เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - ท่านอาจารย์เจียง

บทที่ 4 - ท่านอาจารย์เจียง

บทที่ 4 - ท่านอาจารย์เจียง


บทที่ 4 - ท่านอาจารย์เจียง

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

นึกถึงตรงนี้ก็ต้องพูดถึงคำสอนข้อที่สองที่เสด็จพ่อเคยสอนเอาไว้

บางเรื่องอาจจะไม่สบอารมณ์เรา แต่ห้ามใช้อารมณ์ตัดสินเด็ดขาด มันไม่จำเป็น พยายามอย่าปฏิเสธข้อเสนอของคนอื่นแบบหักหน้ากลางวง

ให้เลี่ยงไปใช้คำพูดแบ่งรับแบ่งสู้ทำนองว่าเอาไว้หารือกันใหม่ หากด่วนปฏิเสธไปแล้วดันคิดหาวิธีแก้ปัญหาตรงนั้นไม่ได้ การปฏิเสธโดยที่ไม่มีทางออกให้จะทำให้ล่วงเกินผู้คนไปทั่ว

ปัญหาข้อที่สองจึงถูกพับเก็บไปแบบนี้

หลังจากนั้นหลี่เซี่ยก็เสนอญัตติขึ้นมาอีกหลายข้อ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เขาขบคิดมาตลอดหลายวัน ทว่านอกจากเรื่องตำแหน่งอัครเสนาบดีในตอนแรกที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว เรื่องอื่นๆ ถ้าไม่ถูกปัดตกก็ถูกเลื่อนไปหารือกันวันหลัง

ผ่านไปหนึ่งวันเต็ม แคว้นอัคคีก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว

นอกจากหลี่เซี่ยที่นั่งหน้าตายแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส โดยเฉพาะพวกขุนนางชนชั้นสูง พวกเขาทำหน้าทำตาราวกับเพิ่งตกลงเรื่องคอขาดบาดตายระดับชาติได้สำเร็จ แล้วก็พากันเดินหัวเราะร่าออกจากโถงไป

การประชุมขุนนางครั้งต่อไปก็ต้องรอไปอีกครึ่งค่อนเดือนนู่น

นอกเหนือจากเหตุฉุกเฉินบางอย่างแล้ว องค์ราชันไม่สามารถข้ามหัวพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปออกคำสั่งได้โดยตรง ไม่อย่างนั้นพวกขุนนางที่ปกครองราษฎรอยู่ก็จะไม่ยอมปฏิบัติตาม

วันรุ่งขึ้นหลี่เซี่ยก็ได้พบกับท่านอาจารย์เจียง ผู้เป็นอัครเสนาบดีคนใหม่ของตน

ชายผู้นี้ดูผอมบาง หน้าตาดูสุภาพเรียบร้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นปัญญาชน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญญาชนทุกคนจะต้องมาจากสำนักขงจื๊อเสมอไป นั่นมันเป็นเรื่องของโลกก่อนที่ยกย่องแต่สำนักขงจื๊อจนทำให้ปัญญาชนกลายเป็นตัวแทนของสำนักนั้น แต่ในยุคสมัยนี้ยังคงเป็นยุคที่ปรัชญาร้อยสำนักประชันขันแข่งกันอยู่

"กระหม่อมเจียงฉิวเสวียน ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"

หลังจากผ่านการประชุมขุนนางเมื่อวานมา หลี่เซี่ยก็กำลังอารมณ์บูดได้ที่เลยทีเดียว

เขาจ้องมองท่านอาจารย์เจียงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากถามว่า "ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์เจียงเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง ชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นปราชญ์อาวุโส เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์เจียงเลือกที่จะยืนอยู่ข้างไหนงั้นหรือ"

หลี่เซี่ยถามตรงประเด็นเสียจนท่านอาจารย์เจียงเองก็คาดไม่ถึง แต่เขาก็ยังคงตอบกลับไปว่า "ฝ่าบาททรงเป็นเจ้าแคว้นอัคคี อีกทั้งยังทรงไว้วางใจกระหม่อม กระหม่อมย่อมต้องยืนอยู่ข้างฝ่าบาทแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

เป็นคำตอบที่เรียบง่ายและเป็นไปตามแบบแผนเป๊ะ

"ถ้าอย่างนั้นเราอยากจะริดรอนอำนาจของพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่พวกนั้น เพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจให้แข็งแกร่งขึ้น ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์เจียงพอจะมีคำแนะนำอะไรให้เราบ้างหรือไม่"

ท่านอาจารย์เจียงยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น แต่เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมเต็มหน้าผาก

คำพูดแบบนี้หากหลุดลอดออกไป มีหวังพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ลุกฮือขึ้นมาบีบให้ปลดกษัตริย์แน่

ประเด็นคือหลี่เซี่ยกล้าถาม แต่เขาไม่กล้าออกความเห็นจริงๆ หรอกนะ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ปลดกษัตริย์ขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าเขาคงจะเป็นคนแรกที่หัวหลุดจากบ่า

"กระหม่อมความรู้น้อยนิด ไม่อาจหาหนทางมาถวายได้ ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ผู้ใดก็ตามที่มีความคิดเช่นนี้ ล้วนจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทั้งสิ้น ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คือเสาหลักของบ้านเมือง องค์ราชันแม้นจะทรงอำนาจ แต่ก็มิอาจปกครองราษฎรนับหมื่นนับพันได้โดยตรง จำเป็นต้องพึ่งพาเหล่าขุนนางในการบริหารบ้านเมือง ต้องมีการจัดการอย่างเป็นลำดับขั้น บ้านเมืองจึงจะร่มเย็นเป็นสุข องค์ราชันคือบิดาของราษฎร เปรียบดั่งรากฐานของต้นไม้ ขุนนางคือลำต้น ราษฎรคือใบ หากต้องการให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ทั้งสามสิ่งนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"

"เปรียบเปรยเรื่องต้นไม้ได้ดีมาก ดูท่าท่านอาจารย์เจียงจะเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง รีบลุกขึ้นเถิด"

"มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นคำกล่าวของปราชญ์ท่านหนึ่งจากสำนักขงจื๊อ กระหม่อมมิกล้ารับความดีความชอบนี้ไว้เอง"

หลังจากท่านอาจารย์เจียงลุกขึ้น เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะซับเหงื่อ รีบอธิบายแจกแจงทันที

พวกเขาให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเป็นที่สุด หากเอาคำพูดของคนอื่นมาแอบอ้างเป็นของตัวเอง มีหวังถูกคนทั้งใต้หล้าด่าทอจนจมดินแน่ แถมมันยังขัดกับหลักการของสำนักประวัติศาสตร์ของพวกเขาอีกด้วย

"ท่านอาจารย์เจียงไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น เมื่อครู่เราก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ในอดีตองค์ราชันแต่ละพระองค์ก็เคยประกาศต่อหน้าผู้คนทั่วหล้าว่า กษัตริย์และเหล่าขุนนางจะร่วมกันปกครองแผ่นดิน เราเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ จะกล้าขัดคำสอนของปราชญ์และคำกล่าวของบรรพชนได้อย่างไรกัน"

หลี่เซี่ยกล่าวพร้อมกับหัวเราะร่วน ท่าทีดุดันเมื่อครู่มลายหายไปราวกับเป็นการล้อเล่นจริงๆ

"ขอฝ่าบาทโปรดอย่าตรัสเช่นนี้อีกเลยพ่ะย่ะค่ะ เพื่อป้องกันมิให้ผู้คนนำไปติฉินนินทา นั่นคือคำกล่าวของนักปราชญ์ในอดีตที่จะช่วยค้ำจุนให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราเจริญรุ่งเรืองสืบไป ฝ่าบาททรงเป็นถึงเจ้าแคว้น ยิ่งต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำให้มากนะพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่เซี่ยลองหยั่งเชิงดูง่ายๆ ก็ทำให้เข้าใจมุมมองของผู้คนในยุคสมัยนี้แล้ว เขาไม่สามารถเอากรอบความคิดจากโลกก่อนมาเปลี่ยนความคิดของคนในยุคนี้ได้โดยตรง ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนตีกลับจนพังพินาศได้

ยกตัวอย่างเช่นท่านอาจารย์เจียง ปากก็บอกว่าอยู่ฝั่งหลี่เซี่ย แต่พอพูดถึงปัญหาบางอย่าง เขาก็ยังคงเตือนไม่ให้หลี่เซี่ยวู่วาม และไม่กล้าออกความเห็นอะไรให้หลี่เซี่ยเลยด้วยซ้ำ

อาจารย์แบบนี้มักจะเดินทางท่องไปตามแคว้นต่างๆ เพื่อเผยแพร่แนวคิดของสำนักตัวเอง พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง จึงไม่ใช่คนที่จะถูกซื้อตัวได้ง่ายๆ แถมเขายังถูกเสนอชื่อโดยขุนนางที่มีตำแหน่งสูงเหล่านั้นอีกต่างหาก

ขนาดเขายังต้องออกโรงห้าม ก็พอจะเดาท่าทีของคนส่วนใหญ่ได้แล้ว

"ท่านว่ามันเป็นไปได้ไหมที่ในอดีตเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังไม่รวมเป็นหนึ่งเดียว คำกล่าวของปราชญ์จึงเหมาะสมแค่กับยุคสมัยนั้น แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นแนวคิดแบบนี้ก็ควรจะเปลี่ยนตามให้ทันยุคทันสมัยด้วยสิ แน่นอนว่าเราก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น เหล่าปราชญ์พวกนั้นไม่ใช่คนที่เราจะไปวิจารณ์ส่งเดชได้หรอก"

"ทันยุคทันสมัย"

ท่านอาจารย์เจียงชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่หลี่เซี่ยสามารถเอ่ยคำพูดแบบนี้ออกมาได้

แต่เขาก็รีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ปราชญ์จะพูดผิดได้อย่างไรกัน ถ้าปราชญ์พูดผิด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ตัว พวกเขาเป็นถึงปราชญ์เชียวนะ

อีกอย่างท่านอาจารย์เจียงก็มาจากสำนักประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ นั่นก็ถือเป็นการลบล้างความเชื่อของสำนักประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง เพราะมันแปลว่าของในอดีตล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดี

แต่นั่นก็ทำให้เขาไม่กล้ามองข้ามกษัตริย์องค์ใหม่พระองค์นี้อีกต่อไป ตกลงว่าพระองค์ต้องการต่อต้านเหล่านักปราชญ์หรือต่อต้านพวกขุนนางชนชั้นสูงกันแน่ ช่างเป็นคนที่เดาใจยากเสียจริงๆ

หลี่เซี่ยไม่ได้ปล่อยให้เขาได้คิดฟุ้งซ่านต่อไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

"ท่านอาจารย์เจียงเป็นถึงปราชญ์อาวุโสที่ชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ตอนนี้เพิ่งจะเดินทางมาถึงแคว้นอัคคีเป็นครั้งแรก เรายังไม่มีโอกาสได้อ่านผลงานชิ้นเอกของท่านเลย เอาเป็นว่าท่านอาจารย์เจียงช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยสิ"

ปัญญาชนทั่วไปมักจะถูกเรียกว่าซินแส ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีแนวคิดอะไรเป็นพิเศษหรอก เป็นแค่บัณฑิตธรรมดาที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร พอจะรู้หนังสือบ้างแต่ยังไม่เคยสร้างผลงานที่มีชื่อเสียงออกมา

แต่เมื่อไหร่ที่สามารถสร้างผลงานที่มีชื่อเสียงได้ ก็จะพอมองออกว่าเขานิยมชมชอบสำนักไหน และในขณะเดียวกันสรรพนามที่คนทั่วไปใช้เรียกก็จะเปลี่ยนจากซินแสกลายเป็นท่านอาจารย์

เมื่อได้เป็นท่านอาจารย์แล้ว ก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบของปรัชญาร้อยสำนักอย่างเต็มตัว

และในขณะเดียวกัน ชื่อเสียงก็จะเริ่มเป็นที่ประจักษ์

ระดับต่ำสุดของท่านอาจารย์คือปัญญาชนผู้มีชื่อเสียง ซึ่งหมายถึงพอจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง และขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละสำนัก พวกเขาจะสามารถครอบครองความสามารถพิเศษบางอย่างได้

โดยปกติจะเป็นการยกระดับแบบติดตัว หรือส่งผลต่อตัวเองเป็นหลัก

เพียงแค่ใช้ชื่อเสียงจำนวนหนึ่งแลกเปลี่ยน ก็จะสามารถใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองได้

เมื่อสะสมชื่อเสียงจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะก้าวเข้าสู่ระดับที่สองคือปราชญ์อาวุโส ซึ่งในจุดนี้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย

และในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ผลงานถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นช่วงที่กอบโกยชื่อเสียงได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าชื่อเสียงได้ถูกขยายออกไปแล้ว

นอกจากนี้ในเวลานี้ สิ่งที่เหล่าอาจารย์โปรดปรานมากที่สุดก็คือการเดินทางท่องเที่ยว เพราะมันมีข้อดีอยู่มากมาย

หนึ่งคือได้เดินทางไปพร้อมกับโฆษณาตัวเอง เพื่อยกระดับชื่อเสียงของตน สองคือการได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ จะช่วยเปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล ทำให้ค้นพบแรงบันดาลใจได้ง่ายขึ้น สามารถนำมาขัดเกลาทฤษฎีแนวคิดของตนให้สมบูรณ์ ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับทฤษฎีของตัวเอง

โดยทั่วไปแล้วอาจารย์ระดับนี้ หลังจากนำเสนอทฤษฎีแนวคิดของตัวเองแล้ว ด้านหลังมักจะระบุวันเดือนปีและสถานที่ที่ไปพบเห็นเหตุการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเพิ่มน้ำหนักให้กับทฤษฎีของตนเอง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 - ท่านอาจารย์เจียง

คัดลอกลิงก์แล้ว