- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 518 กฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว (1/2)
บทที่ 518 กฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว (1/2)
บทที่ 518 กฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว (1/2)
"เจ้าไม่ได้ติดพิษจริงๆ ด้วย!"
เซวียหยางพ่นเลือดสีดำออกมาอีกคำหนึ่ง การที่เขาใช้วิชา 'สามตะวันเบิกฟ้า' เมื่อครู่นี้ ถือว่าเป็นการรีดเร้นพลังจนถึงขีดจำกัดแล้ว
ทว่า หากสวี่เฮยคิดจะสังหารเขา ก็เป็นการเพ้อฝันเช่นกัน เขายังมี 'ผลวิถีเต๋า' อีกหนึ่งผลที่ยังไม่ได้กิน นี่คือของวิเศษที่เขาเตรียมมาเป็นพิเศษสำหรับการเดินทางในครั้งนี้
ขอเพียงกลืนกินเข้าไป เขาก็จะมีพลังบำเพ็ญเทียบเท่าระดับครึ่งก้าวสู่ฮั่วเสินในระยะเวลาอันสั้น สามารถควบคุมพลังแห่งฟ้าดิน และบังคับใช้กฎเกณฑ์อันสูงส่งได้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับ 'มารแมลง' สวี่เฮยอีกครั้ง เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถสังหารคู่ต่อสู้ลงได้!
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่พลังบำเพ็ญจะร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ระดับหยวนอิง (ทารกวิญญาณ) ขั้นต้นในภายหลัง ทว่าหากเขาได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าในโลกเสมือน ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
"ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่วางยาพิษ!"
เฮยเหลียนลุกขึ้นนั่งบนแท่นบูชาอย่างยากลำบาก นางตบหน้าอกตัวเองเบาๆ อาเจียนเอาเศษอวัยวะภายในปนเลือดออกมากองใหญ่ สีดำคล้ำบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นสีขาวซีดเผือด
นางค่อยๆ ยกมือขึ้น ดอกบัวสีดำสนิทดอกหนึ่งก็ลอยพุ่งไปทางสวี่เฮย แม้จะเชื่องช้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยคลื่นพลังทำลายล้าง
หนึ่งดอก สองดอก สามดอก... ดอกบัวสีดำนับไม่ถ้วนเบ่งบานขึ้นกลางความว่างเปล่า
สวี่เฮยสีหน้าไม่เปลี่ยน ถอยร่นอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวว่า "ข้าไม่ได้ติดพิษจริงๆ แต่ข้าก็ไม่ได้เป็นคนวางยาพิษด้วย..."
"เพราะว่า!"
พูดถึงตรงนี้ สวี่เฮยก็หยุดชะงัก นิ้วมือแตะลงบนแหวนสัตว์วิญญาณเบาๆ ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
"การจะจัดการกับพวกเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พิษเลยแม้แต่นิดเดียว!"
สิ้นเสียงของสวี่เฮย แมลงบินฝูงใหญ่ยั้วเยี้ยก็บินกรูออกมาจากแหวนสัตว์วิญญาณ พวกมันล้วนมีปากแหลมคม สามารถกัดกินหินวิญญาณ และดูดกลืนทุกสรรพสิ่งที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณได้
แมลงเหล่านี้มีรูปร่างประหลาดตา กลางหลังมีปีกใสราวกับปีกจักจั่น ดูคล้ายกับปลวกยักษ์ที่บินได้ พวกมันก็คือมดกลืนวิญญาณนั่นเอง
"มดกลืนวิญญาณ?"
"มารแมลงสวี่เฮย!"
ทุกคนหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง
โดยเฉพาะเซวียหยาง เดิมทีเขาก็สงสัยในตัวตนของสวี่เฮยอยู่แล้ว แต่พอได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือมารแมลงสวี่เฮยจริงๆ เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี
มดกลืนวิญญาณอ้าปากกว้าง ดูดกลืนพิษร้ายในอากาศอย่างบ้าคลั่ง เฮยเหลียนร่ายคาถาด้วยมือเดียว ดอกบัวที่กำลังแตกตัวเหล่านั้นก็ระเบิดออกทันที ยิงเข็มบินนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่ราวกับพายุฝนกระหน่ำ สังหารมดกลืนวิญญาณไปไม่น้อย
เพียงแต่จำนวนมันมีมากเกินไป ผ่านไปไม่นานก็มีมดกลืนวิญญาณกว่าพันตัวเข้ามาสมทบ พุ่งทะยานเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งราวกับฝูงตั๊กแตน ไม่เว้นแม้แต่ดอกบัวสีดำและเข็มบินก็ถูกพวกมันกลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้น
ไม่ว่าฝูงแมลงจะบินผ่านไปทางใด ที่นั่นก็ไม่เหลือสิ่งใดเลย
สีหน้าของเซวียหยางอัปลักษณ์ถึงขีดสุด ในมือของเขาปรากฏกล่องหยกใบหนึ่งขึ้นมา ภายในบรรจุ 'ผลวิถีเต๋า' ที่เขาเตรียมเอาไว้
แต่ถึงแม้จะกินผลวิถีเต๋าเข้าไป แล้วสังหารสวี่เฮยได้ มันจะมีความหมายอะไรล่ะ?
"เซวียหยาง เจ้าคิดว่าเพื่อจะจัดการกับพวกเจ้า ข้าจำเป็นต้องลงมือวางยาพิษด้วยรึ?" สวี่เฮยเอ่ยถามอีกครั้ง
เซวียหยางไม่อาจโต้แย้งได้เลย
สวี่เฮยสะบัดมือวงใหญ่ ฝูงมดกลืนวิญญาณก็บินอ้อมผ่านเซวียหยาง พุ่งเข้าโอบล้อมเฮยเหลียนที่อยู่ด้านหลังแทน
เฮยเหลียนถอยกรูดอย่างรวดเร็ว ในมือปรากฏร่มวิเศษสีดำคันหนึ่ง กางร่มออก ริมขอบร่มก็ปรากฏม่านสีดำปกคลุมร่างของนางเอาไว้ภายใน ก่อตัวเป็นรูปทรงคล้ายเปลือกไข่
ฝูงมดกลืนวิญญาณพุ่งเข้าใส่ รุมโจมตีม่านสีดำนั้น แต่กลับเกิดเสียงโลหะปะทะกันดังลั่น ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับอุกกาบาตเลยทีเดียว
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นของวิเศษประเภทป้องกันที่หลอมขึ้นจากเศษอุกกาบาตเช่นกัน
สวี่เฮยสีหน้าไม่เปลี่ยน เขาลูบแหวนสัตว์วิญญาณอีกครั้ง แมลงปีกแข็งสีทองตัวหนึ่งก็บินปะปนอยู่ในฝูงมดกลืนวิญญาณ พุ่งตรงไปยังม่านสีดำนั้น
แมลงปีกแข็งสีทองตัวนี้ คือพญาแมลงของฝูงมดกลืนวิญญาณ มันมีหน้าที่กลืนกินของวิเศษโดยเฉพาะ และโปรดปรานสสารประเภทโลหะทุกชนิดเป็นพิเศษ
นี่คือผลงานจากหินวิญญาณกึ่งสุดยอดก้อนนั้นนั่นเอง
ไข่ของพญาแมลงยังมีอยู่อีกสิบกว่าใบ แต่ตอนนี้เพิ่งจะฟักออกมาได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น
"ฉึก!"
พญาแมลงปีกทองทิ่มแทงทะลุม่านสีดำ ทำให้เกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ขึ้นในทันที จากนั้น สสารโลหะที่อยู่ภายในนั้นก็หลอมละลายลงอย่างรวดเร็วราวกับเทียนไขที่ถูกไฟลน ร่มวิเศษทั้งคันกำลังสูญสลายไป
"อย่าฆ่าข้า ข้าไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินเจ้านะ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!" เฮยเหลียนร้องโหยหวน
"สายไปแล้ว!"
ดวงตาของสวี่เฮยเย็นชาไร้ความรู้สึก หลังจากที่รูโหว่เปิดออก ฝูงมดกลืนวิญญาณจำนวนมหาศาลก็กรูเข้าไป ทะลวงผ่านเปลือกไข่อันแข็งแกร่งเข้าไปด้านใน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาทันที
และเมื่อสูญเสียพลังวิญญาณหล่อเลี้ยง ร่มวิเศษสีดำคันนั้นก็พังทลายลง ร่วงหล่นลงพื้น กลายสภาพเหลือขนาดเท่าฝ่ามือ
สวี่เฮยพุ่งตัวเข้าไปเก็บร่มคันนั้นขึ้นมา
ผ่านไปไม่นาน เสียงกรีดร้องของเฮยเหลียนก็เงียบงันลง มดกลืนวิญญาณรุมล้อมร่างนางเอาไว้ กองทับถมกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
ทันใดนั้น ท่ามกลางการโอบล้อมของฝูงมดกลืนวิญญาณนับไม่ถ้วน ร่างของเฮยเหลียนก็ปลดปล่อยควันสีดำพวยพุ่งออกมา มันแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ปลดปล่อยพิษร้ายแรงออกมา อานุภาพของมันรุนแรงถึงขั้นหลอมละลายได้แม้กระทั่งร่างกายของมดกลืนวิญญาณ
โดยปกติแล้ว มดกลืนวิญญาณจะไม่เกรงกลัวพิษ พิษที่ใช้ได้ผลกับมนุษย์ อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับแมลง
แต่พิษชนิดนี้ กลับสามารถกัดกร่อนได้แม้กระทั่งสรรพสิ่งในฟ้าดิน แม้แต่โลหะก็ยังถูกหลอมละลายได้
เพียงชั่วพริบตา มดกลืนวิญญาณกว่าร้อยตัวก็ถูกหลอมละลาย กลายเป็นกองเลือดสีแดงฉาน
สีหน้าของสวี่เฮยเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเรียกมดกลืนวิญญาณกลับมา แต่ก็ยังมีมดกลืนวิญญาณกว่าพันตัวที่ถูกพิษเข้าไป ครึ่งหนึ่งตายคาที่ ส่วนพญาแมลงปีกทองก็ถูกกัดกร่อนร่างกายไปครึ่งซีกเช่นกัน
สวี่เฮยเจ็บปวดใจจนเลือดแทบกระอัก
"ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่วางยาพิษนี่เอง!"
วินาทีนี้ ทุกคนก็ตระหนักรู้ได้ในที่สุด ว่าที่แท้ก็เป็นเฮยเหลียนที่ร้องแรกแหกกระเชอว่าถูกพิษเพื่อกลบเกลื่อนความผิด
พิษนั้นนางเป็นคนปล่อยเอง นางนั่นแหละคือต้นเหตุที่แท้จริง
ทว่า ในตอนนี้เฮยเหลียนเองก็มีสภาพไม่สู้ดีนัก นางถูกกัดกินจนบาดเจ็บสาหัส พลังวิญญาณในร่างก็ถูกมดกลืนวิญญาณสูบไปเกินกว่าครึ่ง หากไม่จวนตัวจริงๆ นางก็คงไม่ยอมปลดปล่อย 'ลูกปัดพิษชีวิต' (เปิ่นมิ่งตู๋จู) ของตัวเองออกมาหรอก
"ที่แท้ก็เป็นละครฉากหนึ่งที่เจ้าแต่งขึ้นมาเองสินะ" สวี่เฮยจ้องมองนางด้วยแววตาอำมหิต
เฮยเหลียนกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงลอดไรฟันว่า "เจ้าจับพิรุธข้าได้อย่างไร?"
สวี่เฮยส่ายหน้ากล่าว "ข้าไม่ได้จับพิรุธเจ้าได้หรอก แต่มีเพียงเจ้ากับเซวียหยางเท่านั้นที่คิดจะฆ่าข้า และข้าก็รู้จักเซวียหยางดี เขาไม่ถนัดเรื่องการใช้พิษ ดังนั้น ก็เหลือเพียงเจ้าคนเดียวแล้วล่ะ!"
ความจริงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง
เซวียหยางเคยถูกฝูงแมลงรุมโจมตีมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาจะต้องเตรียมไม้ตายสำหรับรับมือกับแมลงเอาไว้แน่ สวี่เฮยจึงไม่อยากจะบีบคั้นคนผู้นี้จนเกินไปนัก
พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเรื่องของความแข็งแกร่งนั่นแหละ
หากสวี่เฮยมั่นใจว่าจะสามารถสังหารเซวียหยางได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาก็คงจะลงมืออย่างไม่ลังเลเช่นกัน
"ทุกท่าน ยังมัวยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบร่วมมือกันสังหารนังแพศยานี่ก่อนเถอะ!"
สวี่เฮยตวาดเสียงเย็น พูดจบก็ถลึงตาใส่เซวียหยาง
เซวียหยางไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าหากไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง สวี่เฮยจะต้องหันมาเล่นงานเขาแน่
เขารีบยืนขึ้น สะบัดมือวาดผ่านอากาศ ดวงตะวันสีเลือดดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือหัว กลายสภาพเป็นดาบใหญ่สีเลือดเล่มหนึ่ง แล้วถูกเขาคว้าเอาไว้ในมือ
"ดาบดาวตก ฟัน!"
เซวียหยางชูเล่มดาบขึ้นสูงราวกับดวงดาวที่กำลังร่วงหล่น ฟาดฟันลงมาที่เฮยเหลียน ก่อเกิดสายรุ้งสีเลือดอันงดงาม แม้แต่ความว่างเปล่าก็ยังปริแตก
ลั่วป๋ายร่ายคาถาด้วยมือเดียว ฝุ่นละอองที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านับไม่ถ้วน ลอยไปล้อมรอบเฮยเหลียน ได้ยินเพียงเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นว่า "ระเบิด!"
"ตูม ตูม ตูม..."
ฝุ่นละอองระเบิดออก คลื่นพลังทำลายล้างสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ พิษร้ายถูกระเบิดกระจาย เฮยเหลียนถูกแรงระเบิดจนขาทั้งสองข้างขาดสะบั้น จากนั้นก็ถูกดาบของเซวียหยางฟาดผ่ากลางศีรษะจนกระโหลกเปิด
สวี่เฮยเองก็ใช้วิชาเซียนมังกรคราม พัดเป่าพิษร้ายให้กระจายไป และถือโอกาสรุมทุบตีสุนัขตกน้ำ ลอบโจมตีระยะไกลใส่เฮยเหลียนอยู่เป็นระยะๆ
หานเท่อไม่ยอมขยับเขยื้อน หดหัวซุกอยู่ด้านหลังราวกับสุนัขตายแล้วนิ่งสนิท มุมปากมีเลือดสีดำไหลซึมออกมา ยังคงอยู่ในสภาพติดพิษ
เป็นเช่นนี้ ภายใต้การรุมโจมตีของทั้งสามคน ผ่านไปครึ่งก้านธูป เฮยเหลียนก็ต้านทานไม่ไหว ถูกรุมสังหารจนตายคาที่
ความจริงแล้ว สวี่เฮยเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการนางได้ แต่เขารู้สึกเสียดายแมลงของตน และไม่อยากจะเปิดเผยไพ่ตายอย่างกระบี่บินกึ่งระดับห้าของตนด้วย
ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะร่วมมือกับผู้อื่น
เฮยเหลียนเองก็ตายอย่างน่าอนาถใจยิ่งนัก คิดจะวางยาพิษให้ทุกคนตาย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฆ่าใครได้เลย ซ้ำร้ายยังต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนดวงแรกของทีมห้าคนนี้เสียอีก
หลังจากทารกวิญญาณของเฮยเหลียนถูกทำลาย จิตวิญญาณก็ถูกวิชามังกรคลั่งคำรามแผดเสียงใส่จนแตกซ่าน ทุกคนถึงได้หยุดมือ
และทั้งสามคนก็รู้ใจกันดี โดยไม่ทำลายศพของเฮยเหลียน
สวี่เฮยเดินเข้าไปเงียบๆ แล้วโยนศพของนางลงไปในช่องเว้าตรงกลางแท่นบูชา
"ฟุ่บ!"
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากศพ ช่องเว้าเต้นตุบๆ ส่งผ่านเลือดเข้าสู่เส้นเลือดบนแท่นบูชา จนกระทั่งทั่วทั้งแท่นบูชาถูกย้อมเป็นสีเลือด