- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นสาวชาวนาพร้อมมิติลับ
- บทที่ 17 ทำการค้า
บทที่ 17 ทำการค้า
บทที่ 17 ทำการค้า
บทที่ 17 ทำการค้า
ในยุคสมัยนี้ กรรมวิธีการแปรรูปถั่วเหลืองยังไม่ละเอียดประณีตนัก ทำให้เวลากินรู้สึกสากคอและรสชาติไม่เอาไหน ดังนั้นชาวบ้านจึงกินถั่วเหลืองเฉพาะช่วงข้าวยากหมากแพง หรือเวลาที่ครอบครัวยากจนข้นแค้นจนไม่มีเงินซื้อข้าวสาลีเท่านั้น
นั่นคือสาเหตุที่นางเหลียงพูดเช่นนั้นออกมา
จ้าวเหลยกวงส่ายหน้าและเดินไปทำความสะอาดโม่หิน เนื่องจากจ้าวตงเพิ่งบดถั่วที่แช่น้ำไว้ เขาจึงต้องทำความสะอาดโม่หินให้เรียบร้อย
นางเหลียงเบะปากและเริ่มซุบซิบนินทาอีกครั้ง "ข้าได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าครอบครัวของจ้าวตงใช้ชีวิตไม่รู้จักประมาณตนเลย ช่วงเวลายากลำบากแท้ๆ เขากลับยังซื้อลูกอมให้ลูกสาวกิน นี่เจ้าคิดว่าเขาเอาแป้งไปขายเพื่อซื้อลูกอมให้นางหรือเปล่า?"
จ้าวเหลยกวงก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตน ไม่ได้ตอบโต้นาง นางเหลียงจึงพูดต่อไปฝ่ายเดียว
"ถ้าให้ข้าพูดนะ ท่านพ่อไม่ควรให้พวกเขายืมแป้งเลย ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะมีปัญญาหามาคืนได้หรือไม่? แล้วถ้าเกิดวันหน้าพวกเขามาเกาะพวกเรากินล่ะ? พวกเราควรไปตีสนิทกับครอบครัวของท่านป้าหวังมากกว่า ลูกชายของนางมีอนาคตไกลที่สุดในหมู่บ้าน แถมถ้าหลานชายของนางได้เป็นขุนนางในวันข้างหน้า ก็จะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวเราด้วย เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?"
นางพร่ำพูดอยู่นาน แต่เมื่อเห็นว่าสามีเอาแต่เมินเฉย นางเหลียงก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความหงุดหงิดพลางตีแขนจ้าวเหลยกวง "นี่ ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ ได้ยินหรือไม่?"
"ข้าก็ฟังอยู่นี่ไง" จ้าวเหลยกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก "ขอบอกไว้ก่อนนะ วันหน้าวันหลังก็เพลาๆ เรื่องพวกนี้ลงบ้าง ถ้าท่านพ่อมาได้ยินเข้า เขาต้องโกรธแน่"
"อีกอย่าง ท่านพ่อก็มีเหตุผลของเขา ข้ากลับคิดว่าท่านพ่อทำถูกแล้ว น้องตงเป็นคนดี รักพวกพ้องและมีน้ำใจ ตอนนี้เขากำลังตกระกำลำบาก และในเมื่อครอบครัวเราเป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน การยื่นมือเข้าช่วยก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว ต่อไปเจ้าก็เลิกเอาเรื่องชาวบ้านไปซุบซิบนินทาข้างนอกเสียที"
เมื่อถูกสามีตำหนิ นางเหลียงก็รู้สึกหน้าม้าน จึงทำฮึดฮัดและเงียบเสียงไป
จ้าวตงที่เดินจากมาไกลแล้วย่อมไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ และถึงจะได้ยิน เขาก็คงไม่เก็บมาใส่ใจนัก
เมื่อกลับถึงบ้าน ซุนเหมยก็ตื่นนอนและกำลังล้างหน้าล้างตาอยู่ที่ลานบ้านแล้ว
เมื่อเห็นจ้าวตงจอดรถเข็น นางก็รีบเข้าไปช่วยยกน้ำเต้าหู้เข้าไปในครัว หลังจากนั้น นางก็ปิดประตูบ้าน ดึงแขนจ้าวตงหลบไปด้านข้าง แล้วเดินนำไปยังแปลงผักด้วยท่าทางลึกลับ "ท่านพี่ ดูผักพวกนี้สิ มันโตกว่าเมื่อคืนตั้งเยอะเลยว่าไหม?"
จ้าวตงมองตามแล้วก็ต้องตะลึงงันเช่นกัน
แม้ว่าผักส่วนใหญ่ในสวนจะยังโตไม่เต็มที่จนเก็บกินได้ แต่มันก็โตขึ้นกว่าเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด
พวกมันจะโตพรวดพราดขนาดนี้ได้ในชั่วข้ามคืนเชียวหรือ?
จ้าวตงอุทานด้วยความประหลาดใจ "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?"
ซุนเหมยเป็นนักอ่านตัวยง จินตนาการของนางจึงเตลิดเปิดเปิงไปไกลในทันที นางกระซิบถาม "จำตอนที่ลูกสาวเรารดน้ำผักเมื่อคืนได้หรือไม่?"
จ้าวตงมีสีหน้างุนงง "จำได้สิ แล้วมันทำไมหรือ?"
ซุนเหมยกลอกตาใส่เขา "ทีอย่างนี้ล่ะมาบ่นว่าข้าชอบอ่านนิยาย! สถานการณ์แบบนี้มันต้องเป็นนิ้วทองคำของลูกสาวเราแน่ๆ ในนิยายเขาก็เขียนกันแบบนี้แหละ คงจะเป็นพลังปลาคาร์ปนำโชคอะไรทำนองนั้นที่ทำให้สมปรารถนาได้"
เมื่อเห็นสีหน้าแคลงใจของจ้าวตง ซุนเหมยก็ยักไหล่ "ท่านไม่เชื่อข้าหรือ? ถ้าอย่างนั้นท่านลองอธิบายมาสิว่าทำไมผักพวกนี้ถึงโตขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน?"
จ้าวตงรีบยิ้มประจบ "ข้าจะกล้าไม่เชื่อภรรยาคนดีของข้าได้อย่างไรเล่า?"
พูดจบ สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้น "แต่ว่านะ ไม่ว่าจะเป็นนิ้วทองคำหรือนิ้วเงิน อะไรก็ตามแต่ เรื่องนี้จะต้องถูกเก็บเป็นความลับ ห้ามให้บุคคลที่สี่ล่วงรู้โดยเด็ดขาด"
"ใช่ๆๆ" ซุนเหมยพยักหน้ารัวๆ "เดี๋ยวข้าจะไปกำชับถงถง บอกนางว่าห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก"
จ้าวตงพยักหน้ารับ "เราจะประมาทเรื่องนี้ไม่ได้ ประเดี๋ยวข้าจะขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่มาล้อมรั้วสวนผักเอาไว้ เวลาเราเปิดประตูบ้าน คนภายนอกจะได้มองไม่เห็นผักที่อยู่ข้างใน"
ด้วยเหตุนี้ จ้าวตงที่เพิ่งกลับจากการโม่น้ำเต้าหู้ยังไม่ทันได้พักเหนื่อย ก็ต้องรีบออกเดินทางไปตัดไม้ไผ่มาทำรั้วทันที
...
วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันที่ยุ่งที่สุดตั้งแต่พวกเขาทะลุมิติมา
หลังอาหารเช้า ซุนเหมยและจ้าวตงก็เริ่มเหลาไม้ไผ่และสร้างรั้วในลานบ้าน พวกเขายุ่งกันจนเกือบเที่ยง เมื่อถึงเวลาที่ซุนเหมยต้องไปทำอาหารที่สถานศึกษา จ้าวตงก็เดินทางไปยังบ้านของช่างไม้หวังที่ท้ายหมู่บ้านเพื่อสั่งทำแม่พิมพ์เต้าหู้
เนื่องจากของพรรค์นี้ไม่มีในยุคนี้ จ้าวตงจึงกังวลว่าช่างไม้จะไม่รู้วิธีทำ เขาจึงวาดแบบและอธิบายอย่างละเอียด จนกระทั่งช่างไม้หวังทำอันแรกสำเร็จ จ้าวตงถึงได้วางใจและขอตัวกลับ
เขาสั่งทำแม่พิมพ์ทั้งหมด 20 ชุด เขากลัวว่าจะทำไม่เสร็จภายในวันเดียว จึงคาดว่าพรุ่งนี้คงต้องมารับของ
อย่างไรก็ตาม จ้าวตงได้นำแม่พิมพ์กลับมาใช้งานก่อน 1 ชุด
เมื่อออกจากบ้านของช่างไม้หวัง จ้าวตงไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่แวะไปหาช่างตีเหล็กจ้าวในหมู่บ้านเพื่อสั่งทำกระทะเหล็กใบใหญ่
ซุนเหมยกลับมาจากการทำอาหารที่สถานศึกษา และไม่ปล่อยให้ตัวเองได้พัก นางลงมือทำเต้าหู้ต่อในทันที
ขั้นตอนการทำเต้าหู้นั้นเรียบง่ายมาก ขั้นแรกต้องนำน้ำเต้าหู้ที่โม่แล้วมากรอง ซุนเหมยไม่ได้ทิ้งกากถั่วเหลือง นางนำไปผัดกับต้นหอมแล้วห่อด้วยแผ่นแป้งบางๆ ไว้รับประทาน ซึ่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นน่ากินทีเดียว
น้ำที่กรองได้คือน้ำเต้าหู้ และขั้นตอนต่อไปคือการนำไปต้ม การต้มน้ำเต้าหู้ก็ต้องอาศัยเทคนิคเช่นกัน ห้ามใช้เวลาต้มนานเกินไป มิฉะนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพของน้ำเต้าหู้
หลังจากต้มสุกแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ผงยิปซัมที่เตรียมไว้มาทำให้เนื้อเต้าหู้จับตัวกัน เทคนิคการใช้ยิปซัมนั้นต้องอาศัยประสบการณ์และความคุ้นเคย ไม่สามารถสอนกันได้ง่ายๆ เต้าหู้จะออกมาเนื้อแข็งหรืออ่อนนุ่ม ล้วนขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและความชำนาญ
ซุนเหมยเคยเรียนรู้เรื่องนี้มาแล้วในชีวิตก่อน นางจึงจัดการมันได้อย่างคล่องแคล่ว
นางทำออกมาทั้งหมด 2 ชนิด คือเต้าหู้ 1 แม่พิมพ์ และเต้าฮวยอีก 1 กะละมัง
เมื่อจ้าวตงกลับมาถึง ก็เป็นช่วงเวลาที่เต้าหู้เซ็ตตัวพอดี แม่พิมพ์เต้าหู้ที่เขานำกลับมาด้วยจึงได้ใช้ประโยชน์ทันที
จ้าวตงขอให้ช่างไม้แกะสลักลวดลายที่ก้นแม่พิมพ์ เป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ 4 แถว 5 คอลัมน์ หลังจากเต้าหู้เซ็ตตัวแล้ว บนผิวเต้าหู้ก็จะมีลวดลายปรากฏขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ง่ายต่อการตัดเต้าหู้ในภายหลัง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เต้าหู้ก็จับตัวเป็นก้อน
เมื่อยกแผ่นไม้กดทับออกและเปิดผ้าขาวบางดู เต้าหู้สีขาวอวบนุ่มนิ่มก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์!
ซุนเหมยยังได้เตรียมน้ำจิ้มสูตรลับสำหรับกินคู่กับเต้าฮวยไว้ด้วย อันที่จริง นางเคยคิดจะทำแบบหวานซึ่งมันสะดวกกว่ามาก แค่โรยน้ำตาลทรายขาวลงไปก็จบ แต่น้ำตาลทรายที่นี่ราคาแพงหูฉี่
ตามที่จ้าวตงบอก น้ำตาลที่ขายในตลาดราคาแพงถึง 26 เหวินต่อจิน แม้นางจะมีน้ำตาลตุนไว้ในมิติเก็บของอยู่บ้าง แต่ซุนเหมยก็อยากเก็บไว้กินเองในครอบครัวมากกว่า
ทำเป็นรสเค็มก็ดีเหมือนกัน คนทางตอนเหนือส่วนใหญ่มักจะชอบเต้าฮวยรสเค็มอยู่แล้ว
ก่อนที่ซุนเหมยจะตัดเต้าหู้ จ้าวตงได้ชั่งน้ำหนักและลองคำนวณดู ถั่ว 1 จินสามารถทำเต้าหู้ได้ประมาณ 3 จิน หากนำไปทำเต้าฮวย ถั่ว 1 จินจะทำเต้าฮวยได้ถึง 12.5 จิน ซึ่งแบ่งตักได้ 18 ชาม
ตามราคาที่พวกเขาตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เต้าหู้ 1 จินจะขายในราคา 3 เหวิน และเต้าฮวยชามละ 1 เหวิน
ในเมื่อตอนนี้ต้นทุนของถั่วเหลืองอยู่ที่เพียง 1 เหวินต่อจิน เมื่อคำนวณดูแล้ว กำไรที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่ๆ ซุนเหมยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
จ้าวตงกล่าวว่า "เก็บไว้กินเองคืนนี้สักก้อนเถอะ ส่วนที่เหลือก็เอาไปแจกจ่าย เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้าน สือโถว และคนอื่นๆ บ้าง"
"ตกลง"
เมื่อคืนนี้ จ้าวตงได้ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะนำไปแจกให้ใครบ้าง
เขาต้องแบ่งไปให้ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านอย่างแน่นอน ตั้งแต่พวกเขาแยกบ้านออกมา ผู้ใหญ่บ้านก็คอยดูแลครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี อีกทั้งครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านยังเป็นที่เคารพนับถือและไว้ใจได้
จ้าวตงยังตั้งใจจะแบ่งไปให้ครอบครัวของจ้าวคนขายเนื้อด้วย
แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันนัก แต่เขาก็ได้พบกับจ้าวคนขายเนื้อที่กำลังขายเนื้ออยู่ในตลาดตอนที่เขาเดินทางไปครั้งล่าสุด แม้ชายคนนี้จะดูหยาบกระด้างและบึกบึน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนใจดีและใส่ใจผู้อื่นทีเดียว
เมื่อรู้ว่าเขากำลังวางแผนจะทำค้าขาย ชายคนนั้นก็อธิบายข้อควรระวังต่างๆ ในการทำธุรกิจให้ฟังอย่างกระตือรือร้น จ้าวตงจึงรู้สึกว่าเขาสามารถไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยเป็นหูเป็นตาให้ได้
--
หลังจากตัดแบ่งเรียบร้อยแล้ว ซุนเหมยก็นำเต้าหู้และเต้าฮวยที่เตรียมไว้อย่างละ 1 ชาม มุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเป็นที่แรก
นางเถียน สะใภ้ใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านกำลังดึงแขนลูกชายและสั่งสอนเขาอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นซุนเหมยเดินเข้ามา ในที่สุดนางก็ยอมปล่อยมือ เด็กน้อยราวกับสวรรค์มาโปรด รีบวิ่งพรวดพราดกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว