เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - ตีฝ่าวงล้อม

บทที่ 39 - ตีฝ่าวงล้อม

บทที่ 39 - ตีฝ่าวงล้อม


บทที่ 39 - ตีฝ่าวงล้อม

เปลวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวกลืนกินทุกสิ่งอย่าง ทั้งเสียงระเบิด ความเจ็บปวดแปลบปลาบ เสียงกรีดร้อง เสียงครวญคราง รวมถึงแรงอัดมหาศาลที่ส่งมาจากรอบข้าง ทำให้ร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งของจ้าวเฟิงในตอนนี้กลับเป็นเหมือนดั่งปุยฝ้ายที่ลอยคว้างไปตามลมจนยากจะควบคุมตัวเองได้

ภาพสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในสติสัมปชัญญะของจ้าวเฟิงคือเปลวเพลิงสีแดงฉานที่แผ่เต็มหน้า แม้คลื่นความร้อนที่ปะทะเข้ามาจะลวกจนแก้มของจ้าวเฟิงปวดแสบปวดร้อน แต่สิ่งที่อยู่ในใจของเขาตอนนี้กลับเป็น "ข้าทำสำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?"

วิธีการที่คล้ายกับ "อาคม" เช่นนี้ หากในอนาคตสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานรูปแบบอื่นๆ ได้อีก ย่อมต้องส่งผลมหาศาลในสนามรบอย่างแน่นอน ส่วนพวกที่แข็งแกร่งขนาดทลายเมืองได้ด้วยตัวคนเดียว หรือพวกที่ร่ำลือกันว่าสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้นั้น วิธีการที่พวกเขาครอบครองอยู่ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าความสามารถด้านอาคมที่จ้าวเฟิงแสดงออกมาในสภาวะความกดดันขีดสุดนี้อย่างแน่นอน!

หลังจากนั้น ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมทุกสิ่ง

...

เมื่อสติของจ้าวเฟิงค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏขึ้นคือทิวทัศน์ของที่ราบสูง บนพื้นดินมีต้นหญ้าขึ้นอยู่ประปราย ส่วนที่เส้นขอบฟ้าไกลออกไปคือแนวเทือกเขาหิมะ

จ้าวเฟิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยความหนาวเหน็บ ด้วยสภาพร่างกายของเขาประกอบกับการฝึกเคล็ดดาราต้นกำเนิด การที่จะรู้สึกหนาวได้ขนาดนี้ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

ทว่าหลังจากตื่นขึ้นมา นอกจากความหนาวแล้ว สิ่งที่ตามมาติดๆ และเข้าจู่โจมไปทั่วร่างก็คือความเจ็บปวดที่ยากจะระงับ จ้าวเฟิงรู้สึกราวกับร่างกายถูกฉีกกระชาก ความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาในพริบตานั้นทำให้ชายชาติทหารอย่างเขาถึงกับมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

อย่างไรก็ตาม จ้าวเฟิงไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ในตอนนี้เขากำลังสังเกตสิ่งต่างๆ รอบกาย กองทัพในตอนนี้คงจะตีฝ่าวงล้อมออกมาได้แล้ว เวลานี้จ้าวเฟิงกำลังถูกเหยาเอ้อร์หนิวแบกอยู่บนหลัง โดยมีจางเหม่ยเหลียนเดินตามอยู่ข้างๆ ส่วนด้านหน้าและด้านหลังมีเหล่าทหารและทาสเหมืองผู้ลี้ภัยเดินตามกันมาอย่างเบาบาง

ลมหนาวที่จ้าวเฟิงสัมผัสได้นั้นพัดมาจากทิศเฉียง ที่นี่กลายเป็นภูมิประเทศแบบที่ราบสูงไปแล้ว จึงมีลมหนาวพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ อย่างดีที่ตอนนี้ร่างกายของจ้าวเฟิงยังมีเสื้อหนังราชาหมาป่าคลุมอยู่ แต่ชาวมอนทอกคนอื่นๆ รอบกาย โดยเฉพาะพวกผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไม่ได้โชคดีเช่นนี้ ร่างกายของหลายคนกำลังสั่นสะท้านด้วยความหนาว

เมื่อลมเย็นพัดมา จางเหม่ยเหลียนก็ก้าวเข้ามาจัดปกเสื้อของจ้าวเฟิงให้กระชับขึ้น ในขณะเดียวกันเธอก็สังเกตเห็นว่าจ้าวเฟิงลืมตาขึ้นแล้ว ใบหน้าที่มีสีระเรื่อเพราะความหนาวเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดีทันที จางเหม่ยเหลียนรีบถามขึ้นว่า "คุณตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?"

พูดพลางเธอก็ใช้หลังมือแตะที่หน้าผากของจ้าวเฟิงเบาๆ

"เพิ่งตื่น" จ้าวเฟิงตอบ "ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน? ความสูญเสียเป็นยังไงบ้าง?"

น้ำเสียงของจ้าวเฟิงในตอนนี้แหบพร่าอย่างมาก ทุกคำที่พูดออกมาเหมือนมีใบมีดคอยขูดที่ลำคอ เมื่อประกอบกับความเจ็บปวดที่แผ่ไปทั่วร่างแล้ว ความรู้สึกนี้... ช่างซาบซ่านสะท้านรวงยิ่งนัก

จางเหม่ยเหลียนเห็นว่าจ้าวเฟิงเริ่มมีสติมากขึ้นแล้ว จึงรีบรายงานสถานการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมาให้เขาทราบ ใช่แล้ว สองวัน จ้าวเฟิงสลบไสลไปนานถึงสองวันเต็มๆ ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยสะเก็ดระเบิดและรอยไหม้ แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือแรงกระแทกจากการระเบิดของผลึกต้นกำเนิดระดับกลางสิบกว่าก้อนที่สร้างความเสียหายต่อร่างกายของเขา

คุณหมอจางที่ร่วมทัพมาด้วยบอกว่า กระดูกทั่วร่างของจ้าวเฟิงหักถึงสิบเจ็ดจุด ในสภาพเช่นนี้แล้วยังไม่ตายและรักษาสีวิตไว้ได้ ต้องยกความดีความชอบให้แก่สภาพร่างกายที่แข็งแกร่งของจ้าวเฟิง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาฝึกเคล็ดดาราต้นกำเนิด ภาคเสริม แม้จะอยู่ในสภาวะหมดสติ แต่กระแสพลังนิวาตสายหนึ่งยังคงโคจรอยู่ในร่างของเขาโดยอัตโนมัติ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เคล็ดดาราต้นกำเนิดของจ้าวเฟิงดูเหมือนจะบรรลุถึงขั้นที่สามหลังผ่านศึกหนักครั้งนี้ คุณหมอจางบอกว่าจ้าวเฟิงมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง คล้ายกับว่าภายในร่างมีพลังแห่งการฟื้นฟูที่พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ซึ่งความจริงแล้วมันก็คือผลจากการที่เคล็ดดาราต้นกำเนิดกำลังจะทะลวงผ่านขั้นที่สามนั่นเอง

เคล็ดดาราต้นกำเนิดขั้นที่สาม คือระดับเดียวกับราชาหมาป่ากรงเล็บขาวในตอนนั้น ซึ่งสามารถต้านทานปืนพลังต้นกำเนิดได้ สำหรับจ้าวเฟิงที่อยู่ในกองทัพ นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับคุณภาพอย่างชัดเจน!

...

การที่สามารถรอดชีวิตมาได้และระดับพลังก้าวหน้าขึ้นถือเป็นเรื่องดี แต่จ้าวเฟิงก็ได้รับรู้ถึงความสูญเสียของพวกตนจากปากของจางเหม่ยเหลียน กองกำลังที่เดิมทีมีหนึ่งพันนาย หลังจากตีฝ่าแนวรบสูงสุดของยอดเขาถังเกอมาได้กลับเหลือทหารเพียงสองร้อยกว่านายเท่านั้น

ส่วนทาสเหมืองและผู้ลี้ภัยที่เดิมทีมีหกพันกว่าคน ตอนนี้เหลือเพียงสองพันกว่าคนที่ยังสามารถเดินทางตามจ้าวเฟิงขึ้นมาทางเหนือได้ ทหารและผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต่างล้มตายลงบนเส้นทางตีฝ่าวงล้อมนี้ และเมื่อดูจากสัดส่วนการตายของทหารที่มากกว่าผู้ลี้ภัยมากนัก ก็ช่วยพิสูจน์เรื่องบางอย่างได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ แม้กองกำลังของจ้าวเฟิงจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพียงใด และในระหว่างการเดินทัพขึ้นเหนือจะมีปัญหาและอุปสรรคมากมายรวมถึงเสบียงที่ไม่เพียงพอ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ "ทีมแห่งการเอาชีวิตรอด" ที่มีคนสองพันกว่าคนนี้กลับไม่เคยเกิดความวุ่นวายหรือการทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ในทางกลับกัน ผู้ลี้ภัยชาวมอนทอกเหล่านั้นต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยเหลือพวกจ้าวเฟิงที่เป็น "ทหาร"

ดวงตาของมวลชนนั้นสว่างไสวเสมอ จ้าวเฟิงและทหารใต้บังคับบัญชาของเขาทำอะไรไปบ้าง พวกทาสเหมืองชาวมอนทอกเหล่านั้นต่างก็เห็นอยู่ในสายตา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จ้าวเฟิงช่วยชีวิตพวกเขา

จ้าวเฟิงพูดเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแสบคอมากขึ้นเรื่อยๆ จางเหม่ยเหลียนจึงป้อนน้ำละลายหิมะให้จ้าวเฟิงสองคำ น้ำหิมะที่เย็นฉ่ำเมื่อไหลลงสู่ลำคอทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาขยับคอเล็กน้อยก่อนถามต่อว่า "หมายความว่า หลังจากนี้ยังมีการต่อสู้อีกงั้นหรือ?"

สีหน้าของจางเหม่ยเหลียนดูเคร่งขรึมขึ้น เธอพยักหน้า หลังจากข้ามยอดเขาถังเกอมาได้ สิ่งที่พวกจ้าวเฟิงต้องเผชิญต่อไปก็คือยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองในเขตประเทศมอนทอก ซึ่งก็คือยอดเขาเทียนเหลียง เพียงแค่มองสภาพแวดล้อมในการเดินทัพรอบๆ ที่กลายเป็นที่ราบสูง และมีภูมิประเทศแบบภูเขาหิมะอยู่ไกลๆ ก็เห็นถึงความแตกต่างจากก่อนหน้านี้แล้ว

รอบยอดเขาเทียนเหลียงก็มีกองทัพอาณาจักรเอลิบิสประจำการอยู่เช่นกัน แต่จะมีจำนวนเท่าไหร่นั้นพวกจ้าวเฟิงยังไม่ทราบแน่ชัด ทว่าเมื่อพิจารณาว่าการตีฝ่าที่ยอดเขาถังเกอยังยากลำบากขนาดนั้น ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว ยอดเขาเทียนเหลียงที่อันตรายกว่า...

"อีกกี่วันจะถึงยอดเขาเทียนเหลียง?" จ้าวเฟิงถาม

"สามวัน" จางเหม่ยเหลียนตอบ

กองทัพอาณาจักรเอลิบิสยังคงไล่ตามหลังพวกจ้าวเฟิงมาตลอด รวมถึงในช่วงไม่กี่วันที่จ้าวเฟิงหมดสติไป กองทัพก็ไม่เคยหยุดเดินทัพถอยหลังเลย การเดินทัพอย่างเร่งด่วนเป็นเวลาหลายวันเพื่อไปให้ถึงยอดเขาเทียนเหลียงนั้นถือเป็นขีดจำกัดของพวกจ้าวเฟิงในตอนนี้แล้ว

จ้าวเฟิงลองขยับกล้ามเนื้อในร่างกายดู แม้จะเจ็บปวดมากแต่เขาก็รับรู้ถึงสภาพร่างกายของตัวเองได้คร่าวๆ เคล็ดดาราต้นกำเนิดยังคงบำรุงและปรับสภาพร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง จ้าวเฟิงจึงกล่าวว่า "เอาสมุนไพรช่วยฝึกและหินสีรุ้งก้อนนั้นมาให้ข้า ศึกครั้งหน้า ข้าจะนำทีมบุกขึ้นไปเอง!"

"คุณพักผ่อนอีกสักหน่อยเถอะ เรื่องการต่อสู้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจางเฉียงกับซุนหูเถอะนะ" จางเหม่ยเหลียนอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น

ทว่าจ้าวเฟิงกลับหลับตาลงและไม่กล่าวคำใดอีก

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 39 - ตีฝ่าวงล้อม

คัดลอกลิงก์แล้ว