- หน้าแรก
- ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชันกระดูกขาว
- บทที่ 121: ระเบิด! เมืองฉางล่มสลาย!
บทที่ 121: ระเบิด! เมืองฉางล่มสลาย!
บทที่ 121: ระเบิด! เมืองฉางล่มสลาย!
บทที่ 121: ระเบิด! เมืองฉางล่มสลาย!
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้มีมากมายเหลือคณา
แม้แต่ตอนที่จินอันเดินออกจากที่ว่าการอำเภอและกลับถึงที่พัก ภายในใจเขาก็ยังคงขบคิดถึงบทสนทนายาวเหยียดของคืนนี้ไม่หยุด
ดวงจันทร์สว่างกระจ่างฟ้า หมู่ดาวเบาบาง
ยามจินอันกลับถึงที่พัก ก็เป็นเวลาเกือบปลายยามไห่เข้าไปแล้ว
เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาห้ามออก ทางที่ว่าการจึงได้จัดส่งมือปราบสองสามนายมาส่งจินอันถึงที่พัก จินอันกล่าวขอบคุณมือปราบเหล่านั้น และยืนส่งจนพวกเขาลับสายตาไป จากนั้นเขาจึงผลักประตูรั้วเตรียมจะเข้าบ้าน
“เหมือนข้าจะลืมอะไรบางอย่างไปแฮะ...”
“จริงด้วย! ข้าดันลืมถามคุณชายอี่อวิ๋นเรื่อง ‘ศพหญิงสาวในโลงขาว’ ไปเสียสนิทเลย...”
“ช่างมันเถอะ”
“อย่างไรเสีย พรุ่งนี้ข้าก็ตั้งใจจะพาตาเฒ่ากับเจ้าแพะที่นักพรตอู่จ้างทิ้งไว้หนีไปจากที่นี่อยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องปวดหัวพวกนี้มาใส่ใจอีกเลย”
ในเมื่อต้นไม้ก็ระเบิดไม่ได้...
หนทางที่เหลืออยู่ก็คือการ “โกยเถอะโยม” เท่านั้น
และนี่คือสิ่งที่จินอันวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ยังดีที่ฟังจากคำบอกเล่าของคุณชายอี่อวิ๋น เรื่องของเมืองฉางน่าจะถูกรายงานตามลำดับขั้นไปถึงวัดเจิ้นกั๋วและสำนักทองหยกเกล้าในเมืองหลวงแล้ว ถึงตอนนั้นย่อมต้องมียอดฝีมือเดินทางมาปราบมารพิทักษ์ธรรมอย่างแน่นอน
จินอันก้าวเข้าสู่ลานบ้าน เห็นแสงสีเหลืองจากตะเกียงน้ำมันลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างห้องของนักพรตเฒ่าออกมา นักพรตเฒ่ากำลังหลับสนิทอย่างมีความสุข เสียงนอนกัดฟันและเสียงกรนนั้นดังสนั่นเสียจนแม้แต่ยืนอยู่ในลานบ้านก็ยังได้ยินชัดเจน
เขาเติมหัวไชเท้าแดงลงในตะกร้าให้เจ้าแพะที่อยู่ในลานบ้านเรียบร้อยแล้ว จึงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องของตนเองพลางครุ่นคิด
จินอันกำลังคิดว่า ทันทีที่ประตูเมืองเปิดในเช้าวันพรุ่งนี้ เขาควรจะหอบข้าวของชิ้นไหนติดตัวหนีไปบ้าง?
ทันใดนั้นเอง!
ตู้มมม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ประดุจสายฟ้าฟาดลงบนพื้นดินราบเรียบ แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลมาก แต่จินอันก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงใต้ฝ่าเท้า
“หือ!”
จินอันหน้าถอดสี รีบก้าวพรวดออกจากห้องทันที เขาสะบัดหน้าขึ้นมองไปทางทิศหนึ่งของเมืองฉาง เห็นเปลวเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไฟโหมกระหน่ำรุนแรงเสียจนเผาผลาญทุ่งนภาราตรีอันมืดมิดให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ชาวบ้านในเมืองฉางต่างพากันวิ่งพรวดพราดออกมาจากบ้านในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย โกลาหลไปหมดแล้ว... ทั้งเมืองตกอยู่ในความโกลาหลเสียแล้ว
“มังกรพลิกกาย!” (แผ่นดินไหว)
“มังกรพลิกกายแล้ว!”
ในตอนนั้นเอง นักพรตเฒ่าก็วิ่งพรวดพราดออกมาด้วยความลนลาน แต่ถึงจะกระหืดกระหอบเพียงใดเขาก็ไม่ลืมที่จะคว้าอุปกรณ์ทำมาหากินอย่าง "ย่ามแปดทิศไท่จี๋" ติดมือมาด้วย
คำว่า "มังกรพลิกกาย" ก็คือคำที่คนโบราณใช้เรียกเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ตามตำนานเล่าขานว่า มีมังกรดินหลับใหลอยู่ใต้พิภพ หากมันเผลอพลิกตัวเพียงคราเดียว บนดินก็จะเกิดเหตุภูเขาถล่มแผ่นดินแยก พื้นดินสั่นสะเทือน บ้านเรือนพังพินาศ และมีผู้คนล้มตายจำนวนมหาศาล
ทันทีที่นักพรตเฒ่าถลาลมออกมาถึงลานบ้าน ก็เห็นว่ามีคนอยู่บนหลังคา พอเพ่งมองดูชัด ๆ ถึงรู้ว่าเป็นจินอัน นักพรตเฒ่าที่กำลังตื่นตระหนกเมื่อครู่จึงค่อยรู้สึกโล่งอกลงได้บ้าง
“ไฟโหมแรงเหลือเกิน!”
“น้องชาย เจ้าพอมองเห็นไหมว่าส่วนไหนของเมืองฉางที่เกิดไฟไหม้ใหญ่?”
นักพรตเฒ่าตะโกนถามจินอันที่อยู่บนหลังคา
จินอันจ้องมองไปยังศาลเจ้าเหวินอู่ที่ถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปทั้งหลัง และด้วยกระแสลมที่พัดกระโชก เปลวไฟยักษ์นี้ทำท่าจะลามปามไปยังบ้านเรือนไม้โดยรอบอย่างรวดเร็ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตุบ!
จินอันกระโดดลงจากหลังคา แล้วเอ่ยกับนักพรตเฒ่าด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า: “ท่านนักพรต เมืองฉางกำลังจะเกิดอาเพศครั้งใหญ่แล้ว แผ่นดินสะเทือนเมื่อครู่ไม่ใช่ ‘มังกรพลิกกาย’ แต่เป็นศาลเจ้าเหวินอู่ที่ถูกคนลอบวางดินปืน! ตอนนี้ศาลเจ้าเหวินอู่พังถล่มลงมาหมดแล้ว และที่นั่นได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปเสียแล้ว!”
“ท่านนักพรต รีบไปเก็บข้าวของเร็วเข้า เราต้องป้องกันไว้ก่อนหากคุมไฟไม่อยู่แล้วลามมาถึงฝั่งนี้ พอประตูเมืองเปิดเมื่อไหร่ เราจะออกจากเมืองฉางทันที”
เมื่อจินอันกล่าวจบ เขาก็ขมวดคิ้วพลางปรายตามองไปทางทิศประตูเมืองฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
ศาลเจ้าเหวินอู่ถูกระเบิดเช่นนี้ ต่อจากนี้เมืองฉางต้องถูกสั่งปิดเมืองเพื่อพลิกแผ่นดินหาตัวคนร้ายแน่ พรุ่งนี้การจะออกจากเมืองอาจไม่ราบรื่นอย่างที่คิด
“ศาลเจ้าเหวินอู่ถูกระเบิดงั้นรึ?”
นักพรตเฒ่าฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง ตะลึงงันว่าจะมีคนบ้าบิ่นถึงขั้นกล้าไประเบิดศาลเจ้าเหวินอู่เชียวหรือ? แต่เมื่อเห็นสีหน้าของจินอันที่แสดงความจริงจังเป็นครั้งแรก นักพรตเฒ่าก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่จินอันพูดคือความจริงทุกประการ
“ดินปืนที่พวกพรรคชิงสุ่ยแอบขนเข้ามาในเมือง ไม่ใช่ว่าถูกกวาดล้างไปหมดแล้วหรือ ทำไมยังมีดินปืนอยู่อีก?” นักพรตเฒ่ากล่าวด้วยความงุนงง
จินอันส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด: “เดาว่าน่าจะมีปลาที่เล็ดลอดตะข่ายไปได้”
“คนที่ระเบิดศาลเจ้าเหวินอู่คืนนี้ น่าจะเป็นฝีมือของ ‘อาจารย์สักวิญญาณ’ ที่หนีรอดไปได้นั่นแหละ เจ้าหมอนั่นมันเสียสติไปแล้ว คงตั้งใจจะทุบหม้อข้าวตัวเอง (สู้ตาย) มุ่งเป้าไปที่ ‘กระถางสมบัติ’ ในตำนานที่อยู่ในศาลเจ้าเหวินอู่ โดยไม่สนใจชีวิตของชาวบ้านทั้งเมืองเลยแม้แต่น้อย”
“กระถางสมบัติงั้นรึ?”
“ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูพิกล ข้าจำได้ว่าเหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง...”
คำพูดของนักพรตเฒ่ายังไม่ทันขาดคำ จินอันก็วิ่งกลับเข้าห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด จากนั้นจึงใช้วิชาถอดจิต ออกมาทันที
ดวงวิญญาณของเขาดึงยันต์สีเหลืองสองแผ่นออกจากฝ่ามือของกายหยาบ จนอันอาศัยปราณแห่งวิถีเทพ บนยันต์คอยคุ้มครองดวงจิต ล่องลอยทะลุผ่านกำแพงและสิ่งกีดขวาง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของศาลเจ้าเหวินอู่ด้วยความเร็วสูง
ยามนี้ที่ศาลเจ้าเหวินอู่ เปลวเพลิงโหมกระหน่ำพุ่งทะยานสูงเสียดฟ้า ท้องนภาครึ่งซีกถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงเพลิง
เมืองฉางตั้งอยู่ทางทิศใต้ ตามหลักเบญจธาตุทิศใต้คือธาตุไฟ ไฟหลีคือหงส์แดง ซึ่งเป็นหยางที่ร้อนแรงที่สุดและแผดเผาดวงวิญญาณได้ง่ายที่สุด แม้จินอันจะมี "ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย" ติดตัว และมีเทพคุ้มครองดวงจิตถึงสิบสององค์ แต่เขาก็ยังมิอาจเข้าใกล้ศาลเจ้าเหวินอู่ได้เลย เขาถูกคลื่นความร้อนอันมหาศาลจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำขวางกั้นไว้ห่างออกไปถึงหนึ่งลี้ จนไม่สามารถก้าวรุดหน้าต่อไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
หากเขายังฝืนเดินหน้าต่อไป ดวงวิญญาณของเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในเวลานี้ ความโกลาหลบริเวณศาลเจ้าเหวินอู่นั้นหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าส่วนอื่น ๆ ของเมืองฉาง แรงอัดมหาศาลจากการระเบิดของดินปืนได้กระแทกเอาบ้านเรือนของชาวบ้านโดยรอบพังถล่มลงมาเป็นแถบ
ผู้คนจำนวนมากที่ยังคงหลับใหลอยู่ ถูกซากปรักหักพังฝังกลบลงไปในทันที
ภายใต้คลื่นความร้อนแผดเผาจากเปลวเพลิงที่แดงฉาน มีทั้งเสียงหวีดร้อง เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มีชายผู้เป็นสามีที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดกำลังตะเกียกตะกายขุดคุ้ยซากปรักหักพังอย่างบ้าคลั่ง เพื่อตามหาภรรยาและลูกน้อยที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้
นอกจากนี้ ยังมีเหล่ามือปราบและอาสาช้าวบ้าน อีกจำนวนมากที่เดิมทีเฝ้ายามอยู่ใกล้ศาลเจ้าเหวินอู่และไม่ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิด เริ่มพากันกรูกันออกมาบนถนนเพื่อเร่งช่วยเหลือผู้คน
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ราวกับภาพวาดขุมนรกบนดินที่ปรากฏขึ้นจริง
ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายทารุณจนเกินจะบรรยาย
และที่จุดศูนย์กลางของการระเบิดอย่างศาลเจ้าเหวินอู่นั้น ในเวลานี้ได้ถูกเปลวเพลิงมหาศาลกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
จินอันมีสีหน้าเคร่งขรึมถึงขีดสุด
แรงระเบิดธรรมดาไม่มีทางก่อให้เกิดเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำได้ขนาดนี้! การระเบิดครั้งนี้จะต้องมี ‘น้ำมันดิน’ เป็นตัวช่วยส่งเสริมเปลวไฟอย่างแน่นอน! อาจารย์สักวิญญาณผู้นั้นเองก็รู้ซึ้งถึงความชั่วร้ายพิสดารของต้นชิงเฉียนหลิวดี มันจึงตั้งใจจะใช้น้ำมันดินเผาทำลายต้นชิงเฉียนหลิวให้สิ้นซาก!
ในใจของจินอันหนักอึ้ง
การระเบิดในครั้งนี้จะสามารถสังหารต้นชิงเฉียนหลิวได้จริงหรือ? หรือในทางกลับกัน มันจะเป็นการไปปลุกและกระตุ้นโทสะของมันให้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่กันแน่!
ช่างน่าเสียดายที่ในสายตาของดวงวิญญาณจินอัน เขามิอาจมองเห็นเหตุการณ์ภายในศาลเจ้าเหวินอู่ได้เลย สิ่งที่ปรากฏมีเพียงเสาเพลิงมหาศาลที่พุ่งทะยานเผาไหม้สู่ท้องฟ้าเท่านั้น
ในคืนที่เกิดเหตุแปรผันอันน่าตื่นตระหนกเช่นนี้ จิตใจผู้คนต่างหวาดผวา จินอันกังวลว่าหากเขาทิ้งร่างไว้นานเกินไปจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับกายหยาบของตน จึงตั้งใจจะถอนวิญญาณกลับคืนร่างเสียก่อน
......
“หวังเสี่ยน เจ้าแน่ใจนะว่าในบ้านหลังนี้ ผู้ชายออกไปทำธุระค้าขายตลอด เหลือเพียงแค่พวกผู้หญิงอาศัยอยู่?”
“สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทุกประคำ ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไมเล่าอาเฉวียน อาศัยช่วงที่ในเมืองกำลังโกลาหล พวกกองกำลังท้องถิ่นที่คอยตรวจตราตอนกลางคืนต่างพากันไปช่วยดับไฟหมดแล้ว เราถือโอกาสนี้แอบเข้าไปในบ้านหลังนี้ ดูซิว่าจะมีของมีค่าอะไรให้ติดมือมาบ้าง”
แรงระเบิดเพียงครั้งเดียว... นำมาซึ่งทั้งความหวาดกลัวในจิตใจ และสันดานความโลภของมนุษย์ที่เริ่มสั่นคลอน
โจรกระจอกสองคนฉวยโอกาสในจังหวะที่ที่ว่าการอำเภอไม่มีเวลามาตรวจตราเวลาห้ามออก พวกมันย่องกริบเข้าไปในตรอกซอยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในซอยนั้นมีประตูบานเล็ก ๆ ซึ่งเป็นประตูหลังของจวนหลังหนึ่ง
“ได้! ลุยกันเลย!”
อาเฉวียนฉายแววตาเหี้ยมเกรียม คนกล้าเท่านั้นที่จะได้กินอิ่ม คนขลาดมีแต่จะอดตาย
ทั้งสองคนนี้ดูท่าจะเป็นหัวขโมยที่เชี่ยวชาญ คนหนึ่งส่งตัวอีกคนข้ามกำแพงเข้าไป จากนั้นคนที่อยู่ข้างในจึงช่วยดึงไม้ขัดประตูและสลักประตูออก
เอี๊ยด...
ภายใต้รัตติกาลอันมืดมิด ประตูรั้วส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการหมุนของแกนประตูไม้ที่ชวนให้เสียวฟัน ฟังดูคล้ายกับเสียงถอนหายใจด้วยความเจ็บปวดของคนเฒ่าที่นอนป่วยติดเตียงมานานยามพยายามจะพลิกตัวสักครั้งหนึ่ง
หลังจากทั้งสองแอบแง้มประตูไว้เพียงเบา ๆ ก็เริ่มคลำทางฝ่าความมืดเข้าไปในลานบ้าน แล้วเริ่มรื้อค้นข้าวของเพื่อตามหาของมีค่า
บ้านหลังนี้น่าจะเป็นของพ่อค้าผู้มั่งคั่งรายย่อย เป็นบ้านแบบเรือนล้อมลานสองชั้น มีทั้งเรือนหลักและเรือนปีกข้าง รวม ๆ แล้วมีห้องหับถึงเจ็ดแปดห้อง ในลานบ้านยังปลูกไม้กระถางเอาไว้ไม่น้อย
ทว่าไม้กระถางเหล่านี้พอตกกลางคืนก็เหลือเพียงเงาร่างดำมืดพาดผ่าน กิ่งก้านที่แผ่ขยายออกมาดูราวกับมือผีที่กำลังกวักเรียกท่ามกลางความมืดมิด และส่งเสียง สาก สาก สาก ยามเสียดสีกันในสายลม
หัวขโมยกระจอกสองคนนี้ขวัญกล้าเทียมฟ้า มิเช่นนั้นคงไม่คิดจะหาลาภลอยในช่วงเวลาเช่นนี้ พวกมันหาได้เกรงกลัวสิ่งเหล่านี้ไม่ แต่มุ่งตรงไปยังเรือนหลักซึ่งเป็นที่พักผ่อนของเจ้าบ้านทันที
จากการรื้อค้นข้าวของชุดใหญ่ ทั้งสองคนก็หาของดีเจอจริง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับทองเงินของสตรี
“แปลกแฮะ ครั้งนี้มันราบรื่นเกินไปหรือเปล่า ในเรือนหลักไม่มีคนอยู่เลยสักคน ผู้ชายไม่อยู่บ้านก็น่าจะมีพวกผู้หญิงอยู่บ้างสิ? เครื่องประดับทองเงิน เครื่องประทินโฉมพวกนี้ แสดงว่าเรือนหลักต้องมีฮูหยินเอกอาศัยอยู่เป็นประจำไม่ใช่รึไง หวังเสี่ยน เจ้าไม่รู้สึกว่ามันแปลก ๆ บ้างรึ?”
“ช่างหัวมันสิวะ จะคิดมากไปทำไมกัน”
การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ได้ผลตอบแทนงามนัก ทั้งสองโอบอุ้มห่อผ้าขนาดใหญ่หลายห่อเดินออกจากเรือนหลัก ดังคำที่ว่า ‘ใจมนุษย์ไม่รู้จักพอประดุจงูจะกลืนช้าง’ ความราบรื่นเกินไปในคืนนี้กลับยิ่งกระตุ้นความโลภในใจของพวกมันให้พุ่งพล่าน ดังนั้นจึงเบนเป้าหมายไปยังห้องปีกข้างที่เหลือทันที
หลังจากรื้อค้นห้องปีกข้างไปอีกสองห้อง ทั้งสองก็ได้ของติดมือมาเต็มห่อ เครื่องประดับทองเงินที่ประณีตเหล่านี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของที่บรรดาอนุของเจ้าบ้านถึงจะมีปัญญาใช้ หาใช่สิ่งที่สาวใช้ที่ยากจนจะครอบครองได้
“หวังเสี่ยน มันผิดปกติจริง ๆ นะโว้ยย ทำไมคนบ้านนี้เราถึงไม่เห็นใครเลยสักคนเดียว?”
ใจมนุษย์ไม่รู้จักพอประดุจงูจะกลืนช้าง ในยามนี้ทั้งสองที่ความโลภกำลังพุ่งพล่านย่อมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พวกเขาต่างอาลัยเสียดายในทรัพย์สมบัติมหาศาลของบ้านพ่อค้าผู้มั่งคั่งหลังนี้ นานทีปีหนถึงจะเจอโอกาสทองสักครา จึงไม่มีใครอยากจะทิ้งโอกาสที่กำอยู่ในมือไปง่าย ๆ
ไม่มีคนสิดียิ่ง บางทีคนบ้านนี้อาจจะมีธุระด่วนต้องเดินทางไกลหรือไปเยี่ยมญาติโกโหติกาที่ต่างเมืองก็ได้
แม้ว่าทรัพย์สินที่พวกเขาขโมยมาได้ในตอนนี้จะมากพอให้ใช้ชีวิตเสวยสุขไปได้อีกหลายปี แต่ความโลภของมนุษย์นั้นหาจุดสิ้นสุดมิได้จริง ๆ
เมื่อทั้งสองคลำทางมาถึงห้องปีกข้างห้องที่สาม ทันทีที่ผลักบานประตูออก อาเฉวียนก็เอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “หวังเสี่ยน เจ้าได้กลิ่นแปลก ๆ อะไรไหม?”
หวังเสี่ยนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ได้กลิ่นแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน บางทีอาจเป็นเพราะปิดประตูหน้าต่างไว้นานไม่ได้ระบายอากาศ มันก็ต้องมีกลิ่นอับกลิ่นเหม็นบ้างเป็นธรรมดา”
ในตอนนี้ใจของเขาจดจ่ออยู่เพียงแค่การสอดส่ายสายตาหาว่าในห้องนี้มีของมีค่าซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง
“ไม่ใช่แล้ว หวังเสี่ยน เจ้าไม่รู้สึกรึว่ากลิ่นแปลก ๆ นั่นมันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ? ดูเหมือนว่ายิ่งเข้าใกล้ฉากกั้นห้องบานนั้น กลิ่นมันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น... หวังเสี่ยน พวกเราลองขยับเข้าไปดูพร้อมกันหน่อยเถอะ”
ในยามนี้ แม้แต่อาเฉวียนที่ถูกความโลภบังตาจนมืดบอด ก็ยังเริ่มรู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาบ้างแล้ว
ตามหลักแล้ว พวกหัวขโมยเยี่ยงพวกเขาควรจะเป็นพวกที่ใจกล้าบ้าบิ่นที่สุด ทว่าคืนนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด จู่ ๆ เขากลับมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
ภายในห้องปีกข้างที่มืดมิด หวังเสี่ยนและอาเฉวียนไม่กล้าแม้แต่จะจุดเทียน เพราะกังวลว่าจะถูกผู้คนสังเกตเห็นว่าพวกเขากำลังแอบบุกรุกบ้านผู้อื่นเพื่อลักขโมย ดังนั้นทั้งสองจึงอาศัยความมืด ค่อย ๆ คลำทางเข้าไปจนถึงหน้าฉากกั้นห้อง
ทั้งคู่ต่างก็เป็นหัวขโมยที่เจนจัด สายตาในยามค่ำคืนจึงดีกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ทำให้พอจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในห้องที่มืดมิดสนิทได้ลาง ๆ
เมื่อทั้งสองมายืนหยุดอยู่ที่หน้าฉากกั้น กลิ่นประหลาดนั้นก็รุนแรงจนฉุนกึกเข้าจมูก แม้แต่หวังเสี่ยนเองในตอนนี้ก็เริ่มตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ทั้งสองสบตากันท่ามกลางความมืด ก่อนจะค่อย ๆ ย่องอ้อมผ่านฉากกั้นห้องไปอย่างเงียบเชียบ
วูบ!
การเคลื่อนที่ของทั้งคู่ ก่อให้เกิดกระแสอากาศเบาบางพัดผ่านห้องที่มืดมิดสนิทแห่งนั้น
ใบหน้าคนตายหกเจ็ดใบที่ดวงตาหลับพริ้ม ผิวพรรณซีดเผือดราวกับขี้เถ้า และริมฝีปากเขียวคล้ำ... จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังฉากกั้นอย่างกะทันหันและชวนสยดสยอง! และที่ด้านหลังของใบหน้าคนตายทั้งหกเจ็ดใบนั้น กลับมีก้อนเนื้อขนาดมหึมาที่มองรูปร่างไม่ออกงอกออกมาเป็นกระจุก!
ใบหน้าคนตายทั้งหกเจ็ดใบนั้น อยู่ห่างจากพวกเขาไปเพียงแค่เอื้อมมือ!
หวังเสี่ยนและอาเฉวียนตกใจกลัวจนหน้าถอดสี เลือดในกายพลันเย็นเยียบ
“ช่วย... ช่วยด้วย!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมขึ้นภายใต้เงามืดของรัตติกาล ประจวบเหมาะกับที่ดึงดูดความสนใจของอาสาชาวบ้าน ชุดหนึ่งที่กำลังเตรียมจะรีบไปช่วยดับเพลิงพอดี กองกำลังนับสิบนายชูคบเพลิงโชติช่วงพังประตูบุกเข้าไปทันที
“หัวหน้า! ดูนั่นสิ ประตูห้องปีกข้างห้องนั้นเปิดอยู่ เมื่อครู่นี้เสียงกรีดร้องน่าจะดังมาจากห้องนั้นแน่ ๆ!”
ทว่าเมื่อเหล่าอาสาชาวบ้าน มือหนึ่งถือคบเพลิง อีกมือหนึ่งกุมดาบคาดเอว พุ่งเข้าใส่ห้องปีกข้างนั้น พวกเขากลับต้องสะดุ้งตกใจกับภาพนองเลือดที่ปรากฏแก่สายตา
บนพื้นเต็มไปด้วยรอยเลือดที่ถูกลากเป็นทางยาว...
มีคนพยายามจะวิ่งหนีออกจากห้องปีกข้าง แต่ยังไม่ทันถึงประตู ก็ถูกกระชากลากถูย้อนกลับไปเบื้องหลังฉากกั้นห้องอีกครั้ง
เมื่อเหล่าอาสาชาวบ้าน ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหลังฉากกั้นด้วยความระแวดระวัง มือที่ถือคบเพลิงอยู่ก็พลันสั่นสะท้าน จนเกือบจะทำคบเพลิงหลุดมือทิ้งด้วยความตกใจสุดขีด
บนใบหน้าของทุกคนอาบไปด้วยความตื่นตระหนก ความหวาดกลัว และความลนลาน
ศพคนตายหกเจ็ดร่างที่ผิวพรรณซีดเผือดราวขี้เถ้า มีทั้งสตรี เด็ก คนเฒ่า และบ่าวรับใช้... ร่างกายของพวกเขาบิดเบี้ยวเข้าหากันราวกับรากไม้ มือเท้าลำตัวเกี่ยวกระหวัดรัดกันแน่น ศพทั้งหกเจ็ดร่างแนบชิดติดกันจนแยกไม่ออกแล้วว่ามือข้างไหนเป็นของใคร หรือเท้าข้างไหนเป็นของคนไหน เพราะมือเท้าของพวกเขาล้วนบิดงอผิดรูปดุจรากไม้อันอัปลักษณ์ พันรัดกันจนตายตัว และทั่วทั้งร่างก็เต็มไปด้วยของเหลวสีดำที่คุ้นตา
ของเหลวสีดำเหล่านั้นเป็นประดุจยางไม้ที่ยึดโยงมือเท้าเหล่านี้ให้ติดหนึบเข้าด้วยกันจนมิอาจแยกจาก
“ช่วย... ช่วยข้าด้วย...”
“ช่วยข้า...”
เสียงคำรามแหบพร่าด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากลำคอของหวังเสี่ยนและอาเฉวียนที่ยังไม่ตายสนิท
ในยามนี้พวกเขาก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "รากไม้รูปร่างมนุษย์" อันอัปลักษณ์นี้ไปเสียแล้ว ร่างกายของคนที่ยังเป็น ๆ ถูกหักงอและบิดเบี้ยว กระดูกสันหลังถูกกดทับจนแตกละเอียด อวัยวะภายในถูกบีบอัดจนระเบิด เลือดไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด เสียงร้องขอความช่วยเหลือเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ... สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นขาวซีด เลือดในกายไม่ไหลออกมาอีกต่อไป แต่มันถูกแทนที่ด้วยของเหลวสีดำข้นคล้ายยางไม้ที่เริ่มไหลออกมาแทน ยึดโยงศพทั้งแปดเก้าร่างให้หลอมรวมเป็นก้อนเนื้อประหลาดขนาดใหญ่ที่น่าเกลียดน่าชังยิ่งกว่าเดิม
แม้ว่าก้อนเนื้อรากไม้ตรงหน้านี้จะอยู่นิ่งสนิทไม่ไหวติง แต่ทว่าความนิ่งงันนั้นเองที่ทำให้ภาพของมือเท้าและลำตัวของคนเป็น ๆ สองคน บิดรัดเข้ากับมือเท้าของศพคนตายอีกหกเจ็ดร่างประดุจรากไม้ ดูสยดสยองพองเกล้าขึ้นเป็นทวีคูณ
“ปีศาจ!”
“มีปีศาจ!”
เหล่าอาสาชาวบ้านต่างขวัญหนีดีฝ่อ วิ่งหนีตายกันออกมาจากห้องปีกข้างอย่างไม่คิดชีวิต มีเพียงไม่กี่คนที่หนีออกมาไม่ทัน ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนแสนสาหัสที่ดังตามหลังมา
....
ดวงจิตของจินอันที่บังเอิญผ่านทางมาแถวนี้พอดี ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากที่พากันวิ่งหนีแตกตื่น ดวงจิตของเขาจึงรีบลอยเข้าไปตรวจสอบในทันที
ผลปรากฏว่าเขาได้เห็นกลุ่มอาสาชาวบ้านจำนวนมาก กำลังวิ่งหนีออกมาจากจวนเรือนล้อมลานสองชั้น ที่ดูธรรมดาหลังหนึ่งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ในปากพร่ำตะโกนแต่คำว่า "ปีศาจ ๆ" ราวกับถูกบางสิ่งกระชากวิญญาณจนกระเจิงไปเสียแล้ว
จินอันหยิบยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ยและยันต์ห้าอัสนีบาตพิชิตมารออกมาถือไว้ในมือ เตรียมพร้อมที่จะเรียกใช้ยันต์เหลืองทันทีหากมีสิ่งใดผิดปกติ จากนั้นจึงค่อย ๆ ลอยเข้าไปในห้องปีกข้างที่พวกอาสาชาวบ้านเพิ่งหนีออกมาอย่างระมัดระวัง
ยามนี้เขาอยู่ในสภาวะดวงจิต จึงไม่จำเป็นต้องเข้าทางประตูหลักเหมือนคนเป็น จินอันลอยทะลุผ่านกำแพงเข้าไปในห้องปีกข้างทันที และทันทีที่ดวงจิตลอยเข้าสู่ภายในห้อง เขาก็ได้เห็นซากศพแปดเก้าร่างที่เกี่ยวกระหวัด รัดพัน และบิดเบี้ยวกลายเป็นก้อนเนื้อรากไม้มหึมาอันอัปลักษณ์
แม้แต่จินอันเองเมื่อจ้องมองก้อนเนื้อยักษ์อันน่าเกลียดน่าชังตรงหน้า ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่พุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
“คนเหล่านี้ล้วนตายด้วยน้ำมือของต้นชิงเฉียนหลิว ถูกเงินหยินสูบกินสามวิญญาณจิตเจ็ดวิญญาณกายไปจนสิ้นงั้นรึ?”
“ศพของสองคนนั้น เลือดทั่วร่างยังไม่ทันแห้งดี น่าจะเพิ่งตายได้ไม่นาน!”
จินอันวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ในขณะที่เขากำลังกุมยันต์เหลืองทั้งสองใบไว้แน่น เขากลับสัมผัสได้ถึงสายตาอันเปี่ยมด้วยปราณอาฆาตแปดเก้าคู่ที่กำลังจ้องมองตรงมาที่เขา
แต่ก้อนเนื้อรากไม้มหึมาเบื้องหน้า กลับยังคงนิ่งสงบไม่ไหวติง
จินอันมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง! สายตาที่เต็มไปด้วยจิตชั่วร้ายทั้งแปดเก้าคู่นั้น มาจากซากศพประหลาดแปดเก้าร่างที่พันกันนิ่งสนิทราวกับรากไม้ตรงหน้านี่เอง!
ทว่า...
ศพประหลาดที่เกี่ยวกระหวัดรัดพันกันอย่างอัปลักษณ์เหล่านี้ กลับยังคงหลับตาแน่นสนิท มิได้ลืมตาขึ้นมาแต่อย่างใด
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ราวกับว่าศพประหลาดเหล่านั้นยังคงรักษาความนิ่งสงบไม่ไหวติงไว้ตลอดเวลา ทว่ากลับสามารถเข่นฆ่าผู้คนได้อย่างลี้ลับพิสดาร บรรยากาศรอบกายเริ่มทวีความวิปริตผิดธรรมดาขึ้นทุกขณะ
“ห้าอัสนีบาตหยางบริสุทธิ์! มหาธรรมแห่งฟ้าดิน!! สิ่งอัปมงคลใดบังอาจมาจ้องมองข้า!”
ดวงจิตของจินอันที่กุม ‘ยันต์ห้าอัสนีบาตพิชิตมาร’ ไว้แน่น ประกาศกร้าวด้วยสายตาอันห้าวหาญไม่ยอมสยบ จ้องเขม็งไปยังก้อนศพประหลาดที่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ก้อนนั้น
ทันใดนั้นเอง สายตาแห่งจิตชั่วร้ายที่คอยท่าจะจู่โจมก็พลันสลายหายไป
ก้อนศพประหลาดที่มีใบหน้าคนแปดเก้าหน้าใบนั้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ราวกับว่าพวกมันเป็นเพียงศพธรรมดาทั่วไปจริง ๆ
ทว่าศพที่บิดเบี้ยวและพันรัดกันจนแน่นขนาดนี้ ไม่มีส่วนใดที่เรียกว่า ‘ธรรมดา’ ได้เลย
จินอันพลันสังเกตเห็นว่า ภายใต้รัตติกาลนี้ เริ่มมีเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างสิ้นหวังดังมาจากหลายทิศทางมากขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ดวงจิตลอยตัวสูงขึ้นทะลุผ่านกระเบื้องหลังคาบ้าน ลอยเด่นอยู่บนที่สูงเพื่อมองลงมาสำรวจเมืองฉางที่อยู่ใต้แทบเท้าให้ถนัดตา
เมืองฉางในยามนี้ มีคนล้มตายไปทั่วทุกหัวระแหง!
ทุกที่หนแห่งล้วนเกิดศพประหลาดที่บิดเบี้ยวราวกับรากไม้ขึ้นมานับไม่ถ้วน!
ลมหยินพัดกระโชกอย่างรุนแรงไปทั่วเมืองฉาง ซึ่งกระแสลมเย็นเยือกเหล่านี้ แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจาก ‘เงินหยินชิงเฉียนหลิว’ ที่แพร่กระจายอยู่ในมือของชาวบ้านค่อนเมืองนั่นเอง
ดูเหมือนจะถูกบางสิ่งกระตุ้นเข้าเสียแล้ว เงินหยินเหล่านั้นในเวลานี้ไม่หลบซ่อนอำนาจอีกต่อไป ชาวบ้านคนใดที่มีเงินหยินอยู่ในมือ ต่างก็ล้มตายลงทันทีในชั่วพริบตา! สามวิญญาณจิตเจ็ดวิญญาณกายถูกเงินหยินในมือสูบกินจนสิ้นซากในคราวเดียว!
จากนั้น... ร่างกายเหล่านั้นต่างก็เกี่ยวกระหวัดรัดพันกันจนกลายเป็นศพประหลาด!
เพียงชั่วข้ามคืนเดียว ชาวเมืองฉางที่มีประชากรนับหมื่น คาดว่ามียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกินกว่าสามถึงสี่ส่วนเข้าไปแล้ว!
ทว่ายังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ต้องจบชีวิตลงท่ามกลางเสียงโหยหวนอันสิ้นหวัง ด้วยน้ำมือของศพประหลาดที่บิดเบี้ยวราวกับรากไม้เหล่านั้น! และกลายเป็นแรงสนับสนุนให้ศพประหลาดเหล่านั้นขยายร่างใหญ่โตยิ่งขึ้น!
จากศพสองร่างเพิ่มเป็นสามร่าง... เป็นหกร่าง... จนกลายเป็นศพยี่สิบร่างที่มีมือเท้าและลำตัวเกี่ยวกระหวัดรัดพันกันแน่น!
ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ ทุกทิศทางเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง เพลิงไหม้เริ่มปะทุขึ้นในหลายจุดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีกำลังพลไม่เพียงพอที่จะเข้าดับไฟได้ทันท่วงที ส่งผลให้เปลวเพลิงลุกลามไปตามบ้านเรือนที่เป็นโครงสร้างไม้ได้อย่างรวดเร็ว ยามนี้เมืองฉางตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงที่ลุกโชนในทุกหย่อมหญ้า
ในคืนนี้... เมืองฉางได้ล่มสลายลงแล้ว!
จินอันกำหมัดแน่นจนกระดูกนิ้วส่งเสียงดัง เขาจ้องมองเมืองฉางที่พังพินาศลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสลดหดหู่
ยิ่งเขาปรารถนาจะลงมือทำอะไรสักอย่างมากเท่าไหร่! เขากลับยิ่งสัมผัสได้ถึงความเจ็บใจที่ตนเองช่างไร้กำลังวาสนามากเท่านั้น!
จนท้ายที่สุดเขาก็พบว่า! ตนเองมิอาจทำอะไรได้เลย! เมื่ออยู่ต่อหน้ามหันตภัยร้ายแรงที่ครอบคลุมไปทั้งเมืองเช่นนี้ ความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยที่เขาเคยภาคภูมิใจ กลับไม่มีค่าพอแม้แต่จะเป็น "ตั๊กแตนตำข้าวที่พยายามขวางรถม้า" ด้วยซ้ำ
ในวินาทีนั้นเอง... ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงย่ำเท้าเดินทัพของ "กองทัพผียืมทาง" ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวาน พวกมันกรีฑาทัพทะลุผ่านกำแพง ทะลุผ่านตัวบ้าน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของศาลเจ้าเหวินอู่อย่างดุดันและเปี่ยมด้วยรังสีฆ่าฟัน
ในเวลาเดียวกัน ที่ทิศทางของศาลเจ้าเหวินอู่ จินอันก็ได้เห็นแสงสว่างแห่ง "ดวงจิตวิญญาณเที่ยงธรรม" ของผู้ทรงความรู้ที่อ่านตำราทั่วหล้า พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้าข่มเมฆาให้มลายหาย!
นั่นคือ... คุณชายอี่อวิ๋น!
จินอันจำได้ทันทีในพริบตาเดียว
ทั้งศพหญิงสาวในโลงศพขาว และคุณชายอี่อวิ๋น ต่างกำลังทุ่มเทกำลังเพื่อช่วยกอบกู้โลกใบนี้อยู่อย่างนั้นรึ?
....
“ติงไฮ่กักจิต ติงโหย่วคุมขวัญ ติงเว่ยสลายเคราะห์!”
“เจี่ยอู่รักษาจิต เจี่ยเฉินสยบวิญญาณ และเจี่ยหยินหล่อเลี้ยงสัจธรรม!”
ปราณเทพทั้งสิบสองบน ‘ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย’ ช่วยปลอบประโลมดวงจิตของจินอันให้มั่นคงและหล่อเลี้ยงจิตใจให้หนักแน่น ในเวลานี้ปณิธานของจินอันไม่สั่นคลอนอีกต่อไป แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขาตัดสินใจได้แล้ว
จากนั้น ดวงวิญญาณของจินอันก็พุ่งทะยานกลับคืนสู่กายหยาบอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่วิญญาณคืนร่าง จินอันก็หยิบ ‘ยันต์ห้าห้าอัสนีบาตพิชิตมาร’ ที่เคยผ่านการผนึก มาแล้วหนึ่งครั้ง ซึ่งมีมูลค่าถึงหนึ่งพันแต้มบุญกุศลออกมา ระหว่างคิ้วของเขาฉายแววเด็ดขาดไร้ความลังเล: “ผนึก!”
สิ้นเสียงกัมปนาทแห่งวิถีสวรรค์อันยิ่งใหญ่ วิถีแห่งมรรคาที่คุ้นเคยก็พลันปรากฏขึ้น
เมื่อกระแสแห่งมรรคาจางหายไป จินอันก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในหัวใจที่แตกต่างไปจากเดิมจากรูปวาดห้าอัสนีบาตบนยันต์ในมือ
จินอันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ: “ผนึก!”
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย... นี่คือการผนึกครั้งที่สาม!
วิถีแห่งมรรคาปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันยาวนานกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อกระแสพลังสลายตัวไป จินอันจ้องมองยันต์ห้าอัสนีบาตพิชิตมารในมือพลางรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดขมับที่เต้นตุบ ๆ
เขารู้สึกราวกับว่าสิ่งที่ถืออยู่ในมือไม่ใช่เพียงยันต์กระดาษสีเหลืองใบหนึ่ง แต่มันคือ ‘สระอัสนี’ อันทรงพลังที่พร้อมจะผ่าร่างของเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ทุกเมื่อ
และภายในสระอัสนีแห่งนี้ มีสายฟ้าไร้สิ้นสุดกำลังฟาดฟันทะยานฟ้า ทรงพลานุภาพอันรุ่งโรจน์และน่าเกรงขามยิ่งนัก
แม้ในยามนี้เขาจะไม่ได้อยู่ในสภาวะถอดจิต แต่จินอันก็สัมผัสได้ว่ารูปวาดห้าอัสนีบาตหยางบริสุทธิ์บนยันต์ใบนี้ กำลังช่วยชะล้างสิ่งสกปรกปนเปื้อนในห้วงความคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงวิญญาณของเขายิ่งบริสุทธิ์ กลั่นตัวแน่นขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น
ถึงกับมีผลในการฝึกฝนดวงวิญญาณเชียวหรือ? นี่มันคือลาภลอยที่ไม่ได้คาดฝันโดยแท้!
วิชาเพ่งปราณ แต้มบุญกุศล
2 แต้ม
นี่สิที่เขาเรียกว่า "บุญกุศลที่สะสมมาหายวับไปในพริบตา" แต้มบุญกุศลทั้งหมดที่เขาเพียรฆ่าพวกหุ่นกระดาษ หลวงจีนผู่จื้อ และที่แอบ "ถอนขนแกะ" จากต้นชิงเฉียนหลิวมาตลอดหลายวันมานี้ ทั้งหมดถูกทุ่มลงไปกับการผนึกยันต์ห้าอัสนีบาตพิชิตมารในครั้งนี้จนเกลี้ยง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์ลิขิตไว้ล่วงหน้าหรือไม่ การผนึกครั้งที่สองต้องใช้บุญกุศลสองพัน ส่วนครั้งที่สามใช้สามพัน ซึ่งแต้มบุญกุศลที่เขาล่ามาได้ในช่วงหลายวันนี้กลับรวบรวมได้ครบตามจำนวนนั้นพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน
จินอันสลัดความฟุ้งซ่านเหล่านี้ทิ้งไปชั่วคราว เขาไม่กล้ารอช้า รีบถอดจิต ออกมาอีกครั้ง ดวงวิญญาณลอยขึ้นสู่ที่สูงแล้วเหลียวกลับไปมองตำแหน่งที่พักของตนเอง
เนื่องจากเดิมทีเขาต้องการที่สงบเพื่อฝึกยุทธ จึงตั้งใจเลือกที่พักในจุดที่ห่างไกลและเงียบสงัด ทำให้ความวุ่นวายในยามนี้ยังลามมาไม่ถึงบ้านของเขา
ประกอบกับความโกลาหลจากทิศทางอื่นยังอยู่ห่างจากที่พักพอสมควร
เรื่องนี้ช่วยให้จินอันหมดห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและรีบไปสนับสนุนศพหญิงสาวในโลงศพขาวกับคุณชายอี่อวิ๋นให้เร็วที่สุด เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร จินอันจึงตัดสินใจใช้ร่างจิตในการเดินทางโดยตรง
จากนั้น ดวงวิญญาณของเขาก็พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางของศาลเจ้าเหวินอู่ด้วยความเร็วสูงสุด
ถึงแม้ที่ผ่านมาจินอันจะพร่ำบอกตลอดว่าต้อง "โกยเถอะโยม" เพื่อรักษาตัวรอด แต่เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงมาปรากฏอยู่ตรงหน้าจริง ๆ สุดท้ายเขาก็มิอาจทำใจคอให้เข้มแข็งดุจหินผาได้ เขาไม่สามารถนิ่งดูดายมองชาวบ้านทั้งเมืองตายอย่างอนาถไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
เขาทำไม่ได้เหมือนพวกเฒ่าทารกเจ้าเล่ห์ ที่คอยแต่จะคำนวณผลได้ผลเสียและผลประโยชน์ในทุกย่างก้าว
เกิดมาเป็นคนทั้งที... ขอเพียงแค่ได้ชื่อว่า ความคิดความอ่านปลอดโปร่ง ไร้ซึ่งความละอายแก่ใจ ก็เพียงพอแล้ว
ในวินาทีนี้ แววตาของจินอันเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ห้าวหาญ มีแต่รุดหน้าไม่มีถอยหลัง ดวงวิญญาณของเขาสัมผัสได้ถึงปราณเทพจากยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ยและยันต์ห้าอัสนีบาตพิชิตมารที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ความคิดอ่านลื่นไหลปลอดโปร่งไปทั่วทั้งร่างดวงจิต ราวกับว่า มรรคาแห่งดวงวิญญาณ ของเขาได้ก้าวรุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
"พี่เสือ(ยันต์) ครั้งนี้ข้าคงต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ท่านแล้วนะ!"
(จบบท)