- หน้าแรก
- วิถีเซียนต้านฟ้า เมื่อพลังสวรรค์ล้นทะลัก
- บทที่ 2 - กอดหญิงสาว
บทที่ 2 - กอดหญิงสาว
บทที่ 2 - กอดหญิงสาว
บทที่ 2 - กอดหญิงสาว
โลกเฮงซวยใบนี้ การมีเงินมีอำนาจนี่มันดีจริงๆ! เจ้าของร้านร่างท้วมดูมีท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยหวาดระแวง แต่เพราะเขามีเงิน ภรรยาของเขาจึงยังดูสวยสะพรั่งอยู่ เพียงแต่ขี้กลัวไปหน่อย
จ้าวเฟิงเคยบังเอิญเห็นลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาด้วย เป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักถอดแบบมาจากแม่ไม่น้อย แถมยังใจกล้ากว่าแม่มาก ครั้งหนึ่งยังกล้ามาจับปืนของจ้าวเฟิงเลย
จ้าวเฟิงวางเงินปึกหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์ คำพูดบางอย่างก็พูดไปจนหมดแล้ว เขาตบกระเป๋าเบาๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังนิวาตอันเปี่ยมล้นที่แผ่ออกมาจากหินต้นกำเนิดสองก้อนนั้น จ้าวเฟิงก็ก้าวเท้าเดินออกจากร้านเล็กๆ ในถนนทหาร
ในจังหวะที่จ้าวเฟิงเดินออกมา หญิงสาวผมยาวประบ่าคนหนึ่งก็รีบเดินสวนเข้าไปพอดี
พลเมืองที่กล้ามาหาซื้อของในถนนทหารแถวค่ายทหารนั้นหาได้ยาก ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ดูเหมือนจะไม่มีพลังต้นกำเนิดยิ่งไม่ค่อยเห็น
เพียงแค่เหลือบมองแว่บเดียว จ้าวเฟิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของปัญญาชนจากตัวนาง โดยเฉพาะตอนที่นางเดินผ่านจ้าวเฟิงไปแล้วยกมือขึ้นทัดผมที่ข้างหู กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ก็ลอยมาเตะจมูก
นั่นทำให้จ้าวเฟิงนึกถึงสมัยที่เขายังเป็นเด็กจรจัดและเดินทางผ่านหน้าโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ในตอนนั้น พวกคุณครูในโรงเรียนดูเหมือนจะมีกลิ่นกายแบบนี้เช่นกัน
แต่ไม่ทันที่จ้าวเฟิงจะได้คิดอะไรต่อ เสียงสัญญาณเตือนภัยที่แหลมสูงและบาดหูพลันดังมาจากค่ายทหาร รวมถึงเสียงปืนใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกที่ดูจะถี่และรุนแรงขึ้น
สีหน้าของจ้าวเฟิงเปลี่ยนไปทันที เขารีบทิ้งก้นบุหรี่แล้ววิ่งกลับไปที่ค่ายทหาร
ทันทีที่จ้าวเฟิงพ้นจากถนนทหาร กลุ่มเด็กขอทานจำนวนมากก็กรูออกมาจากทุกมุมของถนน เป้าหมายที่พวกเขาวิ่งเข้าหาและแย่งชิงกันก็คือ ก้นบุหรี่ที่จ้าวเฟิงทิ้งลงในน้ำโคลนซึ่งยังไม่ดับสนิทนั่นเอง...
เมื่อมาถึงค่ายทหาร จ้าวเฟิงก็ได้พบกับจางเวิ่นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา
จางเวิ่นกล่าวกับจ้าวเฟิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แนวป้องกันที่สองทางทิศตะวันออกแตกแล้ว ตอนนี้ต้องการหน่วยของเจ้าขึ้นไปเสริมด่วน!"
"รักษาพื้นที่ไว้ให้ได้สามวัน! ทำได้ไหม?!" จางเวิ่นถลึงตาจ้องมองจ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงกัดฟัน กระแทกหมวกทหารลงบนโต๊ะทำงานของจางเวิ่นแล้วตอบว่า "ได้!"
"แต่ท่านต้องให้ระเบิดพลังต้นกำเนิดข้าสองลัง กับผลึกต้นกำเนิดมาตรฐานอีกหนึ่งชุด!"
"แล้วก็ ต้องให้พวกข้ากินอิ่มด้วย! ทหารของข้าหลายคนไม่ได้กินอิ่มมาเป็นอาทิตย์แล้ว" จ้าวเฟิงยื่นเงื่อนไขกับจางเวิ่น
พวกเขาเป็นผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้วยกันมานานถึงสามปี เมื่อสองปีก่อนเป็นจ้าวเฟิงที่แบกจางเวิ่นออกมาจากกองศพ คำพูดหลายอย่างที่นายทหารคนอื่นไม่กล้าพูดกับจางเวิ่น แต่จ้าวเฟิงกล้า!
"ไม่มีปัญหา! เจ้าช่วยข้ารักษาพื้นที่ให้ได้สามวัน ข้าจะแจกเนื้อกระป๋องให้พวกเจ้า!" จางเวิ่นตบโต๊ะดังปังพลางกล่าว
...
ข้าวมื้อหนึ่งกับเนื้อกระป๋องไม่กี่ลัง ก็ส่งพวกเขาไปสู่แนวหน้าของสนามรบได้แล้ว จ้าวเฟิงคิดว่าชีวิตของเขาและพวกพ้องนั้นช่างราคาถูกเหลือเกิน
แน่นอนว่าชีวิตของจ้าวเฟิงย่อมมีค่ามากกว่าคนอื่นหน่อย เพราะเขาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ดูแลคนนับร้อย
เสียงระเบิดและเสียงปืนใหญ่ "โครมคราม!" ดังก้องไปทั่วแนวรบตะวันออกนอกเมืองศิลาหมื่น ที่นี่คือแนวป้องกันที่สามนอกเมือง และยังเป็นแนวป้องกันรองสุดท้ายด้วย แนวป้องกันสุดท้ายก็คือแนวประตูเมือง
จ้าวเฟิงกับพี่น้องของเขาปักหลักสู้ที่นี่มานานสองวันหนึ่งคืนแล้ว การต่อสู้ที่ดุเดือดทำให้พื้นที่โดยรอบดูพังพินาศและแห้งแล้ง
ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า แผ่นฟ้าในแดนไกลค่อยๆ มืดลง นั่นหมายความว่าเวลาในการรักษาพื้นที่ของพวกจ้าวเฟิง เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น
จ้าวเฟิงที่เอนกายอยู่ข้างกองไฟพลางหลับตาพักผ่อน มืออีกข้างหนึ่งบีบผลึกสีน้ำเงินทรงเหลี่ยมก้อนเล็กๆ เอาไว้
พลังนิวาตจางๆ ผุดขึ้นทั่วร่างกายของจ้าวเฟิง หลังจากผ่านไปสี่สิบนาที ความมืดมิดก็ปกคลุมไปทั่ว ผลึกทรงเหลี่ยมสีน้ำเงินในมือจ้าวเฟิงกลายเป็นผลึกสีขาวโพลน เขาลืมตาขึ้นจากการฝึกฝน
เมื่อมองดูผลึกต้นกำเนิดที่สูญเสียพลังงานไปแล้ว จ้าวเฟิงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ทหารหนุ่มนามว่าเหยาเอ้อร์หนิว เดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อมพร้อมกับยื่นข้าวคลุกผักที่ใส่มาในกระป๋องเหล็กให้จ้าวเฟิง
เหยาเอ้อร์หนิวอายุยังน้อย ปีนี้เพิ่งจะสิบหก และเข้าเป็นทหารได้เพียงปีครึ่ง จ้าวเฟิงเป็นคนนำทัพผ่านหมู่บ้านที่ถูกทำลายของเหยาเอ้อร์หนิว แล้วดึงตัวเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าซากปรักหักพังเข้ามาในกองทัพ และยื่นข้าวชามนี้ให้เขากิน
เหยาเอ้อร์หนิวมองจ้าวเฟิงเป็นพี่ชายที่สนิทที่สุดมาโดยตลอด เพียงเวลาสั้นๆ แค่ปีครึ่ง เหยาเอ้อร์หนิวก็รับกระสุนแทนจ้าวเฟิงไปถึงสองนัด ที่ไม่ตายถือว่าดวงแข็งมาก! นัดหนึ่งพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเขา ถ้าหากเจ้าหมอนี่ไม่ได้เอาแผ่นเหล็กยัดไว้ในเสื้อล่ะก็ เจ้าเด็กที่ยังไม่เคยลิ้มรสสตรีคนนี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว!
"พี่! อุณหภูมิกำลังดีเลยไหม หรือจะให้ข้าไปอุ่นให้ใหม่?" เหยาเอ้อร์หนิวส่งยิ้มให้จ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงปรายตามองเหยาเอ้อร์หนิวโดยไม่พูดอะไร เขารับกระป๋องเหล็กมาแล้วเริ่มตักข้าวเข้าปาก
เนื้อกระป๋องสีชมพูสองชิ้นที่วางเด่นอยู่บนข้าวคลุกผัก ทหารที่ตรากตรำในสนามรบและกองโคลนรอบๆ เมื่อเห็นเนื้อสองชิ้นในกับข้าวของจ้าวเฟิง ต่างก็พากันกลืนน้ำลายดัง "อึก"
ทหารเกือบทุกคนต่างจับจ้องไปที่เนื้อสองชิ้นในกระป๋องของจ้าวเฟิง แต่ตัวจ้าวเฟิงเองในตอนนี้ใจไม่ได้อยู่ที่ข้าว แต่อยู่ที่หินต้นกำเนิดที่สัมผัสกับผิวหนังอยู่ในกระเป๋ากางเกง
พลังนิวาตไหลเข้าสู่ร่างกายของจ้าวเฟิงผ่านหินก้อนนี้อย่างไม่ขาดสาย
ในประเทศมอนทอก ไม่ใช่ทุกคนจะมีพรสวรรค์ในการฝึกพลังต้นกำเนิด นับตั้งแต่เมื่อสี่สิบปีก่อนที่พลังนิวาตปรากฏขึ้นบนโลก และค่อยๆ มีการพัฒนาหินต้นกำเนิดซึ่งเป็นทรัพยากรแร่พิเศษขึ้นมา โลกทั้งใบดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะการพัฒนาที่บ้าคลั่ง
รวมไปถึงประเทศมอนทอก อาณาจักรเอลิบิส และจักรวรรดิเฮยหมิง ต่างก็เข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาพลังนิวาตครั้งใหญ่ ปืนศิลาคาบชุดพลังต้นกำเนิด ปืนใหญ่พลังต้นกำเนิด และระบบการฝึกยุทธ์ที่มีพลังนิวาตเป็นแกนหลักต่างทยอยปรากฏขึ้น! โลกทั้งใบก้าวกระโดดจากอารยธรรมเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคพลังต้นกำเนิดในชั่วพริบตา
การปรากฏขึ้นของพลังต้นกำเนิดให้ความสะดวกสบายแก่โลกอย่างมากในช่วงแรก ประเทศต่างๆ และสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนต่างได้รับประโยชน์จากมัน แต่ในขณะเดียวกัน พลังและความก้าวหน้าของสังคมรูปแบบนี้ก็นำมาซึ่งปัญหามากมาย
สงครามปะทุขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน และแผ่ขยายไปทั่วประเทศใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว! ประเทศมอนทอกถูกดึงเข้าสู่วงล้อมของอาณาจักรเอลิบิสและจักรวรรดิเฮยหมิงที่ร่วมมือกัน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มอนทอกพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง เสียเมืองและดินแดนไปมากมาย
จ้าวเฟิงไม่รู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่แค่ไหน เขาไม่เคยแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากประเทศมอนทอกด้วยซ้ำ ในอดีตเขาเคลื่อนไหวอยู่แค่ในสามจังหวัดทางใต้ของประเทศเท่านั้น แต่ตามสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน พวกเขาต้องถอยร่นไปทางเหนือต่อไป
เขากวาดเม็ดข้าวที่มุมปากเข้าปาก แล้วทอดสายตามองไปยังที่ราบมืดมิดในแดนไกล ทางตะวันออกของเมืองศิลาหมื่นเป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีทัศนวิสัยกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สิ่งที่พวกจ้าวเฟิงรับผิดชอบหลักๆ คือมุมหนึ่งทางทิศใต้ของแนวป้องกันที่สองทิศตะวันออก
ที่นี่ไม่ใช่ทิศทางหลักในการบุกของกองทัพอาณาจักรเอลิบิส ดังนั้นหน่วยของจ้าวเฟิงจึงไม่ใช่หน่วยรบที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด จางเวิ่นหมอนั่นยังถือว่าใช้ได้ ไม่ได้ขว้างจ้าวเฟิงลงกองไฟ
ในช่วงสองวันครึ่งที่ผ่านมา พวกจ้าวเฟิงผ่านการปะทะครั้งใหญ่สองครั้ง และการปะทะย่อยๆ อีกห้าครั้ง ทุกๆ ไม่กี่ชั่วโมงจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น จนทำให้คนแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลย
กองร้อยที่มีคนประมาณร้อยคน ถูกจ้าวเฟิงแบ่งออกเป็นสามผลัดเพื่อสลับเวรกัน ทหารเก่าพาทหารใหม่ ถึงจะสามารถรักษาแนวรบไปพร้อมๆ กับการถอมกำลังเอาไว้ได้
"เหลือแค่คืนสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้เช้าพวกตาเหล่เฉิงจะมาเปลี่ยนเวร ทุกคนจงเฝ้าระวังให้ดี ตื่นตัวเข้าไว้!" จ้าวเฟิงตะโกนสั่งทหารของเขา
คำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้รับเสียงตอบรับที่ดูเบาบางจากเหล่าทหาร กองร้อยที่ควรจะมีคนเต็มอัตรา 150 นาย ตอนนี้เหลือเพียง 102 นาย และในจำนวนนั้นเกือบครึ่งเป็นคนเจ็บ จ้าวเฟิงทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว
ทหารทั้งสามผลัดถูกจ้าวเฟิงเรียกให้ตื่นขึ้นมาในคืนนี้ทั้งหมด
"อดทนอีกแค่คืนเดียว พรุ่งนี้เช้าพอกลับไปถึงเมืองศิลาหมื่น เราค่อยนอนให้เต็มอิ่ม!" จ้าวเฟิงกล่าว
"ผู้กองครับ กลับไปคราวนี้ข้าจะกอดหญิงสาวนอนให้หนำใจเลย!" ทหารเก่าท่าทางนักเลงคนหนึ่งที่หมวกเอียงกะเท่เร่ คาบบุหรี่ม้าแข่งพลางหัวเราะร่า
คำพูดหยอกล้อของทหารเก่านักเลงทำให้ทหารรอบๆ อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ในช่วงเวลาสงครามที่ยากลำบาก ทหารเหล่านี้จะมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อพูดถึงเรื่องผู้หญิงเท่านั้น
เมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของทหารเก่า จ้าวเฟิงก็หัวเราะด่ากลับไปว่า "ไอ้ระยำเอ๋ย แกเหลือแขนแค่ข้างเดียวแล้ว ยังจะคิดเรื่องกอดหญิงสาวอยู่อีกเรอะ?"
(จบแล้ว)