- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 35 - โม่อวิ๋นผู้ถูกชักนำไปในทางที่ผิด
บทที่ 35 - โม่อวิ๋นผู้ถูกชักนำไปในทางที่ผิด
บทที่ 35 - โม่อวิ๋นผู้ถูกชักนำไปในทางที่ผิด
บทที่ 35 - โม่อวิ๋นผู้ถูกชักนำไปในทางที่ผิด
"ครั้งนี้ เขาคงจะยอมรับข้อเสนอของข้าแล้วกระมัง"
นางถือถุงในมืออย่างอารมณ์ดีและเตรียมตัวจะไปหาโจวหยวน
ในเมื่อลงมือทำไปแล้ว หากไม่มีใครรู้ การกระทำนั้นก็สูญเปล่าไม่ใช่หรือ
"ศิษย์พี่ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะขอรับ"
"เป็นมันขอรับศิษย์พี่ คนผู้นั้นเคลื่อนไหวราวกับภูตผี ยังไม่ทันจะได้มองให้ชัด ร่างของมันก็หายไปแล้ว"
"เจ้าเล่ห์นัก แถมยังลงมือหนักหน่วงอีกด้วย ท่านดูปูดนูนบนหัวข้านี่สิ มันเป็นคนตีทั้งนั้น"
"ตีคนยังพอทน แต่เจ้านั่นกลับไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้าไว้ให้สักชิ้น มีคนแบบนี้ด้วยหรือ เลวทรามเกินไปแล้ว"
ศิษย์สำนักเสวียนชิงหลายคนที่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าล้อมหน้าล้อมหลังบุรุษในชุดหรูหราผู้มีบุคลิกโดดเด่นไม่ธรรมดาพลางร้องห่มร้องไห้ระบายความอัดอั้น
การถูกกระทำเช่นนี้ มันทรมานยิ่งกว่าถูกฆ่าให้ตายเสียอีก
หยามเกียรติ นี่มันหยามเกียรติกันชัดๆ
ที่แท้ในสายตาของคนผู้นั้น ชีวิตของพวกเขากลับมีค่าน้อยกว่าทรัพยากรเหล่านั้นเสียอีก
ได้ ในเมื่อพวกเขาสู้ไม่ได้ แล้วพวกเขาไปตามกำลังเสริมมาไม่ได้หรือไง
"ขายหน้าจริงๆ ยังไม่รีบสวมเสื้อผ้าอีก"
จางเจิงหรงหยิบเสื้อผ้าออกมาจากแหวนมิติและโยนให้คนตรงหน้า
ช่างเป็นกลุ่มตัวไร้ค่าจริงๆ ถูกคนๆ เดียวเล่นงานจนมีสภาพเช่นนี้ได้
"พวกเจ้าหมายความว่า ตอนนี้มันยังซ่อนตัวอยู่ในเขตภูเขานี้อย่างนั้นหรือ"
จางเจิงหรงมองดูศิษย์ที่ทยอยเดินออกมาพร้อมกับรอยปูดนูนขนาดใหญ่บนศีรษะพลางเลิกคิ้วเอ่ยถาม
โชคดีที่พวกศิษย์หญิงยังไม่ถึงขั้นถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าไปจนหมด
มิฉะนั้นสถานการณ์ที่นี่คงจะไม่เงียบสงบเช่นนี้เป็นแน่
"ศิษย์พี่ ลูกไม้ของมันข้าดูแวบเดียวก็รู้แล้ว ต้องเป็นมันอย่างแน่นอน"
"ป่านนี้ทรัพยากรในมือของมันคงจะมากมายจนน่าสะพรึงกลัวแล้วกระมัง"
ศิษย์สำนักเสวียนชิงหลายคนรีบสวมเสื้อผ้าและเป่าหูจางเจิงหรงไม่หยุด
พยายามหยิบยกจุดที่จางเจิงหรงน่าจะให้ความสนใจขึ้นมาพูดยั่วยุ
"โอ้ พวกเจ้าพูดมาเช่นนี้ ข้าก็ชักอยากจะไปประลองฝีมือกับมันดูสักหน่อยแล้ว ถือเสียว่าเป็นการกำจัดภัยพาลให้บ้านเมืองก็แล้วกัน"
ดวงตาของจางเจิงหรงทอประกายวาววับ จริงอย่างที่พวกเขากล่าว หากปล้นชิงคนไปมากมายปานนั้น ทรัพยากรในมือของไอ้เด็กนั่นคงจะพอกพูนขึ้นถึงระดับหนึ่งแล้วเป็นแน่
ไม่รู้เหมือนกันว่ายอดฝีมือระดับแก่นแท้ลี้ลับขั้นที่เจ็ดอย่างเขา จะต้องใช้กี่กระบวนท่าถึงจะสยบมันลงได้
"ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับ มีศิษย์พี่จางออกโรงเอง ไอ้เด็กนั่นจะเอาอะไรมาสู้ แค่ยอมจำนนแต่โดยดีก็สิ้นเรื่องแล้ว"
"ถูกต้อง ศิษย์พี่ใช้เวลาเพียงสามปีก็ก้าวขึ้นมาเป็นศิษย์สายตรงของสำนักได้ นับว่าเป็นผู้มีลักษณะโดดเด่นเหนือผู้คนโดยแท้"
"ใช่แล้วขอรับ เก่งกาจสมชื่อจริงๆ"
เมื่อศิษย์หลายคนเห็นว่าแผนการได้ผล ก็รีบพากันประจบสอพลออย่างเอาอกเอาใจ
หากจางเจิงหรงจับตัวไอ้เด็กนั่นได้สำเร็จ แม้พวกเขาอาจจะไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรมากมายนัก
แต่อย่างน้อยทรัพยากรที่เคยเป็นของพวกเขาก็ควรจะได้คืนกลับมาบ้าง
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่ถือเป็นผลประโยชน์อันใหญ่หลวงเลยทีเดียว
แถมยังได้แก้แค้นไอ้เด็กนั่นอีกด้วย
รังแกกันเกินไปแล้ว รู้หรือไม่ว่าสภาพของพวกเขาในตอนนี้เดินไปไหนมาไหนมีแต่คนหันมามอง
เจ็บใจนัก ทำไมถึงได้เป็นคนสารเลวและต่ำช้าได้ขนาดนี้
"ศิษย์น้องทั้งหลายโปรดวางใจ ในฐานะศิษย์พี่ ข้าย่อมต้องออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้พวกเจ้าอย่างแน่นอน"
จางเจิงหรงฟังคำยกยอของศิษย์น้อง ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองก็พุ่งทะยานนถึงขีดสุด
ปากของศิษย์น้องกลุ่มนี้ช่างหวานปานน้ำผึ้งจริงๆ
ทำเอาเขาตัวลอยไปหมดแล้ว
ไอ้เด็กนั่นจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ลี้ลับขั้นสูงสุดได้เชียวหรือ
จางเจิงหรงแค่นเสียงหัวเราะหยัน ปฏิเสธข้อสันนิษฐานในใจของตัวเองทิ้งไป
"พวกเราไปกันเถอะ"
จางเจิงหรงสะบัดแขนเสื้อและเดินนำหน้าเข้าไปในเขตภูเขา ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ศิษย์น้องทุกคน
ภายในถ้ำแห่งหนึ่งในเขตภูเขา โจวหยวนสูบกลืนพลังจากหินวิญญาณระดับต่ำที่วางกองอยู่ตรงหน้าเข้าไปราวกับพายุหมุน
"ระดับแก่นแท้ลี้ลับขั้นที่สี่"
โจวหยวนลืมตาขึ้นและกำหมัดแน่น
ทรัพยากรที่เขาหามาได้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ แทบจะตกถึงท้องของเขาภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วยามด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าความก้าวหน้าก็เห็นผลชัดเจนเช่นกัน ตอนนี้เขาทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นแท้ลี้ลับขั้นที่สี่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากทะลวงผ่านสภาวะสุดขั้วมาได้ การก้าวเข้าสู่ระดับพลังใหม่ก็ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก
บางทีอาจจะเป็นเพราะมีเพียงการทะลวงผ่านสภาวะสุดขั้วเท่านั้นที่จะดึงดูดทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้กระมัง
ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเขาทะลวงผ่านระดับแก่นแท้ลี้ลับไปได้ จะดึงดูดทัณฑ์สวรรค์รูปแบบใดลงมา
คงต้องเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้แต่เนิ่นๆ เสียแล้ว
"บนตัวนางก็ดูไม่มีความผันผวนของพลังวิญญาณเลยแท้ๆ เหตุใดจึงสามารถตบตีเซวียเทียนหมิงจนโงหัวไม่ขึ้นได้ขนาดนั้น"
โจวหยวนลุกขึ้นยืนพลางทอดสายตามองโม่อวิ๋นที่นั่งย่างกระต่ายอยู่ตรงนั้นด้วยความประหลาดใจ
"นั่นเป็นเพราะระดับการฝึกยุทธ์ของนางแต่เดิมก็สูงส่งอยู่แล้ว และก้าวข้ามข้อจำกัดของที่นี่ไปแล้ว"
"เพียงแต่นางดำรงอยู่มาเนิ่นนาน จึงถือว่าได้รับการยอมรับจากกฎเกณฑ์ของที่แห่งนี้แล้วนั่นเอง"
เยี่ยชิงเซียนกอดอก ดวงตางดงามจับจ้องไปที่โม่อวิ๋นและเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
เพราะระดับพลังสูงเกินขีดจำกัด ก็เลยไม่แสดงพลังออกมาให้เห็นอย่างนั้นหรือ
นี่มันจะเจ้าเล่ห์เกินไปหน่อยแล้วมั้ง
"นายน้อย อ้า รีบกินเร็วเข้า กินเสร็จแล้วพวกเราจะได้ไปทำเรื่องนั้นกันต่อ"
โม่อวิ๋นยื่นกระต่ายย่างที่สุกได้ที่ส่งให้โจวหยวน
ดวงตาของนางฉายแววรีบร้อน
ตั้งแต่เริ่มทำอาชีพลอบตีหัวชาวบ้านมาหลายต่อหลายครั้ง จากตอนแรกที่ยังดูงุนงงไม่ประสีประสา ตอนนี้โม่อวิ๋นกลับแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็น ความชอบ ไปเสียแล้ว
บางครั้งโจวหยวนก็อยากจะพักผ่อนสักวันเหมือนกัน
แต่น่าเสียดายที่โม่อวิ๋นไม่ยอมน่ะสิ
ทำไงได้ ก็ต้องสุ่มหาเหยื่อผู้โชคร้ายรายต่อไปนั่นแหละ
ทว่าจำนวนคนที่เข้ามาในเขตภูเขานี้เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ รายได้ก็หดหายตามไปด้วย
ทำผลงานรอบนี้เสร็จ คงต้องเปลี่ยนสถานที่กันแล้วล่ะ
จะให้มานั่งปักหลักหากินอยู่ที่เดิมตลอดไปก็คงไม่ได้หรอกใช่ไหม
"ไปกันเถอะ"
โจวหยวนกินเสร็จก็เม้มริมฝีปาก ทรัพยากรสำหรับฝึกปรือกำลังร่อยหรอพอดี
...
"คนล่ะ เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาคนเลย"
พวกของจางเจิงหรงเดินเข้ามาในภูเขาเกือบชั่วยามแล้ว แต่กลับยังไม่พบเจอกับ ไอ้โจรชั่ว ที่ว่านั่นเลยแม้แต่น้อย
จางเจิงหรงเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
การมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ สู้เอาเวลาไปตามหาวาสนายังจะดีเสียกว่า
"คงเป็นเพราะกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ของศิษย์พี่ข่มขวัญจนมันไม่กล้าโผล่หัวออกมาแน่ๆ"
"ใช่เลยขอรับ แรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวศิษย์พี่จางมันรุนแรงเกินไปจริงๆ"
"ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้ดีไหมขอรับ ศิษย์พี่แกล้งนอนสลบอยู่บนพื้น เพื่อล่อให้มันปรากฏตัวออกมา"
กลุ่มผู้มีปัญญาเฉียบแหลมปรึกษาหารือกันและตระหนักถึงความผิดปกติของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกับร่างแผนการขึ้นมาอย่างฉับไว
จางเจิงหรงลูบปลายคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็จริงนะ เขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น
"ช่างเถอะ ข้าจะลองเชื่อพวกเจ้าดูอีกสักครั้ง"
เขาจัดการปูพื้นอย่างดิบดีให้นอนสบายๆ แล้วก็ลงไปนอนแกล้งสลบอยู่ตรงนั้น
ช่วงแรกเขาก็ยังพอประคองสติให้อยู่รอดได้ แต่บรรยากาศรอบด้านมันช่างเงียบสงบเกินไป ไม่นานนักเขาก็เผลอหลับไปจริงๆ
"บัดซบ ทำไมบนตัวพวกนี้ถึงไม่มีอะไรเลย"
โม่อวิ๋นเหยียบเท้าลงบนร่างของศิษย์สำนักเสวียนชิงที่นอนสลบไสล ปากก็สบถด่าไม่หยุด
เมื่อเห็นภาพนี้ โจวหยวนก็มุมปากกระตุก ดูเหมือน ดูเหมือนนางจะถูกชักนำไปในทางที่ผิดเข้าเสียแล้ว
โม่อวิ๋นไร้ซึ่งความทรงจำ แต่ทักษะการเรียนรู้ของนางกลับยอดเยี่ยมยิ่งนัก
คำพูดใดๆ หรือการกระทำใดๆ เพียงแค่ได้เห็นผ่านตาแค่ครั้งเดียว นางก็แทบจะจดจำได้ทั้งหมด
"เอ่อ โม่อวิ๋น ความจริงแล้วคำพูดพวกนั้น เจ้าจะพูดหรือไม่พูดก็ได้นะ"
โจวหยวนร้องเรียกโม่อวิ๋นและเอ่ยเตือนอย่างอ้อมค้อม
การที่สตรีรูปโฉมงดงามปานล่มเมืองมาทำกิริยาเช่นนี้ มันช่างดูขัดหูขัดตาเสียเหลือเกิน
"แต่ข้าคิดว่าการพูดแบบนี้ มันดูมีพลังอำนาจดีออกนะ"
โม่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอียงคอตอบ
โจวหยวน
"ช่างเถอะ เจ้าชอบก็เอาที่สบายใจเลย"
เขาโบกมืออย่างอ่อนใจ ก่อนที่ทั้งสองจะตรงเข้าไปค้นถุงมิติที่เหน็บอยู่ข้างเอวของจางเจิงหรง
ในห้วงแห่งความสะลึมสะลือ จางเจิงหรงรู้สึกเหมือนมีใครกำลังพยายามปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเขาอยู่
เขาเบิกตาโพลง พลังวิญญาณพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที พร้อมกับแผดเสียงตวาดลั่น
"พวกเจ้าเป็นใคร กล้าลงมือกับข้าจางเจิงหรง"
[จบแล้ว]