดแย้ง นางไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวยุทธภพมานานแสนนานแล้ว มัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในตำหนักซอมซ่อแห่งนี้ ความคิดอันบ้าบิ่นก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของนาง
วันเวลาในดินแดนลับค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงวันที่ทางเข้าออกของดินแดนลับจะเปิดออกอีกครั้ง ขณะที่กำลังจ้องมองประตูดินแดนลับค่อยๆ แง้มออก หานฉางคงก็พูดลอยๆ ขึ้นมาว่า "ผู้อาวุโสท่านนั้นคงไม่ชอบให้ใครเอาเรื่องของนางไปซุบซิบนินทาหรอกนะ หากสหายนักพรตคนใดบังเอิญเกิดอุบัติเหตุตายขึ้นมา ก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน"
พูดจบเขาก็นำศิษย์สำนักแสวงมรรคพุ่งทะยานเข้าไปในอุโมงค์ทางออกทันที ศิษย์สำนักอื่นถึงกับมึนงง นี่มันเป็นการข่มขู่กันหน้าด้านๆ เลยนี่หว่า แต่จะมีใครกล้าเสี่ยงล่ะ ระดับความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสท่านนั้นสามารถเมินเฉยต่อค่ายกลได้สบายๆ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับผ่านด่านเคราะห์ หากคิดจะทำลายค่ายกล อย่างน้อยก็ต้องออกแรงตบสักฉาด แต่ผู้อาวุโสหญิงท่านนั้นกลับไม่ต้องออกท่าทางอะไรเลย ก็สามารถสังหารคนในค่ายกลได้แล้ว นี่มันป้องกันไม่ได้เลยชัดๆ ทุกคนต่างก็ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง ประเด็นคือเสี่ยงชนะก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเสี่ยงแพ้ก็ตายสถานเดียว แล้วใครมันจะกล้าเสี่ยงกันล่ะ
[จบแล้ว]