เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ทำการค้า

บทที่ 17 ทำการค้า

บทที่ 17 ทำการค้า


บทที่ 17 ทำการค้า

ในยุคสมัยนี้ กรรมวิธีการแปรรูปถั่วเหลืองยังไม่ละเอียดประณีตนัก ทำให้เวลากินรู้สึกสากคอและรสชาติไม่เอาไหน ดังนั้นชาวบ้านจึงกินถั่วเหลืองเฉพาะช่วงข้าวยากหมากแพง หรือเวลาที่ครอบครัวยากจนข้นแค้นจนไม่มีเงินซื้อข้าวสาลีเท่านั้น

นั่นคือสาเหตุที่นางเหลียงพูดเช่นนั้นออกมา

จ้าวเหลยกวงส่ายหน้าและเดินไปทำความสะอาดโม่หิน เนื่องจากจ้าวตงเพิ่งบดถั่วที่แช่น้ำไว้ เขาจึงต้องทำความสะอาดโม่หินให้เรียบร้อย

นางเหลียงเบะปากและเริ่มซุบซิบนินทาอีกครั้ง "ข้าได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าครอบครัวของจ้าวตงใช้ชีวิตไม่รู้จักประมาณตนเลย ช่วงเวลายากลำบากแท้ๆ เขากลับยังซื้อลูกอมให้ลูกสาวกิน นี่เจ้าคิดว่าเขาเอาแป้งไปขายเพื่อซื้อลูกอมให้นางหรือเปล่า?"

จ้าวเหลยกวงก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตน ไม่ได้ตอบโต้นาง นางเหลียงจึงพูดต่อไปฝ่ายเดียว

"ถ้าให้ข้าพูดนะ ท่านพ่อไม่ควรให้พวกเขายืมแป้งเลย ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะมีปัญญาหามาคืนได้หรือไม่? แล้วถ้าเกิดวันหน้าพวกเขามาเกาะพวกเรากินล่ะ? พวกเราควรไปตีสนิทกับครอบครัวของท่านป้าหวังมากกว่า ลูกชายของนางมีอนาคตไกลที่สุดในหมู่บ้าน แถมถ้าหลานชายของนางได้เป็นขุนนางในวันข้างหน้า ก็จะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวเราด้วย เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?"

นางพร่ำพูดอยู่นาน แต่เมื่อเห็นว่าสามีเอาแต่เมินเฉย นางเหลียงก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความหงุดหงิดพลางตีแขนจ้าวเหลยกวง "นี่ ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ ได้ยินหรือไม่?"

"ข้าก็ฟังอยู่นี่ไง" จ้าวเหลยกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก "ขอบอกไว้ก่อนนะ วันหน้าวันหลังก็เพลาๆ เรื่องพวกนี้ลงบ้าง ถ้าท่านพ่อมาได้ยินเข้า เขาต้องโกรธแน่"

"อีกอย่าง ท่านพ่อก็มีเหตุผลของเขา ข้ากลับคิดว่าท่านพ่อทำถูกแล้ว น้องตงเป็นคนดี รักพวกพ้องและมีน้ำใจ ตอนนี้เขากำลังตกระกำลำบาก และในเมื่อครอบครัวเราเป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน การยื่นมือเข้าช่วยก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว ต่อไปเจ้าก็เลิกเอาเรื่องชาวบ้านไปซุบซิบนินทาข้างนอกเสียที"

เมื่อถูกสามีตำหนิ นางเหลียงก็รู้สึกหน้าม้าน จึงทำฮึดฮัดและเงียบเสียงไป

จ้าวตงที่เดินจากมาไกลแล้วย่อมไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ และถึงจะได้ยิน เขาก็คงไม่เก็บมาใส่ใจนัก

เมื่อกลับถึงบ้าน ซุนเหมยก็ตื่นนอนและกำลังล้างหน้าล้างตาอยู่ที่ลานบ้านแล้ว

เมื่อเห็นจ้าวตงจอดรถเข็น นางก็รีบเข้าไปช่วยยกน้ำเต้าหู้เข้าไปในครัว หลังจากนั้น นางก็ปิดประตูบ้าน ดึงแขนจ้าวตงหลบไปด้านข้าง แล้วเดินนำไปยังแปลงผักด้วยท่าทางลึกลับ "ท่านพี่ ดูผักพวกนี้สิ มันโตกว่าเมื่อคืนตั้งเยอะเลยว่าไหม?"

จ้าวตงมองตามแล้วก็ต้องตะลึงงันเช่นกัน

แม้ว่าผักส่วนใหญ่ในสวนจะยังโตไม่เต็มที่จนเก็บกินได้ แต่มันก็โตขึ้นกว่าเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด

พวกมันจะโตพรวดพราดขนาดนี้ได้ในชั่วข้ามคืนเชียวหรือ?

จ้าวตงอุทานด้วยความประหลาดใจ "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?"

ซุนเหมยเป็นนักอ่านตัวยง จินตนาการของนางจึงเตลิดเปิดเปิงไปไกลในทันที นางกระซิบถาม "จำตอนที่ลูกสาวเรารดน้ำผักเมื่อคืนได้หรือไม่?"

จ้าวตงมีสีหน้างุนงง "จำได้สิ แล้วมันทำไมหรือ?"

ซุนเหมยกลอกตาใส่เขา "ทีอย่างนี้ล่ะมาบ่นว่าข้าชอบอ่านนิยาย! สถานการณ์แบบนี้มันต้องเป็นนิ้วทองคำของลูกสาวเราแน่ๆ ในนิยายเขาก็เขียนกันแบบนี้แหละ คงจะเป็นพลังปลาคาร์ปนำโชคอะไรทำนองนั้นที่ทำให้สมปรารถนาได้"

เมื่อเห็นสีหน้าแคลงใจของจ้าวตง ซุนเหมยก็ยักไหล่ "ท่านไม่เชื่อข้าหรือ? ถ้าอย่างนั้นท่านลองอธิบายมาสิว่าทำไมผักพวกนี้ถึงโตขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน?"

จ้าวตงรีบยิ้มประจบ "ข้าจะกล้าไม่เชื่อภรรยาคนดีของข้าได้อย่างไรเล่า?"

พูดจบ สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้น "แต่ว่านะ ไม่ว่าจะเป็นนิ้วทองคำหรือนิ้วเงิน อะไรก็ตามแต่ เรื่องนี้จะต้องถูกเก็บเป็นความลับ ห้ามให้บุคคลที่สี่ล่วงรู้โดยเด็ดขาด"

"ใช่ๆๆ" ซุนเหมยพยักหน้ารัวๆ "เดี๋ยวข้าจะไปกำชับถงถง บอกนางว่าห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก"

จ้าวตงพยักหน้ารับ "เราจะประมาทเรื่องนี้ไม่ได้ ประเดี๋ยวข้าจะขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่มาล้อมรั้วสวนผักเอาไว้ เวลาเราเปิดประตูบ้าน คนภายนอกจะได้มองไม่เห็นผักที่อยู่ข้างใน"

ด้วยเหตุนี้ จ้าวตงที่เพิ่งกลับจากการโม่น้ำเต้าหู้ยังไม่ทันได้พักเหนื่อย ก็ต้องรีบออกเดินทางไปตัดไม้ไผ่มาทำรั้วทันที

...

วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันที่ยุ่งที่สุดตั้งแต่พวกเขาทะลุมิติมา

หลังอาหารเช้า ซุนเหมยและจ้าวตงก็เริ่มเหลาไม้ไผ่และสร้างรั้วในลานบ้าน พวกเขายุ่งกันจนเกือบเที่ยง เมื่อถึงเวลาที่ซุนเหมยต้องไปทำอาหารที่สถานศึกษา จ้าวตงก็เดินทางไปยังบ้านของช่างไม้หวังที่ท้ายหมู่บ้านเพื่อสั่งทำแม่พิมพ์เต้าหู้

เนื่องจากของพรรค์นี้ไม่มีในยุคนี้ จ้าวตงจึงกังวลว่าช่างไม้จะไม่รู้วิธีทำ เขาจึงวาดแบบและอธิบายอย่างละเอียด จนกระทั่งช่างไม้หวังทำอันแรกสำเร็จ จ้าวตงถึงได้วางใจและขอตัวกลับ

เขาสั่งทำแม่พิมพ์ทั้งหมด 20 ชุด เขากลัวว่าจะทำไม่เสร็จภายในวันเดียว จึงคาดว่าพรุ่งนี้คงต้องมารับของ

อย่างไรก็ตาม จ้าวตงได้นำแม่พิมพ์กลับมาใช้งานก่อน 1 ชุด

เมื่อออกจากบ้านของช่างไม้หวัง จ้าวตงไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่แวะไปหาช่างตีเหล็กจ้าวในหมู่บ้านเพื่อสั่งทำกระทะเหล็กใบใหญ่

ซุนเหมยกลับมาจากการทำอาหารที่สถานศึกษา และไม่ปล่อยให้ตัวเองได้พัก นางลงมือทำเต้าหู้ต่อในทันที

ขั้นตอนการทำเต้าหู้นั้นเรียบง่ายมาก ขั้นแรกต้องนำน้ำเต้าหู้ที่โม่แล้วมากรอง ซุนเหมยไม่ได้ทิ้งกากถั่วเหลือง นางนำไปผัดกับต้นหอมแล้วห่อด้วยแผ่นแป้งบางๆ ไว้รับประทาน ซึ่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นน่ากินทีเดียว

น้ำที่กรองได้คือน้ำเต้าหู้ และขั้นตอนต่อไปคือการนำไปต้ม การต้มน้ำเต้าหู้ก็ต้องอาศัยเทคนิคเช่นกัน ห้ามใช้เวลาต้มนานเกินไป มิฉะนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำเต้าหู้

หลังจากต้มสุกแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ผงยิปซัมที่เตรียมไว้มาทำให้เนื้อเต้าหู้จับตัวกัน เทคนิคการใช้ยิปซัมนั้นต้องอาศัยประสบการณ์และความคุ้นเคย ไม่สามารถสอนกันได้ง่ายๆ เต้าหู้จะออกมาเนื้อแข็งหรืออ่อนนุ่ม ล้วนขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและความชำนาญ

ซุนเหมยเคยเรียนรู้เรื่องนี้มาแล้วในชีวิตก่อน นางจึงจัดการมันได้อย่างคล่องแคล่ว

นางทำออกมาทั้งหมด 2 ชนิด คือเต้าหู้ 1 แม่พิมพ์ และเต้าฮวยอีก 1 กะละมัง

เมื่อจ้าวตงกลับมาถึง ก็เป็นช่วงเวลาที่เต้าหู้เซ็ตตัวพอดี แม่พิมพ์เต้าหู้ที่เขานำกลับมาด้วยจึงได้ใช้ประโยชน์ทันที

จ้าวตงขอให้ช่างไม้แกะสลักลวดลายที่ก้นแม่พิมพ์ เป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ 4 แถว 5 คอลัมน์ หลังจากเต้าหู้เซ็ตตัวแล้ว บนผิวเต้าหู้ก็จะมีลวดลายปรากฏขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ง่ายต่อการตัดเต้าหู้ในภายหลัง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เต้าหู้ก็จับตัวเป็นก้อน

เมื่อยกแผ่นไม้กดทับออกและเปิดผ้าขาวบางดู เต้าหู้สีขาวอวบนุ่มนิ่มก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์!

ซุนเหมยยังได้เตรียมน้ำจิ้มสูตรลับสำหรับกินคู่กับเต้าฮวยไว้ด้วย อันที่จริง นางเคยคิดจะทำแบบหวานซึ่งมันสะดวกกว่ามาก แค่โรยน้ำตาลทรายขาวลงไปก็จบ แต่น้ำตาลทรายที่นี่ราคาแพงหูฉี่

ตามที่จ้าวตงบอก น้ำตาลที่ขายในตลาดราคาแพงถึง 26 เหวินต่อจิน แม้นางจะมีน้ำตาลตุนไว้ในมิติเก็บของอยู่บ้าง แต่ซุนเหมยก็อยากเก็บไว้กินเองในครอบครัวมากกว่า

ทำเป็นรสเค็มก็ดีเหมือนกัน คนทางตอนเหนือส่วนใหญ่มักจะชอบเต้าฮวยรสเค็มอยู่แล้ว

ก่อนที่ซุนเหมยจะตัดเต้าหู้ จ้าวตงได้ชั่งน้ำหนักและลองคำนวณดู ถั่ว 1 จินสามารถทำเต้าหู้ได้ประมาณ 3 จิน หากนำไปทำเต้าฮวย ถั่ว 1 จินจะทำเต้าฮวยได้ถึง 12.5 จิน ซึ่งแบ่งตักได้ 18 ชาม

ตามราคาที่พวกเขาตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เต้าหู้ 1 จินจะขายในราคา 3 เหวิน และเต้าฮวยชามละ 1 เหวิน

ในเมื่อตอนนี้ต้นทุนของถั่วเหลืองอยู่ที่เพียง 1 เหวินต่อจิน เมื่อคำนวณดูแล้ว กำไรที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่ๆ ซุนเหมยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย

จ้าวตงกล่าวว่า "เก็บไว้กินเองคืนนี้สักก้อนเถอะ ส่วนที่เหลือก็เอาไปแจกจ่าย เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้าน สือโถว และคนอื่นๆ บ้าง"

"ตกลง"

เมื่อคืนนี้ จ้าวตงได้ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะนำไปแจกให้ใครบ้าง

เขาต้องแบ่งไปให้ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านอย่างแน่นอน ตั้งแต่พวกเขาแยกบ้านออกมา ผู้ใหญ่บ้านก็คอยดูแลครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี อีกทั้งครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านยังเป็นที่เคารพนับถือและไว้ใจได้

จ้าวตงยังตั้งใจจะแบ่งไปให้ครอบครัวของจ้าวคนขายเนื้อด้วย

แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันนัก แต่เขาก็ได้พบกับจ้าวคนขายเนื้อที่กำลังขายเนื้ออยู่ในตลาดตอนที่เขาเดินทางไปครั้งล่าสุด แม้ชายคนนี้จะดูหยาบกระด้างและบึกบึน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนใจดีและใส่ใจผู้อื่นทีเดียว

เมื่อรู้ว่าเขากำลังวางแผนจะทำค้าขาย ชายคนนั้นก็อธิบายข้อควรระวังต่างๆ ในการทำธุรกิจให้ฟังอย่างกระตือรือร้น จ้าวตงจึงรู้สึกว่าเขาสามารถไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยเป็นหูเป็นตาให้ได้

--

หลังจากตัดแบ่งเรียบร้อยแล้ว ซุนเหมยก็นำเต้าหู้และเต้าฮวยที่เตรียมไว้อย่างละ 1 ชาม มุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเป็นที่แรก

นางเถียน สะใภ้ใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านกำลังดึงแขนลูกชายและสั่งสอนเขาอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นซุนเหมยเดินเข้ามา ในที่สุดนางก็ยอมปล่อยมือ เด็กน้อยราวกับสวรรค์มาโปรด รีบวิ่งพรวดพราดกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว

จบบทที่ บทที่ 17 ทำการค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว