- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นกษัตริย์ตกอับ ขอบัญชาทัพสยบใต้หล้า
- บทที่ 16 - ศึกชิงเมืองเริ่มขึ้น
บทที่ 16 - ศึกชิงเมืองเริ่มขึ้น
บทที่ 16 - ศึกชิงเมืองเริ่มขึ้น
บทที่ 16 - ศึกชิงเมืองเริ่มขึ้น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เซี่ยครุ่นคิดเล็กน้อย เขาเคยเห็นหน้าบุตรชายคนโตของเสนาบดีพิธีการมาบ้างพอให้จำได้ ทว่ากลับไม่เคยเห็นหน้าชายหนุ่มตรงหน้ามาก่อน แต่เขาก็พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายคือใคร
เมืองหลวงก็มีอยู่แค่นี้ ข่าวลือที่ว่าเสนาบดีพิธีการมีบุตรชายคนรองที่ห้าวหาญไร้เทียมทาน เคยฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้วรยุทธ์จากยอดฝีมือมากมายจนกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างเต็มตัวนั้น เขาย่อมเคยได้ยิน
เพียงแต่หลี่เซี่ยแทบจะเอาภาพลักษณ์ของคนตรงหน้าไปผูกรวมกับข่าวลือพวกนั้นไม่ได้เลย
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ส่วนมากล้วนได้บรรดาศักดิ์มาจากความดีความชอบทางทหาร แม้ว่าหลายตระกูลจะตกต่ำลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าตระกูลขุนศึก
ด้วยยุคสมัยนี้ปรัชญาร้อยสำนักกำลังรุ่งเรือง ทุกหนแห่งล้วนให้ความสำคัญกับบุ๋นมากกว่าบู๊ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายตระกูลหากไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองตกต่ำลงก็ต้องหันไปมุ่งเน้นด้านวิชาการ
และตระกูลของเสนาบดีพิธีการก็คือตระกูลขุนศึก แถมยังเป็นตระกูลขุนศึกเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นอัคคี
ทว่าตระกูลเจียงในปัจจุบันก็กำลังแสวงหาความเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยบุตรชายคนโตของเสนาบดีพิธีการก็ไม่ได้เลือกเดินเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับกลายเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง เพียงแต่ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรก็เท่านั้น
เห็นได้ชัดเลยว่ากองกำลังส่วนตัวของขุนนางคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นทาสทหาร ไม่รู้ว่าตกต่ำถึงขีดสุดหรือจงใจเอาพวกทาสมาแฝงตัวเพื่อหลอกตา
แต่ตระกูลเสนาบดีพิธีการกลับยอมทุ่มทุน สร้างทหารสวมเกราะได้ถึงสองร้อยกว่านาย แม้จะเทียบไม่ได้กับทหารชั้นยอดที่แนวหน้าแต่ก็ไม่ห่างชั้นกันมากนัก แน่นอนว่าหากนำไปเทียบกับทหารองครักษ์ขององค์หญิงย่อมสู้ไม่ได้อยู่ดี
เหตุใดเสนาบดีพิธีการเจียงเทาจึงยอมทุ่มทุนถึงเพียงนี้ หลี่เซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง พูดให้ถึงที่สุดก็เพื่อรักษาสถานะชนชั้นสูงเอาไว้
เพราะตำแหน่งของเขาก็เป็นเพียงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับตรี ตำแหน่งของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องตกเป็นของบุตรชายคนโต ดังนั้นอนาคตของบุตรชายคนรองจึงหนีไม่พ้นการเป็นคนธรรมดา หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่ขุนนางชั้นผู้น้อย
ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อปูทางให้บุตรชายคนรอง หวังให้บุตรชายคนรองสามารถใช้ความดีความชอบทางทหารเพื่อเลื่อนขั้นเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่
แม้จะไปไม่ถึงระดับตรี แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้เป็นผู้บัญชาการทหารหรือเจ้าเมืองก็ยังดี มิน่าเล่าตอนประชุมราชสำนักครั้งก่อน เสนาบดีพิธีการถึงไม่ยอมเลือกข้างขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างชัดเจน ที่แท้ทุกคนล้วนมีแผนการในใจของตัวเอง
ด้วยความอนุรักษ์นิยมของแคว้นอัคคีในปัจจุบัน เส้นทางของผู้บัญชาการทหารแม้อาจจะมีความก้าวหน้า แต่ก็เป็นเพียงการรักษาเมือง ความดีความชอบคงไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนัก การศึกษาวิชาจากปรัชญาร้อยสำนักกลับมีอนาคตที่สดใสกว่า การให้บุตรชายคนโตเลือกเส้นทางสายวิชาการจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสก้าวหน้าจนกลายเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับโทได้เลย
ท้ายที่สุดแล้วในยุคกลียุคต้องอาศัยแม่ทัพขยายอาณาเขต แต่ในยุคสงบสุขต้องพึ่งพาบัณฑิตปกครองบ้านเมือง
แม้พรมแดนจะยังคงไม่สงบ แต่เผ่ามนุษย์ก็ถือว่ามีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปรัชญาร้อยสำนักถือกำเนิดขึ้น
"กองกำลังส่วนตัวเหล่านี้เราขอมอบให้เจ้าดูแล กฎระเบียบต่างๆ เจ้าก็ไปชี้แจงให้พวกเขารับฟังอีกรอบ ทำหน้าที่ให้ดี โบราณว่าพยัคฆ์ย่อมไม่ตกลูกเป็นสุนัข ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเจ้าอาจจะได้เป็นถึงอัครเสนาบดีก็ได้"
หลี่เซี่ยพูดปลุกใจอีกสองสามประโยค ไม่ให้ชายหนุ่มนำทัพก็ไม่ได้เพราะในมือของเขาไม่มีผู้ที่สามารถคุมกองทัพได้เลย คนเหล่านั้นล้วนถูกผู้บัญชาการทหารพาไปที่กำแพงเมืองแนวหน้าหมดแล้ว
"พ่ะย่ะค่ะ องค์ราชัน!"
เจียงเฟิงไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นในใจได้ การได้ออกรบคือจุดมุ่งหมายในการฝึกวรยุทธ์ของเขา
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ!
ห่างออกไปสามร้อยเมตรปรากฏร่างของทหารเผ่าหมาป่าสีเทาประปราย
พวกมันไม่รีบร้อนที่จะเข้าโจมตี กลับยืนด้วยสองขาหลังและจ้องมองมายังกำแพงเมืองฝั่งนี้
ด้านหลังยังมีทหารหมาป่ารวมตัวกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พวกที่สามารถเข้ามาในเมืองได้ก็แทบจะเข้ามาหมดแล้ว ในเวลานี้ชาวบ้านที่ยังหนีเข้าเมืองไม่ได้หากไม่กลายเป็นอาหารของเผ่าปีศาจก็คงไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง
เผ่าปีศาจต้องการยึดเมืองหลวงของแคว้นอัคคีให้ได้ จึงไม่ยอมเสียเวลาไปกับการตามหาคน
"ท่านอาจารย์เจียง ท่านลองดูสิว่าพวกมันมีจำนวนประมาณเท่าใด!"
อาจารย์เจียงเป็นปราชญ์อาวุโสแห่งสำนักประวัติศาสตร์ เขามีความสามารถพิเศษ ไม่อย่างนั้นหลี่เซี่ยคงไม่รั้งตัวเขาไว้ข้างกายเพียงลำพัง
เหล่าทหารบนกำแพงเมืองเริ่มมีอาการตึงเครียด แต่พอคิดว่านี่คือโอกาสสร้างความดีความชอบ แววตาของพวกเขาก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้ง
"ประมาณสองพันห้าร้อยพ่ะย่ะค่ะ!"
ท้องฟ้าสว่างจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ทุกคนสามารถมองเห็นสถานการณ์คร่าวๆ ได้ แม้จะไม่ชัดเจนเท่ากับที่อาจารย์เจียงเห็น แถมคนส่วนใหญ่ยังนับเลขไม่เป็นด้วยซ้ำ
"เยอะขนาดนี้เชียว!"
เมื่อดูจากรูปร่างที่สูงใหญ่แล้ว เผ่ามนุษย์ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก ดังนั้นจำนวนเท่านี้จึงไม่ถือว่าน้อยเลย
ความจริงแล้วพวกเขาไม่รู้เลยว่าเผ่าปีศาจต้องคลำทางในหนองน้ำมรณะมาหลายวัน เดิมทีพวกมันมีกันถึงสามพันกว่าตัว แต่ก็ต้องจบชีวิตลงในหนองน้ำมรณะไปราวๆ หนึ่งพันตัว
"ท่านหลูหย่วนจื้อ การศึกรอบแรกเราขอมอบหมายให้พวกท่าน หวังว่าพวกท่านจะเปิดฉากได้อย่างสวยงามและช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้กองทัพได้"
แม้หลี่เซี่ยจะไม่สงสัยในความปรารถนาอิสรภาพของทุกคน แต่การต้องเผชิญหน้ากับทหารหมาป่าที่สูงถึงสองเมตรย่อมเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น
ดังนั้นหลี่เซี่ยจึงตั้งใจจะให้ทหารองครักษ์ขององค์หญิงซึ่งมีอุปกรณ์ครบครันที่สุดได้แสดงฝีมือ เพื่อใช้กระตุ้นขวัญกำลังใจของคนอื่นๆ
"ไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ องค์ราชันโปรดวางพระทัย"
หลังจากรวมตัวกันได้พอสมควร หมาป่าจ่าฝูงสีขาวตัวหนึ่งก็พาทหารหมาป่าขนสีดำสนิทอีกสิบกว่าตัวเดินออกมาจากฝูง
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหมาป่าสีขาวตัวนี้คือจ่าฝูงของทหารหมาป่ากลุ่มนี้ แค่ความสูงก็ปาเข้าไปสามเมตรแล้ว สูงใหญ่กว่าทหารหมาป่าตัวอื่นๆ ในฝูงอย่างเห็นได้ชัด
บรู๊ววว
หมาป่าสีขาวหอนเสียงดังลั่น
บรู๊ววว
หมาป่าสีดำอีกสิบกว่าตัวก็หอนรับเป็นทอดๆ
ส่วนหมาป่าสีเทาที่ยืนอยู่ก็เริ่มพุ่งตัวไปข้างหน้า เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ทิ้งตัวลงวิ่งสี่ขาอย่างรวดเร็ว
เผ่าปีศาจจำนวนมากมักจะเป็นเช่นนี้ เวลาต่อสู้มักจะยืนตัวตรง กรงเล็บหน้าคืออาวุธที่ดีที่สุดของพวกมัน
แต่เวลาบุกโจมตี พวกมันจะวิ่งด้วยสี่ขาซึ่งทำความเร็วได้สูงมาก บางครั้งอาจจะเร็วเทียบเท่ากับม้าเลยทีเดียว
ทหารหมาป่าราวสองพันห้าร้อยตัววิ่งตะบึงราวกับม้าป่านับหมื่นตัวกำลังควบทะยาน แผ่นดินสั่นสะเทือน เสียงฝีเท้าดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง ฝุ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วทุกที่ที่พวกมันวิ่งผ่าน
ระยะทางประมาณสามร้อยเมตรสำหรับหมาป่าปีศาจที่กำลังวิ่งถือเป็นการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว พวกมันมาถึงใต้กำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว หลายคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ
"เตรียมพร้อม!"
"พุ่งหอก!"
ใช่ว่าเผ่ามนุษย์จะไม่มีธนูและลูกศร เพียงแต่เมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีต่างหาก
อีกอย่างสำหรับทหารหมาป่าที่มีหนังหนา ธนูแทบจะทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย การพุ่งหอกกลับได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ทว่าการพุ่งหอกให้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงได้นั้น จำเป็นต้องทำในระยะประชิด และด้วยระยะที่ใกล้เกินไป ทุกคนจึงมีโอกาสพุ่งหอกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เจียงเฟิงยืนอยู่ไม่ไกล แม้เขาจะค่อนข้างห้าวหาญ แต่การนำทัพออกรบถือเป็นครั้งแรกของเขา เขาเองก็คอยสังเกตการสั่งการของหลูหย่วนจื้ออยู่เช่นกัน
เมื่อทหารหมาป่าอยู่ห่างจากกำแพงเมืองเพียงสิบกว่าเมตร หลูหย่วนจื้อก็ออกคำสั่ง หอกถูกพุ่งออกไปทันที
ระยะประชิดเพียงเท่านี้ ประกอบกับทุกคนได้รับการฝึกฝนมาหลายครั้ง อีกทั้งเป้าหมายยังมีขนาดใหญ่ ความแม่นยำของทุกคนจึงถือว่ายอดเยี่ยมมาก ทหารหมาป่าเกือบสองร้อยตัวถูกแทงเข้าอย่างจัง
แม้จะมีบางตัวที่ยังไม่ตาย แต่พวกมันก็จะถูกฝูงหมาป่าด้านหลังเหยียบย่ำจนตายอยู่ดี
ในขณะเดียวกันการตายของทหารหมาป่าหลายร้อยตัวก็ไม่ได้ทำให้เผ่าปีศาจหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย พวกมันยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
หลี่เซี่ยกำดาบในมือแน่น แม้เขาจะไม่ได้อ่อนแอจนไร้เรี่ยวแรง แต่เขาก็ยังถือว่าบอบบางมาก บอบบางเสียจนทาสทหารหลายคนยังแข็งแกร่งกว่าเสียอีก
แต่ความเร็วของทหารหมาป่าเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดลงเลย
หลังจากวิ่งส่งแรงมาเป็นระยะทางยาวไกล พวกมันก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ
เผ่าปีศาจยังมีสัญชาตญาณของสัตว์อสูรอยู่มาก พวกมันไม่ถนัดการปีนบันได สำหรับเมืองเล็กๆ เช่นนี้พวกมันเลือกที่จะกระโจนขึ้นไปต่อสู้บนกำแพงเมืองโดยตรง
ส่วนเมืองใหญ่ๆ นั้น เผ่าปีศาจมักจะรวมกลุ่มกันหลายเผ่า หรือไม่ก็ใช้ยอดฝีมือของเผ่าปีศาจร่วมมือกันทำลายกำแพงเมือง
[จบแล้ว]