เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 - ได้รับหยกเร้นกาย ซ่อนเร้นกลิ่นอาย

บทที่ 30 - ได้รับหยกเร้นกาย ซ่อนเร้นกลิ่นอาย

บทที่ 30 - ได้รับหยกเร้นกาย ซ่อนเร้นกลิ่นอาย


บทที่ 30 - ได้รับหยกเร้นกาย ซ่อนเร้นกลิ่นอาย

นั่งสมาธิปรับลมปราณตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งสาง

เฉินผิงอันลืมตาขึ้นท่ามกลางแอ่งเขาอันลับตาคนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากหุบเขาลั่วเสียราวสิบหลี่

แม้เมื่อวานจะโดนคนกลั่นแกล้ง ทว่าเขาก็เอาตัวรอดมาได้อย่างแยบยลโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามเช็ดตามล้าง จิตใจจึงไม่ได้ขุ่นมัวแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เขาเข้าใจวิถีการเอาตัวรอดของผู้ฝึกตนอิสระได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

พลังวิญญาณในกายไหลเวียนอย่างราบรื่นไร้ติดขัดภายใต้การนำทางของเคล็ดวิชาฉางชุน พลังบำเพ็ญขั้นเลี่ยนชี่ระดับสี่ยิ่งมายิ่งมั่นคง

เขาไม่ได้ถอดใจหนีกลับเพียงเพราะเรื่องวุ่นวายเมื่อวาน งานชุมนุมย่อยไท่หนานยังคงมีกลิ่นอายหลงเหลืออยู่ บางทีตามมุมอับต่างๆ อาจจะยังมีของดีตกหล่นให้เขาเก็บเกี่ยวอีกก็เป็นได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขาต้องการค้นหาของวิเศษสักชิ้นเพื่อนำมาช่วยยกระดับความสามารถในการเร้นกายของตนเอง

แม้เคล็ดวิชาเต่าจำศีลจะยอดเยี่ยม แต่มันก็ต้องอาศัยการตั้งสมาธิเพื่อคงสภาพเอาไว้ อีกทั้งยังมีขีดจำกัดในการกลบเกลื่อนความผันผวนของพลังวิญญาณในร่างกาย

หากได้อาวุธเวทสายสนับสนุนมาช่วยสักชิ้น แม้จะเป็นเพียงของชำรุดระดับล่าง แต่มันก็ย่อมช่วยเพิ่มหลักประกันความปลอดภัยให้เขาได้อีกเปลาะ

เขาสวมชุดเสื้อกางเกงขาสั้นสีเทาอมฟ้าของ 'หลี่มู่' กลับเข้าไปใหม่ ตรวจดูหน้ากากแปลงโฉมอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่มีจุดบกพร่อง

จากนั้นก็แบ่งหินวิญญาณเก้าก้อนที่เหลือออกเป็นสองส่วน ห้าก้อนใส่ไว้ในกระเป๋านอกเพื่อให้หยิบใช้สะดวก ส่วนอีกสี่ก้อนซ่อนลึกไว้ในอกเสื้อ เมื่อเตรียมตัวเสร็จสรรพเขาก็มุ่งหน้ากลับไปยังหุบเขาลั่วเสียอีกครั้ง

ผู้ฝึกตนด้านนอกหุบเขาในวันนี้บางตาลงไปมาก ส่วนใหญ่คือคนที่หอบข้าวของกลับไปอย่างเต็มอิ่ม ไม่ก็พวกที่ผิดหวังและเดินทางกลับ

หลังจากจ่ายหินวิญญาณเป็นค่าผ่านประตูหนึ่งก้อน เฉินผิงอันก็ก้าวเข้าสู่หุบเขาเป็นครั้งที่สอง

ภาพหุบเขาลั่วเสียที่เคยอึกทึกครึกโครมในวันวาน บัดนี้กลับดูเงียบเหงาและว่างเปล่าลงถนัดตา

แผงลอยกว่าครึ่งถูกรื้อถอนไปแล้ว เหลือเพียงพ่อค้าไม่กี่รายที่ยังดันทุรังรอคอยโชคชะตา หรือไม่ก็พวกผู้ฝึกตนหัวหมอที่กะจะมา 'เก็บตก' ของถูกๆ ในช่วงนาทีสุดท้าย

บนพื้นมีขยะและเศษผ้าถูกทิ้งเกลื่อนกลาด กลิ่นอายอันสับสนวุ่นวายในอากาศก็เจือจางลงไปมาก

เฉินผิงอันไม่รีบร้อน เขาเดินนวดนาดไปตามพื้นที่รอบนอกที่เมื่อวานยังไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง

สายตากวาดมองแผงลอยที่ยังหลงเหลืออยู่ทีละแผง ลอบร่ายวิชาเทียนหยั่นเพื่อพินิจดูสินค้าที่ถูกทิ้งไว้ซึ่งล้วนมีพลังวิญญาณริบหรี่หรือไม่ก็มีรูปร่างหน้าตาประหลาดๆ

เป้าหมายของเขาชัดเจนยิ่งนัก ต้องเป็นของที่ไม่สะดุดตา อาจมีฟังก์ชันสนับสนุนพิเศษ และที่สำคัญคือต้องเกี่ยวข้องกับการเร้นกายและการป้องกันตัว

เขาเดินผ่านไปเจ็ดแปดแผงแต่ก็ยังคว้าน้ำ ของพวกนั้นถ้าไม่ใช่เศษขยะที่ไร้ประโยชน์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ก็มักจะเป็นของโหลๆ ที่ถูกโก่งราคาจนเว่อร์

ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปยังโซนอื่น แผงลอยซอมซ่อแผงหนึ่งตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือสุดของหุบเขาซึ่งถูกเงาของหน้าผาบดบังจนมิดก็ดึงดูดความสนใจของเขาเข้า

แผงลอยนั้นไม่มีแม้แต่ผ้าปูรองพื้น มีเพียงของไม่กี่ชิ้นวางกองอยู่บนพื้นดินเปล่าๆ

มีทั้งก้อนแร่สีดำปิ๊ดปี๋ที่ดูไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ดาบหักครึ่งท่อนที่สนิมเขรอะ เหรียญทองแดงสีหม่นที่ลวดลายเลือนราง และหยกทรงรีสีเทามัวๆ ที่มีรอยร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านตรงขอบ

เจ้าของแผงเป็นชายชราผมบางสวมชุดสีเทา ใบหน้าซูบผอม พลังบำเพ็ญอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับสาม

เขานั่งพิงหน้าผาหลับตาพักผ่อนอย่างไม่แยแสว่าจะมีลูกค้ามาซื้อของหรือไม่ กลิ่นอายรอบกายดูร่วงโรยราวกับไม้ใกล้ฝั่ง

เฉินผิงอันรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงเดินเข้าไปหา เขาแสร้งทำเป็นหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาดู ใช้เทียนหยั่นตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่ามันเป็นแค่ของเก่าเปื้อนกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เสื่อมสภาพไปแล้ว ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง

สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หยกมีรอยร้าวชิ้นนั้น

หยกชิ้นนั้นเป็นสีเทาอมขาว เนื้อสัมผัสคล้ายหยกแต่ก็ไม่น่าใช่ ผิวด้านนอกหม่นหมองไร้ความแวววาวและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเล็กๆ

รอยร้าวเส้นหนึ่งพาดเฉียงเกือบจะผ่าครึ่งหยกชิ้นนั้น เหลือส่วนที่ยังติดกันอยู่แค่ตรงขอบนิดเดียวเท่านั้น

ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องประดับห่วยๆ ตามแผงลอยของพวกมนุษย์ธรรมดา ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณใดๆ แผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย

ทว่าเฉินผิงอันกลับไม่ยอมละสายตาไปง่ายๆ

ตั้งแต่ฝึกเคล็ดวิชาฉางชุน ประสาทสัมผัสในการรับรู้พลังวิญญาณธาตุไม้และกลิ่นอายแห่งชีวิตของเขาก็เฉียบคมขึ้นมาก

และกายาอมตะก็เหมือนจะมอบสัญชาตญาณพิเศษในการแยกแยะ 'ความมีชีวิต' กับ 'ความตาย' ให้กับเขาด้วย

แม้หยกชิ้นนี้จะไม่มีประกายพลังวิญญาณให้เห็น ทว่าความรู้สึก 'ตายด้าน' อย่างถึงที่สุดของมัน เมื่อมาวางอยู่ท่ามกลางกองขยะที่ยังมีเศษเสี้ยวพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่ มันกลับดู... จงใจเกินไปหน่อยกระมัง

เขาย่อตัวลง แสร้งทำเป็นหยิบหยกขึ้นมาดูอย่างไม่ใส่ใจ

ผิวสัมผัสเย็นเฉียบ น้ำหนักก็เหมือนหยกทั่วไป ปลายนิ้วลูบผ่านรอยร้าวสัมผัสได้ถึงความสากระคาย

เขาลองแอบถ่ายทอดพลังวิญญาณธาตุไม้สายเล็กๆ ที่เบาบางที่สุดเข้าไปในตัวหยก

ทว่าพลังวิญญาณนั้นกลับหายวับไปราวกับก้อนโคลนที่จมลงทะเล ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

ขณะที่กำลังรู้สึกผิดหวังและเตรียมจะวางมันลง เลือดลมในกายาอมตะก็ไหลเวียนไปตามธรรมชาติ

กลิ่นอายแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์จากก้นบึ้งของรากฐานสายหนึ่ง ได้บังเอิญเล็ดลอดออกไปสัมผัสกับหยกชิ้นนั้นเข้าพอดี

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!

ลึกลงไปในความตายด้านของหยกชิ้นนั้น คล้ายกับมีบางสิ่งถูก 'กระตุ้น' ให้ตื่นขึ้น

คลื่นพลังอันแผ่วเบาจนแทบจะจับสังเกตไม่ได้กระเพื่อมไหว เฉินผิงอันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิร่างกายและความผันผวนของเลือดลมตรงฝ่ามือที่กุมหยกเอาไว้ คล้ายจะถูก 'กลบเกลื่อน' ให้เลือนหายไปชั่วขณะ

หากเขาไม่มีประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไปและไม่ได้ตั้งใจจับตาดูอยู่ ก็คงไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่นอน

ใจเขาเต้นแรงขึ้นมาทันที ทว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉย

เขายังคงสวมบทบาทหลี่มู่ผู้ซื่อบื้อและขี้สงสัย พลิกหยกในมือดูไปมา พลางพึมพำเบาๆ "หยกชิ้นนี้... เหมือนจะร้าวแล้วนะ ยังจะใส่ได้อีกหรือ"

ชายชราชุดเทาไม่แม้แต่จะลืมตา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง "ของเก่าแก่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษน่ะ เอาไปใส่เล่นๆ ก็แล้วกัน ขอแค่หินวิญญาณก้อนเดียวก็หยิบไปได้เลย"

น้ำเสียงแหบแห้งนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้ตั้งความหวังอะไรเลย

หินวิญญาณระดับล่างหนึ่งก้อน?

ถ้าเป็นแผงลอยปกติ ต่อให้เป็นเศษซากอาวุธเวทระดับล่างที่พังยับเยิน ขอแค่ยังมีประกายพลังวิญญาณอยู่บ้าง ราคาก็ต้องแพงกว่านี้แน่

ชายชราคนนี้ถ้าไม่ตาถั่ว ก็คงถอดใจไปแล้วจริงๆ ขอแค่ได้หินวิญญาณสักก้อนก็เอา

เขาไม่ได้ตอบตกลงในทันที การต่อราคาเป็นเรื่องจำเป็น ขืนจ่ายง่ายๆ จะกลายเป็นที่น่าสงสัยเอาได้

เขาปั้นหน้าลังเล ลูบคลำถุงหินวิญญาณในอกเสื้อ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย "ผู้อาวุโส หยกนี่มันร้าวไปแล้วนะ... ผู้น้อยเก็บหอมรอมริบหินวิญญาณมาอย่างยากลำบาก ขอจ่ายเป็นเศษหินวิญญาณก้อนเดียว... ได้หรือไม่ขอรับ"

ในที่สุดชายชราก็ลืมตาอันฝ้าฟางขึ้นมาเหลือบมองเขาทีหนึ่ง แล้วหันไปมองหยกสีเทาชิ้นนั้น ดูเหมือนเขาจะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง จึงได้แต่โบกมือปัดรำคาญ "เอาไปเถอะๆ เศษหินวิญญาณก็เศษหินวิญญาณ"

เฉินผิงอันรีบกล่าวขอบคุณ ล้วงเอาเศษหินวิญญาณก้อนหนึ่งจากกระเป๋านอกส่งให้

ชายชรารับไปยัดใส่เสื้อโดยไม่แม้แต่จะมอง แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

เฉินผิงอันกำหยกมีรอยร้าวไว้ในมืออย่างระมัดระวัง ลุกขึ้นเดินจากมา

จนกระทั่งเดินพ้นจากเงามืดและหลอมรวมเข้ากับฝูงชนที่บางตา เขาถึงเริ่มรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง

เขาไม่ได้ทดสอบของที่นี่ แต่เร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังทางออกของหุบเขาแทน

ค่าผ่านประตูที่จ่ายไปเมื่อเช้าใช้ได้แค่วันเดียว เมื่อวานเขาออกไปแล้ว วันนี้เข้ามาใหม่ก็ต้องจ่ายใหม่ ดังนั้นการออกไปตอนนี้ถือว่าสมเหตุสมผลที่สุด

เมื่อพ้นหุบเขาลั่วเสีย เขาไม่ได้ตรงกลับหุบเขาลึกทันที

แต่หาสถานที่ลับตาคนตรงหุบเขาที่มีป่าไม้รกทึบและห่างไกลจากเส้นทางสัญจร เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เขาถึงหยิบหยกชิ้นนั้นออกมา

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เริ่มจากโคจรเคล็ดวิชาเต่าจำศีลเพื่อกลบซ่อนกลิ่นอายให้อยู่ในระดับปกติเสียก่อน

จากนั้นก็ลองเอาหยกชิ้นนั้นสอดเข้าไปใต้ร่มผ้าให้แนบชิดกับหน้าอก เขาไม่ได้ใช้เชือกผูก แค่เอามันแนบเนื้อไว้เฉยๆ

แรกเริ่มเดิมทีไม่มีอะไรผิดปกติ

เขาเฝ้ารออย่างใจเย็นและจดจ่ออยู่กับการรับรู้

ผ่านไปราวๆ สิบอึดใจ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นวาบจางๆ แผ่ซ่านมาจากผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับหยก

ตามมาด้วยความเย็นที่คล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นฟิล์มล่องหน ค่อยๆ ขยายตัวจากจุดศูนย์กลางของหยกและแผ่คลุมไปทั่วทั้งร่างอย่างเงียบเชียบ

เฉินผิงอันรีบร่ายวิชาเทียนหยั่นแล้วก้มลงมองตัวเองทันที

สิ่งที่เขาเห็นคือแสงพลังวิญญาณสีเขียวอ่อนจางๆ ที่ควรจะห่อหุ้มร่างกายของผู้ฝึกตนระดับสี่ กำลังหม่นแสงและหดตัวลงอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

แม้มันจะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่มันก็อ่อนจางและพร่ามัวลงมาก ราวกับถูกมองผ่านกระจกฝ้า กลิ่นอายของมันแทบจะกลืนไปกับความผันผวนของพลังวิญญาณในสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

หากไม่ตั้งใจใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบตำแหน่งที่เขายืนอยู่อย่างละเอียด แค่ปรายตามองด้วยวิชาเนตรวิญญาณผ่านๆ ก็คงมองข้ามเขาไปได้อย่างง่ายดาย

เขาลองขยับตัวและร่ายเคล็ดวิชาอวี้เฟิงเพื่อเคลื่อนที่เบาๆ

ในระหว่างที่ขยับเขยื้อน แสงพลังวิญญาณอันเบาบางนั้นจะกระเพื่อมไหวเล็กน้อยตามการไหลเวียนของพลังเวท ทว่า 'การมีตัวตน' ของเขาก็ยังคงถูกลดทอนลงไปอย่างมหาศาลอยู่ดี

เขาคาดเดาว่า ประสิทธิภาพในการซ่อนเร้นระดับนี้ น่าจะตบตาการตรวจสอบแบบลวกๆ ของผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ขั้นกลาง (ระดับสี่ถึงหก) ได้สบายๆ

ทว่าสำหรับพวกขั้นปลาย (ระดับเจ็ดขึ้นไป) อาจจะได้ผลน้อยลง โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายจงใจใช้สัมผัสเทวะเพ่งเล็งหรือใช้วิชาตรวจสอบโดยเฉพาะ

"หยกเร้นกาย... สมคำร่ำลือจริงๆ" เฉินผิงอันลิงโลดอยู่ในใจ

แม้มันจะพังไปแล้ว รอยร้าวทำให้ประสิทธิภาพลดลงไปบ้าง แถมยังไม่แน่ว่าจะใช้งานได้นานแค่ไหน (ต้องรอทดสอบอีกที)

แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ที่คาดไม่ถึง

หินวิญญาณห้าก้อน (รวมกับที่เหลือจากการถูกกดราคาเมื่อวาน) แลกกับของชิ้นนี้ ถือว่ากำไรมหาศาล

เขาค่อยๆ ดึงหยกออกมา ความเย็นวาบและการปกปิดนั้นก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว แสงพลังวิญญาณรอบกายกลับมาสว่างไสวเหมือนเดิม

ดูเหมือนว่าจะต้องแนบเนื้อไว้และใช้เลือดลมหรือพลังวิญญาณกระตุ้นเบาๆ (การสัมผัสโดยบังเอิญในตอนแรกคือจุดสำคัญ) จึงจะใช้งานมันได้

นี่คงเป็นสาเหตุที่เจ้าของแผงตาถั่ว เพราะผู้ฝึกตนทั่วไปมักจะใช้แค่พลังเวทตรวจสอบ ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นฟังก์ชันเร้นกายที่ต้องอาศัยกลิ่นอายแห่งชีวิตหรือเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงได้

"มีของชิ้นนี้อยู่กับตัว เมื่อนำไปใช้ร่วมกับเคล็ดวิชาเต่าจำศีล การเดินทาง การสังเกตการณ์ หรือแม้กระทั่งการซ่อนตัวในยามจำเป็น ก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นเยอะ"

เฉินผิงอันใช้เชือกเหนียวๆ เส้นหนึ่งร้อยหยกชิ้นนี้เอาไว้ แล้วนำมาคล้องคอซ่อนไว้ใต้ร่มผ้า ความเย็นเฉียบของหยกที่สัมผัสกับผิวหนังมอบความรู้สึกอุ่นใจให้กับเขาอย่างประหลาด

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่นี่อีกต่อไป ร่างของเขาพุ่งทะยานกลับไปยังหุบเขาลึกด้วยความรวดเร็ว

การเดินทางมางานชุมนุมย่อยไท่หนานถือว่าปิดฉากลงอย่างงดงาม

เขาได้ทั้งความรู้ เผชิญกับปัญหา และยังได้ของวิเศษที่ช่วยปกปิดตัวตนมาอย่างไม่คาดฝัน

ณ หุบเขาลึก แผ่นหยกความรู้ที่เพิ่งซื้อมากำลังรอให้เขาไปศึกษา สมุนไพรวิญญาณในแปลงรอให้เขาไปดูแล

ส่วนหยกเร้นกายชิ้นใหม่นี้ ก็จะคอยอยู่เคียงข้างและช่วยให้เขาหลบซ่อนตัวตนได้ดียิ่งขึ้น เพื่อการก้าวเดินอย่างมั่นคงในโลกผู้ฝึกตนที่เต็มไปด้วยอันตรายและโอกาสแห่งนี้

ท่ามกลางป่าเขา ร่างสีเทานั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายหลอมรวมเข้ากับแมกไม้ ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 30 - ได้รับหยกเร้นกาย ซ่อนเร้นกลิ่นอาย

คัดลอกลิงก์แล้ว