- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ พี่สาวคนโตขอเอาดีด้านทำไร่ไถนา
- บทที่ 11: รังแกกันเกินไปแล้ว
บทที่ 11: รังแกกันเกินไปแล้ว
บทที่ 11: รังแกกันเกินไปแล้ว
บทที่ 11: รังแกกันเกินไปแล้ว
ในขณะที่ถังหว่านหว่านกำลังอารมณ์ดี นางไม่รู้เลยว่านางเฉินกำลังถูกคนอื่นรังแกอยู่ เรื่องของเรื่องคือหลังจากที่นางเฉินทำอาหารเช้าเสร็จ เมื่อเห็นว่าพวกเด็กๆ ยังไม่ตื่น จึงออกไปหาสะใภ้ตระกูลหวังเพื่อส่งมอบรองเท้าคู่ใหม่ที่สั่งทำเอาไว้
ฝีมือการปักผ้าของนางเฉินนั้นยอดเยี่ยม ซ้ำยังทำงานอย่างประณีต รองเท้าของนางจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่บ้านตระกูลถัง เดิมทีกำหนดส่งมอบคือภายใน 7 วัน ทว่าเพื่อจะได้เงิน 10 อีแปะเร็วขึ้น นางเฉินจึงยอมอดหลับอดนอนถึงสองคืนจนเย็บรองเท้าเสร็จในที่สุด
เงิน 10 อีแปะที่ได้จากรองเท้าหนึ่งคู่เพียงพอสำหรับเป็นค่าอาหารทั้งวัน แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบ สะใภ้หวังที่ก่อนหน้านี้ตกลงดิบดีว่าจะจ่ายเงินทันทีที่ได้รับของ กลับอ้างสารพัดเหตุผล เริ่มแรกนางบ่นว่าแบบรองเท้าของนางเฉินนั้นล้าสมัย จากนั้นก็ติเตียนเรื่องฝีมือการตัดเย็บ และสุดท้ายก็อ้างว่าราคา 10 อีแปะนั้นแพงเกินไป นางจ่ายไม่ไหวและไม่อยากได้รองเท้าคู่นี้แล้ว
นางเฉินผู้น่าสงสารพยายามโต้แย้งอยู่นาน แต่สะใภ้หวังก็ยังคงดึงดันที่จะไม่รับของ ทว่าจังหวะที่นางเฉินกำลังจะหันหลังกลับ สะใภ้หวังกลับบอกว่าจะยอมรับซื้อไว้ในราคา 5 อีแปะ เงินแค่ 5 อีแปะแลกกับรองเท้าปักมือที่ต้องอดนอนทำถึงสองคืน แถมยังทำให้นิ้วของนางเฉินพุพองจากการเย็บพื้นรองเท้า สะใภ้หวังช่างกล้าเอ่ยปากออกมาได้
ต่อให้นางเฉินจะได้ชื่อว่าเป็นคนอารมณ์ดีเพียงใด แต่เมื่อถูกรังแกถึงเพียงนี้ ท่าทีของนางก็เย็นชาลง นางเก็บรองเท้าเข้าที่และเอ่ยก่อนจากไป "แม่นางหวัง ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปได้ยินอะไรมา หรือไปฟังคำซุบซิบนินทาจากใคร รองเท้าของข้าราคาคู่ละ 10 อีแปะ ขาดไปแม้อีแปะเดียวข้าก็ไม่ขาย"
"เหอะๆ นางเฉิน เลิกทำเป็นปากดีเถอะ มีแค่ข้าเท่านั้นแหละที่กล้าให้ถึง 5 อีแปะ หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามดูรอบๆ ได้เลยว่าจะมีใครยอมซื้อรองเท้าของเจ้าอีกไหม" สะใภ้หวังกล่าวอย่างเยาะเย้ยพลางมองตามแผ่นหลังของนางเฉินที่เดินจากไป
แน่นอนว่านางเฉินไม่เชื่อคำพูดของแม่นางหวัง นางไม่ยอมรับความซวยนี้และเดินไปสอบถามตามบ้านแต่ละหลัง
ทว่ายิ่งถาม นางก็ยิ่งใจหาย ไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ นางเดินไปแทบจะครึ่งหมู่บ้าน เคาะประตูถามทีละหลัง หลายบ้านพอเคาะประตูเรียกก็ถูกด่าทออย่างรุนแรงและขับไล่ออกมาอย่างไม่ไยดี
เมื่อเห็นผู้คนปัดเป่านางราวกับแมลงวัน นางเฉินก็เริ่มสงสัยว่าฝีมือของตนตกลงไปหรือเปล่า นางหยิบร้องเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จออกมาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝีมือการเย็บไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน ยิ่งครั้งนี้นางใช้เทคนิคการปักแบบเรียบและลายก้อนทอง ทำให้ลวดลายบนหน้าปักดูโดดเด่นสดใส หรือว่าจะมีแบบรองเท้าใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยที่นางไม่รู้กันนะ?
นางไปถามอีกสองครอบครัว แต่พวกเขากลับไม่ยอมแม้แต่จะให้นางก้าวผ่านประตูบ้าน
นางเฉินเองก็มีความดื้อดึงอยู่บ้าง ท้ายที่สุดนางจึงกัดฟันและผลักประตูบ้านหลังหนึ่งเอาไว้พลางเอ่ยถามอย่างสุภาพ "ท่านป้าหลิว ข้าอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดทุกคนถึงปฏิเสธที่จะซื้อรองเท้าของข้า ก่อนหน้านี้พวกท่านยังชื่นชมรองเท้าของข้าไม่ใช่หรือ?"
"ท่านป้าหลิว โปรดเปิดประตูเถิด!"
"ท่านป้าหลิว ข้ารู้ว่าปกติท่านดีต่อข้าที่สุด ท่านช่วยเปิดประตูแล้วคุยกับข้าสักครู่ได้หรือไม่?"
"ท่านป้าหลิว—"
"เอาล่ะ เลิกเคาะได้แล้ว! เจ้าอยากให้เพื่อนบ้านได้ยินกันหมดหรืออย่างไร?"
ท่านป้าหลิวเป็นคนรูปร่างสัดส่วนปานกลาง หน้าตาดูใจดี ทว่าถุงใต้ตาค่อนข้างคล้ำบวม นางสวมเสื้อฤดูใบไม้ร่วงตัวใหม่เอี่ยม แต่แขนเสื้อดูยาวไปสักหน่อย ทำให้ชุดดูไม่ค่อยพอดีตัวนัก เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของนางเฉินหลังจากที่เคาะประตูอยู่นาน นางจึงใคร่ครวญและยอมเปิดประตูให้ นางคิดว่าต่อให้แม่เฒ่าจางจะวางอำนาจเพียงใด ก็คงไม่กล้ามารังแกนางที่มีลูกชายถึงสองคนหรอก
หลังจากทักทายนางเฉินแล้ว นางก็แนะนำด้วยความหวังดีว่า "ยู่เจิน เจ้าก็ยอมรับชะตากรรมไปเถอะ ใครใช้ให้เจ้าไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินกันล่ะ? หากจะให้ข้าแนะนำนะ ในเมื่อพวกเจ้าผู้หญิงไม่กี่คนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้ ทำไมไม่กลับไปพึ่งพิงครอบครัวเดิมของเจ้าเสียล่ะ?"
ครอบครัวเดิมหรือ? ในเมื่อพวกนางตกอับถึงเพียงนี้ จะมีใครยินดีรับพวกนางไปดูแลอีกล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน
สีหน้าของนางเฉินดูแปลกไป นางไม่ได้ทำตามคำแนะนำของท่านป้าหลิว แต่กลับเอ่ยความสงสัยในใจออกมาพลางถอนหายใจเบาๆ "ท่านป้า ท่านพูดน่ะมันง่าย เขาก็พูดกันทั้งนั้นแหละว่าลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ไม่มีทางที่จะกอบเก็บน้ำที่สาดออกไปแล้วกลับคืนมาได้หรอก"
"เพียงแต่ข้าเชื่อว่าข้าระมัดระวังตัวและรอบคอบในการใช้ชีวิตมาโดยตลอด ข้าพยายามทำดีกับทุกคน และไม่เคยไปล่วงเกินใคร ทำไมวันนี้ทุกคนถึงได้พุ่งเป้ามาที่ข้าเช่นนี้?"
"ที่เจ้าพูดมาก็ถูก แต่คนดีมักจะถูกรังแกได้ง่าย วันหน้าเจ้าต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้"
"ท่านป้าหลิว ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านไม่บอกข้ามาตามตรงล่ะ?" ขณะที่นางเฉินพูด นางก็สังเกตเห็นว่าท่านป้าหลิวคอยดึงชายเสื้อของตัวเองอยู่บ่อยครั้งอย่างไม่รู้ตัว นางจึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้แล้วเอ่ยว่า "ท่านป้าหลิว ชุดของท่านสวยจริงๆ ฝีมือการตัดเย็บก็ยอดเยี่ยมมาก"
ท่านป้าหลิวทำหน้าภาคภูมิใจทันทีและโอ้อวดกับนางเฉินว่า "สะใภ้ใหญ่ของข้าซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด นี่คืองานปักซูโจวเชียวนะ เป็นของชั้นยอดที่ครอบครัวธรรมดาทั่วไปหาซื้อไม่ได้หรอก"
"เจ้าคงไม่เคยเห็นของชั้นดีแบบนี้สินะ? ต่อให้เจ้าหาเงินทั้งปีก็คงซื้อไม่ได้หรอก" สายตาของนางเฉินกวาดมองลวดลายบนเสื้อผ้าของท่านป้าหลิวอย่างแผ่วเบา
งานปักซูโจวงั้นหรือ? อย่างดีที่สุดก็แค่ทำเลียนแบบเท่านั้น คุณภาพระดับนี้ถือว่าแค่พอใช้ได้ นางเฉินแสร้งทำเป็นไม่เคยเห็นมาก่อนและเอ่ยกับท่านป้าหลิวว่า "ท่านป้าช่างมีบุญจริงๆ ท่านดูมีสง่าราศีมากเมื่อสวมชุดนี้ แต่ข้าคิดว่าช่วงนี้ท่านอาจจะผอมลงไปสักหน่อย ชายเสื้อเลยดูยาวไปนิด หากท่านไม่รังเกียจ ข้าช่วยสอยเก็บชายเสื้อให้ท่านสักสองสามเข็มได้นะ"
ท่านป้าหลิวคิดว่านางเฉินกำลังพยายามเสนอขายงาน จึงรีบดึงแขนเสื้อหนีและพูดว่า "โอ๊ย ช่างมันเถอะ ข้าว่ามันก็ดูดีอยู่แล้ว ไม่ได้ยาวไปเสียหน่อย"
นางเฉินเหมือนจะเดาความคิดของท่านป้าหลิวออกจึงดึงแขนของนางไว้แล้วบอกว่า "โธ่ ท่านป้าหลิว! เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ข้าแค่ใช้กรรไกรเล็มแล้วเย็บเก็บขอบชายเสื้อนิดหน่อย มันก็จะออกมาพอดีเป๊ะเลย"
"แล้วเจ้ากุ๊นขอบได้ไหมล่ะ? แบบที่ขอบเสื้อสามารถม้วนออกด้านนอกได้น่ะ ข้าเคยเห็นพวกคุณนายในเมืองใส่เสื้อผ้าแบบนั้น ดูดีทีเดียว"
"ขอแค่กรรไกรกับด้ายให้ข้าก็พอ ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว"
"ตกลง แต่เจ้าสัญญาแล้วนะว่าจะไม่คิดเงินข้าน่ะ?"
ครู่ต่อมา นางเฉินเดินโซซัดโซเซออกมาจากบ้านของท่านป้าหลิวโดยกอดรองเท้าไว้ในอ้อมแขน นางเดินกลับบ้านราวกับคนเลื่อนลอยไร้จิตวิญญาณ สายตาของนางเหม่อมองไปข้างหน้า ดวงตากลวงโบ๋และไร้ชีวิตชีวา ร่างกายของนางสั่นเทาขณะก้าวเดิน ราวกับกำลังพยายามอดกลั้นบางสิ่งบางอย่างไว้อย่างสุดกำลัง
ขณะที่เดินไปอย่างชาชิน คำพูดของท่านป้าหลิวยังคงดังก้องอยู่ในใจ "ยู่เจิน อย่าหาว่าข้าแส่เรื่องของเจ้าเลยนะ แต่พี่สะใภ้ใหญ่กับแม่สามีของเจ้าได้ออกประกาศเตือนทุกคนในหมู่บ้านแล้ว พวกเขาลั่นวาจาว่าหากใครหน้าไหนกล้าซื้อรองเท้าจากครอบครัวเจ้าหรือเข้าไปข้องแวะกับพวกเจ้า พวกเขาจะทำให้คนๆ นั้นต้องชดใช้"
เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ มันต้องไม่จริงแน่ๆ นางรีบวิ่งพรวดพราดออกมาโดยแทบจะไม่ได้หยุดพักหายใจ
นางเฉินไม่อยากเชื่อเลยว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากแม่สามีและพี่สะใภ้ใหญ่ ตั้งแต่ที่นางได้พบกับสามีและแต่งงานเข้ามาในตระกูลถัง เขามักจะพร่ำบอกนางอยู่เสมอว่าพวกเขาต้องกตัญญู เชื่อฟังผู้อาวุโส และห้ามขัดใจพวกเขาเป็นอันขาด
แต่ทำไมตอนนี้พวกเขากลับปฏิบัติต่อครอบครัวนางเช่นนี้ล่ะ? พวกนางก็ยอมประนีประนอมให้แล้ว เงินบำนาญของสามีเกือบทั้งหมดก็ยกให้พวกเขาไปแล้ว แถมตอนที่แยกบ้าน พวกนางก็ไม่ได้เรียกร้องเงินสักแดงเดียว แล้วทำไมถึงยังต้องบีบคั้นพวกนางถึงขั้นนี้อีก?
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในหัวของนางอื้ออึงสับสนไปหมด
ถังหว่านหว่านกำลังรอคอยผู้เป็นแม่อยู่ที่บ้านด้วยความร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังมาจากนอกประตู และเห็นชายเสื้อที่คุ้นตา นางก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจพร้อมกับร้องเรียก "ท่านแม่!" ทว่าจังหวะที่สองแม่ลูกได้พบหน้าและยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำใด นางเฉินก็พลันหงายหลังล้มตึงลงไป
นางล้มลงกะทันหันเกินไป โชคดีที่ถังหว่านหว่านมือไวพอที่จะคว้าตัวนางไว้ได้ทัน แต่เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ถังหว่านหว่านเสียหลักและพากันล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นทั้งคู่
"โอ๊ย!" แผ่นหลังของถังหว่านหว่านกระแทกเข้ากับของแข็งบนพื้นอย่างจัง ทำเอานางร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
เสียงร้องด้วยความเจ็บของนางทำให้เด็กน้อยอีกสองคนที่อยู่ในบ้านตกใจ และรีบวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
"ท่านพี่!"
"ท่านแม่!"
"รีบพยุงท่านพี่ลุกขึ้นเร็ว" ด้วยความช่วยเหลือของถังหว่านหว่าน เด็กน้อยทั้งสองต่างช่วยกันดึงแขนดึงขาลากตัวนางเฉินเข้าไปในบ้าน
ถังหว่านหว่านใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ และในที่สุดนางก็สามารถยืดเอวที่เคล็ดยอกให้ตรงได้ แต่ก็ยังมีอาการบาดเจ็บหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเดินหรือแม้แต่หายใจก็ยังรู้สึกเจ็บร้าว
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ!
ทั้งหยิกจุดเหนือริมฝีปาก กรอกน้ำเข้าปาก ปั๊มหัวใจเป็นจังหวะด้วยมือที่ประสานกัน และตบหลัง ถังหว่านหว่านงัดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทุกอย่างที่มีออกมาใช้ ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดนางเฉินก็ค่อยๆ ลืมตาฟื้นขึ้นมา ทว่าใบหน้าของนางกลับซีดเผือดราวกับกระดาษ
ถังเสี่ยวอีและถังเสี่ยวโหรวยังเด็กนัก แต่เมื่อเห็นผู้เป็นแม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ก็พากันหวาดกลัว พวกเขายืนเงียบๆ อยู่ข้างถังหว่านหว่านด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดไม่แพ้กัน "ท่านพี่ ข้ากลัว"
"ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม? หน้าตาท่านดูน่ากลัวมากเลย" เด็กๆ มักไม่โกหก พวกเขาคิดอย่างไรก็พูดออกมาเช่นนั้น
เมื่อฟื้นขึ้นมาเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลทั้งสามอยู่ตรงหน้า ประกอบกับตระหนักได้ว่าอนาคตช่างมืดมนในขณะที่ตัวเองก็รู้สึกไร้กำลังโดยสิ้นเชิง นางจึงอยากจะตายๆ ไปให้พ้นเรื่องพ้นราว "อาหว่าน เจ้าช่วยแม่ไว้ทำไม? ทำไมไม่ปล่อยให้แม่ตามไปอยู่กับพ่อของเจ้าล่ะ?"
"ท่านแม่ อย่าพูดจาเหลวไหลเลย พวกเราทุกคนจะพ้นวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านกันแน่? เมื่อเช้าข้าเห็นท่านออกจากบ้านไปส่งรองเท้า แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธที่จะรับของอีกแล้วใช่หรือไม่?"
"ท่านย่ากับคนอื่นๆ เข้ามาจุ้นจ้านอีกแล้วใช่ไหม? นอกจากพวกเขาแล้ว เราก็ไม่มีศัตรูที่ไหนในหมู่บ้านนี้อีกเลยนะ" ในเมื่อวิญญาณที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้มาอาศัยอยู่ในร่างของถังหว่านหว่าน นางจึงมองเล่ห์เหลี่ยมของคนพวกนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
รองเท้าของท่านแม่ล้วนเป็นงานสั่งทำจากคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ราคาไม่แพงแถมคุณภาพยังดี จึงทำให้พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง หากแม่เฒ่าจางไม่คอยยึดเงินของพวกนางไป ครอบครัวของนางที่พึ่งพารายได้จากเจ้าของร่างเดิมและท่านแม่ ก็คงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้มาก
วันนี้นางเฉินออกไปตั้งนาน แต่กลับต้องเป็นลมล้มพับด้วยความโกรธแค้นโดยที่ขายรองเท้าไม่ได้เลยสักคู่ เห็นได้ชัดว่านางต้องเผชิญกับความอยุติธรรมอย่างแสนสาหัส แค่คิดว่านางต้องถูกรังแกมาหนักหนาเพียงใดก็พอจะเดาออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
นางเฉินค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ถังเสี่ยวอีและถังเสี่ยวโหรวเห็นผู้เป็นแม่ฟื้นแล้วก็รีบเข้าไปซุกตัวอิงแอบเพื่อปลอบโยน นางเฉินสวมกอดพี่น้องทั้งสองแล้วลอบร้องไห้เงียบๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยขึ้นมาว่า "อาหว่าน ไม่ว่ายังไง แม่ก็จะไม่ยอมทนดูพวกเจ้าอดตายหรอก รอให้แม่หายเหนื่อยสักหน่อย แม่จะไปหาพวกนั้นและทวงถามให้รู้เรื่อง พวกเขาจะมารังแกกันแบบนี้ไม่ได้"
"ท่านแม่ ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว และไม่ต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น แค่รอข้าอยู่ที่นี่ก็พอ" พูดจบ ถังหว่านหว่านก็วิ่งพรวดพราดออกไปนอกประตูทันที ท่าทีตอนที่นางจากไปนั้นราวกับแฝงไปด้วยจิตสังหารบางเบา ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยแสดงออกมาก่อนเลย