- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ พี่สาวคนโตขอเอาดีด้านทำไร่ไถนา
- บทที่ 19: โปรดอย่าหมายปองไม้คดงอ
บทที่ 19: โปรดอย่าหมายปองไม้คดงอ
บทที่ 19: โปรดอย่าหมายปองไม้คดงอ
บทที่ 19: โปรดอย่าหมายปองไม้คดงอ
เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกจากข้างนอก ถังหว่านหว่านก็คิดว่าเป็นสวีเสี่ยวโย่วอีกแล้ว ปกติไม่ค่อยมีใครเรียกนางด้วยน้ำเสียงเช่นนั้น แต่พอตั้งใจฟังเสียงข้างนอกดีๆ ดูเหมือนจะเป็นเสียงของลู่อวี้จิ่น เขาเรียกเสียงดังขนาดนี้เพราะกลัวคนอื่นจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร
ถังหว่านหว่านรีบบอกให้เสี่ยวอี้ไปเล่นกับเสี่ยวโหรวน้องสาว ถังเสี่ยวอี้ดีใจมากที่พี่สาวไม่โกรธเขาแล้ว เขาจูงมือเสี่ยวโหรววิ่งไปที่หน้าต่าง ชะโงกหน้าออกไปแล้วร้องตะโกนว่า "พี่ลู่ พี่ลู่มา!"
ลู่อวี้จิ่นรีบหยิบถุงลูกอมออกมาส่งให้ถังเสี่ยวอี้ และบอกให้เขาแบ่งกับเสี่ยวโหรว
"ท่านมาทำไมกัน อย่าตามใจพวกเขานักเลย" ดูจากการที่เสี่ยวอี้มุ่งเป้าโจมตีกู้อวิ๋นจือในวันนี้ โดยอ้างคำพูดประเภทที่ว่า 'พี่ลู่บอกว่า' ก็เห็นได้ชัดว่าลู่อวี้จิ่นกับถังเสี่ยวอี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ลู่อวี้จิ่นดูเหมือนจะอยากให้เสี่ยวอี้คอยจับตาดูพี่สาวเอาไว้ ไม่ยอมให้ชายอื่นเข้าใกล้
"ไม่เป็นไรหรอก แค่ลูกอมนิดหน่อยเอง" ลู่อวี้จิ่นยืนอยู่ตรงนั้นและยิ้มบางๆ ให้ถังหว่านหว่าน แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน แม้แต่ถังหว่านหว่านที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรักยังรู้สึกตาพร่ามัวไปชั่วขณะเมื่อเห็นลู่อวี้จิ่นยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดด้วยสีหน้าเช่นนั้น นางคิดในใจ 'ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมทำบุญมาด้วยอะไรในชาติปางก่อน ถึงทำให้เขาปฏิบัติต่อนางเป็นพิเศษขนาดนี้'
ถังหว่านหว่านเป็นคนมีเหตุผล นางรู้ดีว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือรูปลักษณ์และความผูกพันในอดีต ไม่ใช่ตัวตนของนางในปัจจุบัน
วันนี้ใบหน้าของลู่อวี้จิ่นลดทอนความอ่อนโยนแบบเด็กหนุ่มลงไปบ้าง แต่กลับมีความสง่างามดั่งบัณฑิตเพิ่มขึ้นมา ผมยาวของเขารวบมัดด้วยสายคาดผม ดูเหมือนตรงปลายผมจะประดับลูกปัดบางอย่างที่ส่องประกายยามเขาขยับตัว เขาสวมชุดคลุมลายเรียบเข้ารูป ทับด้วยเสื้อตัวนอกแขนกว้างสีเขียวเข้ม รัศมีในตัวเขาช่างโดดเด่นสะดุดตา หากคนอื่นใส่ชุดคลุมเรียบๆ แบบนี้อาจจะดูเหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่พอมาอยู่บนตัวเขา กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนมอง ที่เอวของเขาห้อยถุงหอมที่ถังหว่านหว่านไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเข้าใกล้เขา นางก็จะได้กลิ่นหอมของสะระแหน่อ่อนๆ ลอยมาจางๆ
เขาสวมรองเท้าบูทพื้นนุ่มและยัดปลายขากางเกงเข้าไปข้างในเพื่อให้สะดวกต่อการขี่ม้า ตอนที่เขาควบม้าเมื่อครู่นี้จะต้องดูหล่อเหลาเอาการแน่ๆ วันนี้เขาแต่งตัวเสียดูดี ไม่รู้ว่าเพิ่งไปที่ไหนมา
"ว้าว นี่ม้าของท่านหรือ ช่างสง่างามเหลือเกิน!" มีข้าวของมากมายวางอยู่ข้างกายลู่อวี้จิ่น แต่ถังหว่านหว่านกลับถูกดึงดูดความสนใจไปที่ม้าของเขาเพียงอย่างเดียว พูดจบนางก็เดินเข้าไปหา มองตรงนั้นทีจับตรงนี้ที ดูราวกับอยากจะลองขี่แต่ก็แอบกลัว
อวี้จิ่นคิดว่านางจะประหลาดใจกับข้าวของที่เขาเตรียมมาให้ แต่นางกลับไม่เป็นไปตามคาด วันนี้เขาอุตส่าห์แต่งตัวมาเป็นพิเศษ ทว่านางกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาสักนิด สายตาของนางพุ่งตรงไปยังม้าตัวนั้น
เฮ้อ ดูเหมือนเขาจะสำคัญไม่สู้ม้าตัวหนึ่งเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม ลู่อวี้จิ่นไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง เขาคุ้นเคยกับนิสัยของถังหว่านหว่านดีอยู่แล้ว การที่วันนี้นางไม่ไล่เขาตะเพิดก็ถือว่าดีมากแล้ว จากนั้นเขาจึงหันไปสั่งคนรับใช้สองคนที่อยู่ข้างๆ ว่า "พวกเจ้าสองคนเอาของไปไว้ในบ้าน แล้วก็กลับไปก่อนเถอะ"
"ขอรับ คุณชาย!" ทั้งสองคนขนของทั้งหมดเข้าไปในบ้าน ก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน ถังเสี่ยวอี้กับถังเสี่ยวโหรวก็ค้นพบข้าวของเหล่านี้และตกตะลึงทันที "โอ้โห ของเยอะแยะเลย!"
"ไม่ได้มีแค่นี้นะ ยังมีของกินพวกนี้อีก! ว้าว ซาลาเปา ซาลาเปาไส้เนื้อลูกเบ้อเริ่มเลย!"
"ท่านแม่ ท่านแม่!" ถังเสี่ยวโหรววิ่งเข้าไปในบ้านอย่างตื่นเต้นเพื่อเรียกนางเฉินผู้เป็นมารดา
"ท่านทำแบบนี้อีกแล้วหรือ ท่านดีกับข้ามากจนข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ประโยชน์ วันหลังอย่าทำแบบนี้อีก ถือว่านี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายนะ"
เมื่อเห็นถังหว่านหว่านเริ่มมีน้ำโห ลู่อวี้จิ่นก็รีบอธิบายว่า "เจ้าถือเสียว่านี่เป็นเงินที่ข้าให้ยืมชั่วคราวก็ได้ วันหน้าถ้าเจ้ามีเงินทองคล่องมือขึ้น ค่อยเอามาคืนข้าดีไหม เราเป็นเพื่อนกัน ข้าจะทนดูครอบครัวของเจ้าทนหนาวทนหิวโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร"
"แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าท่านอาหญิงเล็กของเจ้ามาระรานอีกแล้ว พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
"ข้าดูเหมือนคนมีปัญหาหรือไง ข้าสบายดี" ถังหว่านหว่านพูดจบก็หันกลับไปสนใจม้าต่อ นางลูบคลำมันเบาๆ ท่าทางดูมีความสุขมาก
ลู่อวี้จิ่นเดินเข้าไปหาถังหว่านหว่าน ก้มมองปอยผมอันอ่อนนุ่มบนศีรษะและลำคอระหงของนาง ซึ่งทำให้เขารู้สึกอยากจะปกป้องนางขึ้นมา เมื่อนึกถึงคำซุบซิบนินทาเรื่องครอบครัวของนางที่เขาได้ยินมาจากชาวบ้านระหว่างทางกลับมาในวันนี้ ใครจะจินตนาการออกว่าบ่าบอบบางเช่นนี้จะต้องแบกรับภาระหนักหนาสาหัสเพียงใด ทว่าตอนนี้นางกลับมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ไม่เหลือร่องรอยความกังวลใดๆ ในใจให้เห็นเลย
"หากวันข้างหน้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เจ้ามาหาข้าได้เสมอนะ หรือไม่ก็ไปหาท่านป้าชิง นางจะช่วยเจ้าเอง" ความจริงแล้วลู่อวี้จิ่นอยากจะถามว่านางมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนสองคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนาง ลู่อวี้จิ่นเพิ่งย้ายมาที่หมู่บ้านตระกูลถังในภายหลัง หลังจากที่เขามาถึง สวีเสี่ยวโย่วก็ไม่ค่อยได้มาเล่นที่นี่บ่อยนัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่รู้จักกัน
"ตกลง ขอบคุณท่านมาก"
เห็นนางตอบตกลงอย่างง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางคงไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากใครเว้นแต่จะถึงคราวจำเป็นจริงๆ นิสัยของแม่นางคนนี้ดื้อรั้นเกินไป ลู่อวี้จิ่นอยากจะวางมือบนไหล่ของนางเพื่อปลอบประโลม แต่เมื่อคิดดูแล้ว เขากลับรู้สึกว่ามันอาจจะไม่เหมาะสม เขาไม่อยากทำให้นางตื่นกลัวจนหนีไปอีก สุดท้ายเขาจึงไม่ได้ทำ เพียงแต่มองหน้านางแล้วถามว่า "เจ้าอยากขี่ม้าไหม"
"อยากสิ!" ถังหว่านหว่านพยักหน้ารัวๆ แต่แล้วก็รีบส่ายหน้า "ข้ามันซุ่มซ่าม ขี้คร้านจะเรียนไม่รอด" ในวินาทีนั้น ถังหว่านหว่านก็นึกถึงประสบการณ์การเรียนขี่ม้าในอดีต ตอนที่นางตกม้าจนได้รับบาดเจ็บ ขาของนางเกือบถูกม้าเหยียบซ้ำ ตั้งแต่นั้นมานางก็สาบานว่าจะไม่เรียนขี่ม้าอีกเลย
แต่วันนี้ ม้าตัวนี้ช่างหล่อเหลาและงดงามเหลือเกิน มันสะกดสายตาถังหว่านหว่านตั้งแต่แรกเห็น หากนางได้ขี่ม้าเช่นนี้ มันคงจะสง่างามมากจริงๆ ขนของมันเป็นสีแดงอมน้ำตาลคล้ายผลพุทรา ส่องประกายแวววาวเมื่อกระทบแสงแดด ราวกับมีผ้าไหมสีแดงปูลาดอยู่บนตัว ทำให้คนอดใจไม่ไหวอยากจะเอื้อมมือไปลูบไล้ มันถึงกับจุดประกายความอยากเรียนขี่ม้าในตัวนางขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าแนวคิดเรื่องการขี่ม้าของถังหว่านหว่านกับลู่อวี้จิ่นนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถังหว่านหว่านคิดว่าหากนางเรียนขี่ม้า นางก็สามารถใช้ม้าลากจูงสิ่งของได้ และนางก็ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใครอีก นางสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้นางไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถแบกของหนักๆ ได้ ภาระอันหนักอึ้งในการหาเงินมาจุนเจือครอบครัวยังคงตกอยู่บนบ่าของนาง และการขี่ม้าก็เป็นทักษะที่นางจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ได้ เมื่อนางเรียนรู้และมีเงิน นางก็สามารถซื้อม้าเป็นของตัวเองเพื่อใช้เป็นพาหนะ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น
"มันจะไปยากอะไรเล่า ข้ารับรองว่าข้าสอนเจ้าขี่ม้าได้ภายใน 3 วัน"
"จริงหรือ" ถังหว่านหว่านรู้สึกเคลือบแคลงใจกับคำพูดโอ้อวดของลู่อวี้จิ่นเล็กน้อย
"มันง่ายมาก ขอแค่เจ้าจับจุดสำคัญได้ไม่กี่จุดเท่านั้น ดูให้ดีนะ" พูดจบ ลู่อวี้จิ่นก็กระโจนขึ้นหลังม้าและควบทะยานไปรอบๆ ลานกว้างด้านนอก ท่าทางของเขายามควบม้าเต็มฝีเท้าช่างดูสง่างามจับตาจริงๆ
จากนั้นลู่อวี้จิ่นก็ชะลอความเร็วม้าลงพร้อมกับสอนพื้นฐานการขี่ม้าให้ถังหว่านหว่าน อันดับแรก ต้องนั่งตัวตรง จับสายบังเหียนให้มั่น และใช้ขาทั้งสองข้างหนีบหลังม้าให้แน่น หากม้าเริ่มวิ่ง ร่างกายควรโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วค่อยๆ เร่งความเร็ว เมื่อคุ้นเคยแล้วก็สามารถให้ม้าเหยาะย่างช้าๆ จากนั้นก็เพิ่มความเร็ว เพื่อสัมผัสกับความรู้สึกอิสระอันน่าตื่นเต้นยามควบม้า อีกจุดหนึ่งคือการค้นหาความรู้สึกในการควบคุมม้า ผู้ขี่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งกับม้าด้วย ซึ่งต้องอาศัยความพยายามส่วนตัว และเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถช่วยได้
ดังนั้น ถึงแม้การขี่ม้าจะฟังดูง่าย แต่มันก็ค่อนข้างยากเมื่อต้องปฏิบัติจริง
ทั้งสองคนฝึกซ้อมกันอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม ถังหว่านหว่านเหนื่อยจนปวดหลังและเหงื่อท่วมตัว ในที่สุดนางก็ล้มตัวลงนอนบนผืนหญ้า ไม่ยอมขยับเขยื้อนอีกต่อไป
ลู่อวี้จิ่นเห็นนางแสดงท่าทีไร้เดียงสาแบบเด็กสาวที่หาดูได้ยากเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "แม่หมูน้อยจอมขี้เกียจ ลุกขึ้นมาได้แล้ว!" พูดจบเขาก็เอื้อมมือไปดีดจมูกนาง ทั้งสองคนจู่ๆ ก็ใกล้ชิดกันมากจนถังหว่านหว่านถึงกับอึ้งไปกับสัมผัสของเขา
ลู่อวี้จิ่นตระหนักได้ทันทีว่ามันไม่เหมาะสม และรีบกล่าวขอโทษ "ขอโทษที เมื่อครู่ข้าลืมตัวไปหน่อย"
"ไม่เป็นไร" ถังหว่านหว่านพูด ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากพื้นหญ้าแล้วเดินไปจูงม้า
ลู่อวี้จิ่นยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ เมื่อครู่นี้ เขารู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกมดกัด มันเจ็บจี๊ดขึ้นมาตรงกลางใจ ทว่าเจือปนไปด้วยความรู้สึกชาหนึบเล็กน้อย
ทั้งสองคนจูงม้าเดินเคียงข้างกันไปอย่างเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างพวกเขาก็ค่อยๆ มลายหายไป
"ขี่ม้าเหนื่อยมากเลยใช่ไหม เดี๋ยวผ่านไปสักสองสามวันเจ้าก็จะชินไปเอง ข้าว่าเจ้าเก่งมากเลยนะ เพียงแค่เวลาสั้นๆ ในวันนี้ เจ้าก็เกือบจะจับจุดสำคัญของการขี่ม้าได้แล้ว"
"นั่นเป็นเพราะข้ามีอาจารย์สอนดีต่างหากเล่า"
ต้องยอมรับว่าลู่อวี้จิ่นเป็นอาจารย์ที่ดี อดทนและใจเย็น เขาคอยแก้ไขท่าทางที่ผิดพลาดของถังหว่านหว่านครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ถังหว่านหว่านเผลอไปเหยียบมือเขาเข้า แต่เขาก็ไม่ได้ดุว่านาง นั่นทำให้ถังหว่านหว่านรู้สึกละอายใจเล็กน้อย และแอบตั้งใจฝึกซ้อมให้หนักขึ้น ในที่สุดนางก็ไม่ทำตัวน่าขายหน้าจนเกินไปนัก
"นับเป็นเกียรติของข้าที่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้า เพราะข้ามีลูกศิษย์ที่ฉลาด แต่หลังจาก 3 วันนี้ไป ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้วนะ"
"อืม สรุปแล้ววันนี้ต้องขอบคุณท่านมาก ถ้าข้าขี่ม้าเป็นเมื่อไหร่ ข้าจะเลี้ยงปลาท่านเป็นการตอบแทนดีไหม" ถังหว่านหว่านค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก เมื่อครู่นี้นางรู้สึกขัดเขินอย่างมาก หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะกระดอนหลุดออกมาจากอก นางนึกว่าตัวเองป่วยเสียแล้ว แต่พอนางรักษาระยะห่างจากลู่อวี้จิ่น ความรู้สึกนั้นก็หายไป
เมื่อได้ยินถังหว่านหว่านพูดเช่นนี้ คิ้วเข้มของลู่อวี้จิ่นก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาหันหน้าไปมองนางแล้วย้อนถามว่า "ถ้าเจ้าเรียนไม่สำเร็จ ข้าก็อดกินปลาฝีมือเจ้าสิ ทำไมเจ้าไม่เลี้ยงข้าวันนี้เลยล่ะ"
จมูกเขาเป็นจมูกสุนัขหรืออย่างไร ถึงได้กลิ่นว่านางทำปลา แต่นั่นมันปลาที่ทำไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยง การเอาของเหลือมาเลี้ยงแขกคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป นางจึงรีบเอ่ยขึ้น "ไม่ใช่วันนี้ ไว้วันอื่นเถอะ วันนี้ข้าจับปลาได้ตั้งหลายตัว ข้าเก็บไว้ให้ท่านตัวหนึ่งด้วยนะ"
"ฮ่าๆ มีส่วนของข้าด้วยหรือเนี่ย ข้าประหลาดใจจริงๆ!"
"ท่านไม่ต้องทำเสียงน่าสงสารขนาดนั้นหรอก ข้ามีของไม่เยอะ แต่มีอะไรข้าก็จะให้ท่านทั้งหมดนั่นแหละ"
"แล้วถ้าข้าต้องการหัวใจของเจ้าล่ะ เจ้าจะยินยอมมอบให้ข้าหรือไม่" ลู่อวี้จิ่นยืนอยู่เคียงข้างถังหว่านหว่าน พลางเฝ้าถามตัวเองเงียบๆ อยู่ในใจ
เขายังรำพึงในใจไม่ทันจบ ก็เห็นถังหว่านหว่านมองมาที่เขาด้วยสีหน้าแปลกๆ ก่อนจะก้มลงมองตัวเอง "มีอะไรเปื้อนอยู่บนตัวข้าหรือเปล่า"
ลู่อวี้จิ่นส่ายหน้า
ถังหว่านหว่านรู้สึกงุนงง จึงถามซ้ำอีกครั้ง "เสื้อผ้าข้าขาดหรือ" นางมองดูเสื้อผ้าตัวเองซ้ายทีขวาที
"เปล่า" ลู่อวี้จิ่นส่ายหน้าอีกครั้ง
ถังหว่านหว่านจึงรีบถามด้วยความสงสัยทันที "แล้วเมื่อกี้ท่านจ้องหน้าข้าด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้นทำไมกัน"
"อืม นั่นก็เพราะว่าข้ากำลังจะจากเจ้าไปแล้ว ข้าก็เลยอยากจะจดจำใบหน้าของเจ้าเอาไว้ให้ขึ้นใจน่ะสิ"