เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 118: ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ

บทที่ 118: ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ

บทที่ 118: ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ


บทที่ 118: ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ

“คุณชายจินอัน อาจารย์เฉิน”

ทันทีที่จินอันและนักพรตเฒ่าก้าวเท้าเข้าไปในเหลาอาหาร เสี่ยวเอ้อประจำร้านก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที

“ท่านผู้ว่าการอำเภอจางได้สั่งกำชับไว้ว่า หากเห็นคุณชายและอาจารย์เฉินมาถึง ให้เชิญทั้งสองท่านไปยังห้องรับรองระดับสูงสุดบนชั้นสามได้เลยขอรับ”

เสี่ยวเอ้อรีบเดินนำทางอย่างกระฉับกระเฉงและพินอบพิเทา

ด้วยชื่อเสียงของจินอันในอำเภอฉางยามนี้ โดยเฉพาะวีรกรรม "แจกเงิน" ติดต่อกันสองวันที่ตลาดหน้าศาลเจ้าเหวินอู่ ทำให้ตอนนี้ทั่วทั้งอำเภอฉางต่างเต็มไปด้วยข่าวลือและเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเขา เช่นว่า:

ได้ยินมาว่าคุณชายจินอันยังไม่ได้หมั้นหมายแต่งงานเลยนะ...

ไม่เคยเห็นคุณชายจินอันสนิทสนมกับหญิงสาวนางไหนเลย นอกจากใช้ชีวิตอยู่กับนักพรตเฒ่าคนหนึ่งทุกวี่ทุกวัน...

ไม่เคยได้ยินข่าวคราวว่าคุณชายจินอันจะไปกุ๊กกิ๊กกับคุณหนูบ้านไหนเลยสักคน...

ไม่รู้ว่าลูกสาวบ้านเราจะมีโอกาสบ้างหรือเปล่านะ...

ดังนั้น การที่เสี่ยวเอ้อในเหลาอาหารจะจำจินอันได้ทันทีจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

.....

เมื่อเสี่ยวเอ้อพาคนทั้งคู่ขึ้นมาถึงชั้นสาม ก็เดินนำไปยังห้องที่หรูหราและโอ่อ่าที่สุดในบรรดาห้องระดับสูงสุด ซึ่งมีชื่ออันเป็นมงคลว่า "โถงโชคลาภรุ่งโรจน์"

ภายในโถงโชคลาภรุ่งโรจน์นั้นตกแต่งอย่างตระการตา แว่วสำเนียงเสียงดนตรีจากเครื่องสายและขลุ่ยไม้ไผ่ มีนักดนตรีคอยบรรเลงเพลงขับกล่อม และมีเหล่านางรำผู้สะโอดสะองกำลังโยกย้ายส่ายเอวบางกิ่วราวกับงูน้ำ อาภรณ์ผ้าบางเบาที่สวมใส่ดูคล้ายจะปิดบังแต่กลับยิ่งชวนมอง

ทันทีที่เสี่ยวเอ้อผลักบานประตูห้องรับรองออก จินอันก็เห็นว่าภายในห้องมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย แต่ละคนดูภูมิฐานพุงพลุ้ย กำลังเสพสำราญชมความงามของเอวบางร่างน้อยเหล่านางรำด้วยท่าทีของผู้มีสุนทรียภาพ

เมื่อเห็นคนเหล่านี้ จินอันก็แอบขำในใจ โอ้โฮ... ล้วนแต่เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้นเลยนี่นา

แขกเหรื่อที่นั่งล้อมวงกันอยู่นี้ จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่เหล่าคหบดีและพ่อค้าผู้มีหน้ามีตาในเมืองฉาง เมื่อทุกคนเห็นจินอัน ต่างก็รีบกล่าวทักทายด้วยท่าทีที่กระตือรือร้นและเป็นกันเองทันที

ครั้งล่าสุดที่จินอันเจอคนกลุ่มนี้พร้อมหน้ากัน คือตอนที่เขาเพิ่งจะมาถึงเมืองฉางใหม่ ๆ ในคดีที่เขาคลี่คลายเรื่องการครอบครองดินปืน ซึ่งในวันนั้น ผู้ว่าการอำเภอจางผู้เป็นข้าราชการตงฉินดั่งบิดามารดาของราษฎร ได้ใช้โต๊ะอาหารมื้อนั้นระดมเงินรางวัลให้เขาถึง 300 ตำลึง

ดูท่าว่าวันนี้ ผู้ว่าการอำเภอจางจะนัดคนมามอบเงินให้ข้าอีกแล้วสิ! จินอันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น

หือ นึกไม่ถึงว่าวันนี้หัวหน้ามือปราบเฝิงก็อยู่ด้วย... จินอันยังได้พบกับคนคุ้นเคยบนโต๊ะอาหารอีกคน

เป็นไปตามคาด หลังจากผู้ว่าการอำเภอจางเชิญจินอันและนักพรตเฒ่าเข้ามาในห้องรับรองแล้ว ก็จัดแจงให้ทั้งคู่นั่งลงข้างกายตนเอง ก่อนจะรีบยกจอกเหล้าขึ้นคารวะทันที: "คุณชายจินอัน ท่านอาจารย์เฉิน ขอบคุณท่านผู้สูงส่งทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ช่วยคลี่คลายวิกฤตของอำเภอฉางมาหลายครั้งครา ทั้งช่วยกอบกู้ราษฎรของข้าให้พ้นจากความทุกข์เข็ญ วันนี้ข้าขอดื่มคารวะท่านทั้งสองก่อนหนึ่งจอก"

ครี่นผู้ว่าการอำเภอจางเป็นฝ่ายเริ่มดื่มคารวะและกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดสิ้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็พลันคึกคักขึ้นมาถึงขีดสุด

จากนั้น ผู้ว่าการอำเภอจางก็รินเหล้าคารวะอีกจอก: "คุณชายจินอันและท่านอาจารย์เฉินคือวาสนาของอำเภอฉางโดยแท้ จะว่าไปข้าก็น่าละอายใจนัก ปกติภารกิจรัดตัวจนเพิ่งจะมีเวลาว่างจัดเลี้ยงพวกท่านทั้งสองในวันนี้ ข้าขออภัยตัวเอง ด้วยการดื่มเพิ่มอีกหนึ่งจอก"

ผู้ว่าการอำเภอจางกล่าวจบก็กระดกเหล้าหมดจอกอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า: "คราวก่อนที่เชิญคุณชายจินอันไปล้อมปราบพรรคชิงสุ่ย ข้ายังมิทันได้ขอบคุณท่านเลย พอมาเมื่อวานก็ได้คุณชายจินอันยื่นมือเข้าช่วยล้อมปราบคนร้ายที่ลอบเร้นเข้ามาในเมืองฉางอีก... ดังนั้นในวันนี้ข้าจึงพาเหล่าคหบดีผู้มีชื่อเสียงในเมืองฉางมารวมตัวกัน ประการแรกคือเพื่อจัดเลี้ยงฉลองชัยให้แก่คุณชายจินอันและท่านอาจารย์เฉิน ประการที่สองคือเพื่อให้ทุกท่านช่วยกันระดมความคิดว่า ควรจะตอบแทนคุณชายจินอันและท่านอาจารย์เฉินอย่างไรดี"

ขณะที่ผู้ว่าการอำเภอจางพูด เขาก็เลื่อนกล่องผ้าไหมสองใบที่เตรียมไว้บนโต๊ะอาหารมาตรงหน้าจินอันและนักพรตเฒ่า

จินอันมองกล่องผ้าไหมนี้ ขนาดของมันเท่ากับกล่องในงานเลี้ยงคราวก่อนเปี๊ยบ หรือว่าข้างในจะเป็นตั๋วเงินจากโรงรับแลกเงินฉุนอี้กง ใบละห้าสิบตำลึงจำนวนหกใบอีกแล้ว?

"ผู้ว่าการนายอำเภอจางเกรงใจเกินไปแล้วจริง ๆ "

จินอันพูดไปตามมารยาท แต่ท่าทางของเขานั้นหาได้ช้าไม่

หลังจากทั้งคู่รับกล่องมาแล้ว ก็ไม่ได้เปิดดูในทันที เพราะขืนทำเช่นนั้นมันจะดู "ตลาดล่าง" เกินไป ไม่สอดคล้องกับระดับของงานเลี้ยงสุดหรูในตอนนี้ และจะเป็นการไม่ให้เกียรติท่านผู้ว่าการอำเภอจางรวมถึงเหล่าคหบดีที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ด้วย

ทว่าจังหวะที่เก็บกล่อง จินอันแอบแง้มเปิดดูผ่านช่องเล็ก ๆ เพียงนิดเดียว... ความหนาของตั๋วเงินนั่น ใช่เลย 300 ตำลึงอีกแล้ว! ผู้ว่าการอำเภอจางช่างเป็นข้าราชการดั่งบิดามารดาผู้สร้างวาสนาให้ราษฎรโดยแท้ วันนี้จินอันขออวยท่านผู้ว่าการอำเภอให้ไส้แตกไปเลย!

ครั้นเห็นผู้ว่าการอำเภอจางยกเรื่องพรรคชิงสุ่ยคราวก่อนขึ้นมา จินอันก็เข้าใจเจตนาทันที ผู้ว่าการอำเภอจางต้องการจะชดเชยเรื่องในตอนนั้นให้นั่นเอง

คราวก่อนที่ไปล้อมปราบสำนักงานใหญ่พรรคชิงสุ่ย ปรากฏว่าที่นั่นถูกคนถล่มจนพินาศไปก่อนแล้ว แม้แต่ตัวอาคารยังถูกทำลายจนยับเยิน ย่อมไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เหลือให้ทางการเข้ายึดเพื่อนำมาแปบ่งสรรปันส่วนได้

ส่วนบรรดาร้านค้าหรืออสังหาริมทรัพย์ในชื่อของพรรคชิงสุ่ย ทางที่ว่าการเองก็ไม่กล้าเข้ายึดสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะจะเป็นการตัดทางทำกินของผู้คนเกินไป

อีกทั้งเหล่าพี่น้องผู้รักคุณธรรมของพรรคชิงสุ่ย เคยช่วยเหลือทางที่ว่าการมามาก และไม่ได้จงใจครอบครองดินปืนเพื่อก่อกบฏจริง ๆ ทางที่ว่าการนอกจากจะไม่ยึดทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ยังต้องคอยดูแลเหล่าคนเฒ่า ผู้หญิง และเด็กที่เหลืออยู่ของพรรค เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกฉวยโอกาสเข้ามายึดครองถิ่นของพรรคชิงสุ่ยอีกด้วย

ดังนั้น ในภารกิจคืนนั้น จินอันจึงไม่ได้ "ค่าตอบแทน" ติดไม้ติดมือมาเลย

กลับกัน จินอันกลับรู้สึกตื้นตันในความรักพวกพ้องและคุณธรรมของระดับสูงในพรรคชิงสุ่ยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยเอ่ยปากถามผู้ว่าการอำเภอจางเรื่อง "การแบ่งสรรปันส่วน" เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เงินน่ะ... มีพอใช้ก็พอแล้ว

ความคิดความอ่านปลอดโปร่ง  ไร้ซึ่งความละอายแก่ใจ นั่นแหละจึงจะเรียกว่า "ความเป็นอิสระที่แท้จริง"

นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ตนเองก็ได้รับรางวัลกับเขาด้วย ในยามนี้นักพรตเฒ่าดีใจจนยิ้มหน้าบาน ปากหัวเราะจนหุบไม่ลงเสียแล้ว

ก่อนจะมาที่นี่ นักพรตเฒ่ายังเต็มไปด้วยความกังวลสารพัด คอยกำชับจินอันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ความรอบคอบคือหนทางแห่งความปลอดภัย" คืนนี้จะทำอะไรให้คอยดูสายตาข้าไว้ก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ อย่าได้ดื่มสุราหรือกินอะไรส่งเดชเด็ดขาด... ที่ไหนได้ ตอนนี้นักพรตเฒ่ากลับเห็นแก่เงินจนหน้ามืดตามัว ลืมคำพูดที่ตัวเองเคยเตือนไว้ก่อนมาจนหมดสิ้น หลังจากดื่มวนไปสามรอบ เจ้าตัวก็ดื่มจนเริ่มมึนหัวตึบเสียแล้ว

นักพรตเฒ่าเป็นเพียงนักพรตพเนจร จะเคยไปร่วมงานเลี้ยงระดับสูงกับผู้ว่าการอำเภอเช่นนี้ที่ไหนกันเล่า อีกทั้งสุราเลิศรส ของเหลาเฟิงเล่อยังเป็นของรักของสะสมที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีวาสนาจะได้ลิ้มลอง นักพรตเฒ่าจึงดื่มเอา ๆ ราวกับวัวดื่มน้ำ จนกระทั่งงานเลี้ยงระดับสูงนี้จบลง นักพรตเฒ่าก็อยู่ในสภาพเมามายไม่ได้สติไปเสียแล้ว

งานเลี้ยงสุดหรูมื้อนี้กินเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม ทุกคนต่างอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า เมื่อเดินออกมาจากเหลาอาหารก็เกือบจะถึง ยามซวี (ประมาณ 19:00 - 21:00 น.) แล้ว

ในยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิท

เมื่อพ้นจากเหลาอาหาร จินอันเห็นนางรำที่สวมอาภรณ์บางเบาหลายนางพากันขึ้นรถม้าของเหล่าคหบดีไป และหายเงียบไปในนั้นนานแสนนานโดยไม่มีทีท่าว่าจะลงมา

จินอันฝากฝังให้หัวหน้ามือปราบเฝิงช่วยไปส่งนักพรตเฒ่ากลับที่พักก่อน ส่วนตัวเขานั้นก้าวขึ้นไปบนรถม้าของผู้ว่าการอำเภอจาง

ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยง อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารอันโอชะ จินอันจึงไม่รู้สึกถึงสิ่งใดผิดปกติ แต่คราวนี้เมื่อเข้ามาอยู่ในรถม้าซึ่งเป็นพื้นที่ปิด เขากลับได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของ เครื่องประทินโฉมจันทร์ชาด ที่แสนคุ้นเคยอีกครั้ง

“หือ?”

ทันทีที่จินอันขึ้นรถม้า เขาก็เผลออุทานออกมาเบา ๆ ตามสัญชาตญาณ

กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดที่แสนคุ้นเคยนี้ กลับช่วยกดข่มความรู้สึกประหม่าเล็ก ๆ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ว่าการอำเภอจางให้หายไปเสียอย่างนั้น

อาจเป็นเพราะเขารู้ถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างเถ้าแก่เนี้ยจาง คุณหนูจางหลิงหยุน กับผู้ว่าการอำเภอจาง ทุกครั้งที่จินอันเจอผู้ว่าการอำเภอ เขาจึงมักจะรู้สึกเกร็ง ๆ และกังวลอยู่เสมอว่าผู้ว่าการอำเภอจะสั่ง "ฆ่าปิดปาก" เขาหรือไม่

“คุณชายจินอัน เป็นอะไรไปหรือ?”

ผู้ว่าการอำเภอจางมองจินอันด้วยความฉงน เพราะตั้งแต่ก้าวขึ้นรถม้ามา จินอันก็ดูท่าทางกระสับกระส่าย ขยับก้นไปมาไม่หยุดราวกับ “นั่งบนเข็มขัดหนาม”

“เมื่อครู่ตอนเลิกราจากงานเลี้ยง คุณชายจินอันบอกว่ามีความสำคัญจะหารือกับข้า ไม่ทราบว่าความสำคัญที่ว่านั้นคือเรื่องอะไรกัน?”

รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ

ภายในตัวรถยามนี้...

นอกจากสารถีที่อยู่ด้านนอกแล้ว ภายในห้องโดยสารที่อบอุ่นและถูกกั้นด้วยม่านหนาเพื่อบังลมหนาวในคืนฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงจินอันและผู้ว่าการอำเภอจางอยู่กันเพียงลำพังสองคน

ทว่า เมื่อเผชิญกับข้อสงสัยของผู้ว่าการอำเภอจาง ครั้งนี้จินอันกลับไม่ได้ตอบคำถามในทันที

เขาก้มหน้าครุ่นคิดอย่างมีนัยสำคัญ จมูกขยับสูดกลิ่นเบา ๆ เป็นระยะ คล้ายกับกำลังตั้งใจดมกลิ่นเพื่อแยกแยะหรือพิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง

ในที่สุด จินอันก็เงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยถามผู้ว่าการอำเภอจางด้วยทีท่าคล้ายไม่ได้ตั้งใจว่า: “ท่านผู้ว่าการจาง ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับฮูหยินท่านจะชื่นมื่นสมัครสมานกันดีนะขอรับ”

ผู้ว่าการอำเภอจางมองกลับมาด้วยความสงสัย: “เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?”

จินอันยิ้มละไมพลางจ้องมองผู้ว่าการอำเภอจาง: “ทันทีที่ข้าก้าวเข้ามาในรถม้า ข้าก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของ เครื่องประทินโฉมจันทร์ชาด ที่แผ่ออกมาจากตัวท่าน เครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในหมู่ชนชั้นสูงที่เมืองหลวงทางเหนือ บรรดาสตรีผู้สูงศักดิ์และคุณหนูตระกูลใหญ่ต่างก็นิยมใช้เครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดนี้กันทั้งนั้น”

“เป็นเพราะเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดนี้ทั้งกันน้ำและทนต่อแสงแดด ไม่ละลายง่ายยามถูกน้ำ และไม่แห้งแตกหลุดลอกยามต้องแดด อีกทั้งตัวแป้งเองยังมีกลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ ที่ติดทนนานได้ตลอดทั้งวัน”

“ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงครองใจเหล่าผู้ดีในเมืองหลวงเสมอมา แน่นอนว่าราคาก็แพงลิบลิ่วเช่นกัน เครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดเพียงตลับเล็ก ๆ กลับมีค่าเท่ากับเนื้อเงินบริสุทธิ์ แป้งหนึ่งตลับมีราคาสูงถึงสามเฉียน ซึ่งเพียงพอจะเทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของมือปราบคนหนึ่งเลยทีเดียว”

แป้งหนึ่งตลับจ้อยขายตั้งสามเฉียน นี่มันไม่ใช่การผัดหน้าทาแป้งแล้ว ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้านมันคือการเอาผงเงินมาละเลงหน้า เอาเหรียญทองแดงมาแปะไว้เต็มหน้าชัด ๆ... จินอันแอบบ่นพึมพำอยู่ในใจ

ผู้ว่าการอำเภอจางมองจินอันด้วยความประหลาดใจ: "นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายจินอันจะศึกษารายละเอียดเรื่องพวกนี้ได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้"

จินอันตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้เพื่อปัดผ่านไปว่า: "ข้ามีสหายอยู่คนหนึ่ง บังเอิญได้รับแป้งนี้มาน่ะขอรับ"

เขาไม่พูดแบบนี้ก็คงไม่ได้ จะให้เขาไปพูดต่อหน้าต่อตา "พ่อตา" ของจางหลิงหยุนตรง ๆ ได้อย่างไรว่า... ข้าเคยส่งเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดให้บุตรสาวคนโตของท่านตลับหนึ่งนะ? หรือจะให้บอกว่า ตอนนั้นเจ้าของร้านเครื่องประทินผิวพยายามเชียร์ให้ข้าซื้อของที่แพงที่สุดดีที่สุด จนข้าจำคำโฆษณาได้แม่นยำขึ้นใจเลยล่ะ?

เหอๆ

ขืนพูดไป ต่อให้ผู้ชายคนนี้จะมีหัวหมาสักเก้าหัว ก็คงไม่พอให้เครื่องประหารหัวสุนัขในที่ว่าการสับฉับเดียวหรอก

ผู้ว่าการอำเภอจางเมื่อได้ฟังคำของจินอัน ก็ตบมือหัวเราะร่า: "ฮ่า ๆ ฮูหยินของข้าชื่นชอบเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดนี้จริง ๆ นั่นแหละ"

"ที่ผ่านมาข้ายังนึกสงสัยอยู่เลยว่า เหตุใดเวลาฮูหยินไปพบปะกับบรรดาฮูหยินตระกูลอื่น ๆ ถึงมักจะหนีไม่พ้นการนั่งล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดนี้ ที่แท้มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้ามันก็แค่บุรุษหยาบกระด้างคนหนึ่ง ไม่เข้าใจเรื่องเครื่องสำอางหรือแป้งผัดหน้าของพวกผู้หญิงหรอก วันนี้คุณชายจินอันช่วยไขข้อข้องใจขนานใหญ่ในใจข้าไปได้เลยทีเดียว ฮ่า ๆๆ"

ผู้ว่าการอำเภอจางกล่าวพลางระเบิดเสียงหัวเราะ

ชายฉกรรจ์สองคน ตลอดการเดินทางกลับไม่สนทนาเรื่องบ้านเมือง กลับมานั่งถกกันเรื่องแป้งทาหน้าของผู้หญิงเสียอย่างนั้น แต่ก็นับว่าคุยกันได้ถูกคอจนสำราญใจทั้งเจ้าบ้านและแขก ไม่นานนัก รถม้าก็มาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ

จินอันเดินตามผู้ว่าการอำเภอจางไปยังห้องหนังสือ เมื่อบ่าวรับใช้จุดเทียนจนภายในห้องสว่างไสว ผู้ว่าการอำเภอจางก็สั่งให้บ่าวไปยกน้ำชามาต้อนรับแขก

จังหวะที่บ่าวรับใช้ถอยออกไป ผู้ว่าการอำเภอจางหันหลังให้จินอัน เตรียมจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ หลังโต๊ะทำงาน

"หือ ผู้ว่าการนายอำเภอจาง ที่หลังของท่านมีใบไม้ร่วงติดอยู่ใบหนึ่ง เดี๋ยวข้าช่วยหยิบออกให้"

ยามนี้เป็นเวลาหลังเลิกงาน ผู้ว่าการอำเภอจางย่อมไม่ได้สวมชุดขุนนางเต็มยศอยู่แล้ว ชุดที่เขาสวมใส่ตอนนี้คือชุดลำลองสีเขียว แขนกว้างตัดเย็บด้วยผ้าเมฆาเนื้อดี

ทว่าใครจะไปคาดคิด ทันทีที่ฝ่ามือของจินอันสัมผัสลงบนเสื้อคลุมบริเวณแผ่นหลังของผู้ว่าการอำเภอจาง จู่ ๆ ก็มีเสียง ฉ่า ฉ่า ฉ่า ดังขึ้น พร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกพรึบบนเสื้อคลุมของเขา

“ท่านผู้ว่าการจาง เสื้อที่หลังท่านทำไม จู่ ๆ ถึงไฟลุกได้ล่ะ รีบถอดเสื้อออกเร็วเข้า!”

จินอันตะโกนด้วยน้ำเสียงร้อนรน พร้อมกับใช้ฝ่ามือตบไปที่เสื้อคลุมของผู้ว่าการอำเภอจางไม่หยุด

ผู้ว่าการอำเภอจางเองก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อผ้า เขาจึงรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกทันที

แต่แล้วจินอันก็ตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง: “ท่านผู้ว่าการอำเภอ เสื้อตัวในของท่านก็ติดไฟด้วย! รีบถอดเสื้อผ้าบนตัวออกให้หมดเถอะ!”

เพียงแต่ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้จินอันช่วยดับไฟ ผู้ว่าการอำเภอจางเอื้อมมือไปปัดป่ายที่หลังอย่างลนลาน ไม่นานนักเปลวไฟเล็ก ๆ บนแผ่นหลังก็ดับลง

ผู้ว่าการอำเภอจางหยิบเสื้อคลุมที่โยนทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาสะบัดดู ก็พบว่าที่แผ่นหลังของเสื้อคลุมถูกเผาจนเป็นรูโหว่ขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือจริง ๆ

ผู้ว่าการอำเภอจางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหันมามองจินอันด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

จินอันแสร้งทำหน้าตายแล้วพูดจาเหลวไหลอย่างเป็นตุเป็นตะว่า: “แปลกจริง ๆ เลยนะท่านผู้ว่าการอำเภอ เสื้อผ้าบนตัวท่าน จู่ๆ ทำไมถึงติดไฟขึ้นมาเองอย่างไร้สาเหตุได้?”

“สงสัยจะเป็นตอนที่ท่านผู้ว่าการอำเภอหันหลังเมื่อครู่ กระแสลมในห้องหนังสือคงพัดพาเปลวเทียนข้าง ๆ มาโดน จนทำให้ไฟลามติดตัวโดยไม่ทันระวังแน่ ๆ”

โชคดีที่ในห้องหนังสือนั้นผู้ว่าการอำเภอจางมีเสื้อคลุมสำรองอยู่อีกตัว ทว่าในจังหวะที่ผู้ว่าการอำเภอจางหยิบเสื้อคลุมมาสวมได้เพียงครึ่งเดียว จินอันกลับโพล่งประโยคที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยออกมาว่า:

“ข้ายังไม่ได้แต่งงาน หรือว่าคุณชายอี่อวิ๋นจะอาสาคลอดลูกชายอ้วนท้วนหนักสักแปดชั่งให้ข้าสักคนเล่า!”

ประโยคนี้ คือประโยคเดียวกับที่จินอันเพิ่งจะพูดหยอกล้อคุณชายอี่อวิ๋นตอนที่บังเอิญเจอกันที่ศาลเจ้าเหวินอู่เมื่อช่วงกลางวัน

คำพูดที่โพล่งออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้ผู้ว่าการอำเภอจางที่กำลังสวมเสื้อคลุมถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ และกว่าที่เขาจะคิดหาทางตบตาเพื่อปกปิดอาการนั้น มันก็สายเกินไปเสียแล้ว... ฉึก!

มือข้างหนึ่งแทงทะลุเข้าไปในร่างกายของเขา ทะลวงผ่านทรวงอกออกมา ฝ่ามือนั้นร้อนระอุไปด้วยปราณร้อนลุ่มจากปราณทมิฬเพลิงพิษ พุ่งตรงเข้าทะลวง "ร่างหนังมนุษย์" ที่เป็นเพียงเปลือกนอกอันว่างเปล่าของผู้ว่าการอำเภอจางจนเป็นรูพรุน

ไม่มีเลือดสาดกระจายให้น่าสยดสยองแต่ประการใด...

บนฝ่ามือไม่มีความรู้สึกถึงแรงต้านจากเนื้อหนังหรือกระดูกเลยแม้แต่น้อย

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย!

จินอันลอบจู่โจมจากทางด้านหลัง แทงทะลวงผ่านทรวงอกของผู้ว่าการอำเภอจางจนทะลุออกไป!

“ที่แท้... คุณชายจินอันก็สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนก้าวขึ้นรถม้าแล้วสินะ?”

“ข้าขอถามสักคำเถอะ ข้ามั่นใจว่าวิชา ‘วาดหนัง’ ของข้านั้นบรรลุถึงขั้นสูงสุด สามารถปลอมแปลงได้แนบเนียนจนถึงขั้น ‘นกเขามายึดรังนกกางเขน’ (สวมรอยแทนเจ้าของที่เดิม) ทั่วทั้งที่ว่าการไม่มีใครมองออกถึงจุดพินิจของข้าได้เลย แล้วคุณชายจินอันมองออกได้อย่างไร?”

เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังจินอัน เป็นเสียงขององครักษ์ที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าประตู... ฉึก!

ทรวงอกขององครักษ์ผู้นั้นก็หาได้มีความรู้สึกของร่างกายที่มีเลือดเนื้อไม่ มันถูกปราณร้อนลุ่มจากปราณทมิฬเพลิงพิษบนฝ่ามือของจินอันแทงทะลวงไปเช่นกัน

“เฮ้อ...”

เสียงทอดถอนใจเบา ๆ ดังขึ้น

มีสตรีผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนหลังของที่ว่าการอำเภอ

เรือนหลังนั้นเป็นที่พักอาศัยของผู้ว่าการอำเภอจางและครอบครัว และผู้ที่เดินออกมาก็คือ “ฮูหยินผู้ว่าการอำเภอ” นั่นเอง บนใบหน้าของนางปรากฏร่องรอยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางจ้องมองจินอันที่เมื่อกลางวันยังเป็นสหาย แต่พอตกกลางคืนกลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้มีสีหน้าเย็นเยียบและแผ่ซ่านไปด้วยปราณอาฆาตอันรุนแรง

“มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้เลยจริง ๆ...”

ภายใต้แสงจันทร์อันนวลตา ฮูหยินผู้ว่าการอำเภอผู้มีเส้นผมดำขลับเป็นเงางามได้ทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง ไม่มีใครบอกได้ว่าเสียงถอนใจอันโศกเศร้านั้น เป็นเพราะความลำบากใจในความไม่แน่นอนของโลกีย์... หรือเป็นเพราะความขมขื่นจากความลับที่ซ่อนเร้น... หรือเป็นเพราะความโศกเศร้าอาดูรกันแน่

ทว่าสิ่งที่ต้อนรับฮูหยินนั้น กลับเป็นปราณดาบสีแดงฉานที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบคมปลาบ

“ที่ว่าการอำเภอเมืองฉางแห่งนี้ นี่พวกเจ้าตายกันหมดทั้งกรมแล้วหรืออย่างไร!”

“ทั้งที่ว่าการนี่ไม่มีคนเป็นเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียวแล้วรึ!”

“ที่นี่มันที่ว่าการ หรือว่าเป็นรังปีศาจกันแน่!”

จินอันแผดเสียงตะโกนด้วยดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้น

“ใจเย็นลงบ้างหรือยัง?”

“หากยังฆ่าไม่หนำใจ ข้ายังมี ‘หุ่นวาดหนัง’ อีกมากมายให้เจ้าฆ่าต่อไป ฆ่าไปจนกว่าเจ้าจะพอใจเลยเป็นอย่างไร”

ท่ามกลางความมืดมิด แว่วเสียงฝีเท้าของคนสองคนที่กำลังเดินใกล้เข้ามา ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาในครั้งนี้ก็คือ คุณชายอี่อวิ๋นผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านที่จินอันคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่นเอง

พร้อมด้วยลุงฉี บ่าวเฒ่าที่คอยติดตามอยู่เบื้องหลังคุณชายอี่อวิ๋นเสมอมา

จินอันและคุณชายอี่อวิ๋นเพิ่งจะแยกจากกันได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้งในคืนนี้ ความรู้สึกในใจกลับแปรเปลี่ยนไปสิ้นเชิง ให้ความรู้สึกโหวงเหวงราวกับทุกอย่างพังทลายลง

ลุงฉีมองดูเจ้านายของตน สลับกับมองดูคุณชายจินอัน ในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เขาย่อมมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงเนื้อแท้ของเรื่องราว เดิมทีนึกว่ามิตรภาพนี้จะยืนยงชั่วกาลนาน กลับต้องมาเผชิญกับความเข้าใจผิดทับซ้อนมากมาย

และความเข้าใจผิดเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้คนทั้งคู่กลายเป็นคนแปลกหน้าในสถานการณ์ที่ดาบต้องจ่อคอกันเช่นนี้

ทว่าในฐานะบ่าวผู้ซื่อสัตย์ ลุงฉีไม่กล้าก้าวล่วง ออกหน้าอธิบายแทนเจ้านายโดยพลการ ทำได้เพียงยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่อย่างนั้น

คนเราพอแก่ตัวลง มักจะหวนนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่เคยพลาดพลั้งไป

นับแต่โบราณ ความรักมักทิ้งไว้เพียงความแค้นอันว่างเปล่า และความแค้นนี้จะตราตรึงยาวนานชั่วนิรันดร์โดยไม่มีวันจบสิ้น

เมื่อใจตาย... ก็คือลืมเลือน

เขาก็เคยมีความรักในระดับที่ "ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน มิสู้ต่างคนต่างลืมเลือนกันไปในยุทธภพ" มาก่อนเช่นกัน ลุงฉีเริ่มดำดิ่งลงไปในความทรงจำเรื่องราวในอดีตของตนเอง... สำหรับคนเราแล้ว แค่ความรักเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอจะสลักลึกเข้าถึงกระดูกดำ

“ครอบครัวท่านผู้ว่าการอำเภอจาง เจ้าเป็นคนฆ่าทั้งหมดเลยรึ?”

“เจ้าเป็นคนถลกหนังคนในบ้านผู้ว่าการอำเภอจางมาสวมงั้นรึ?”

จินอันถือดาบพยัคฆ์อาฆาตในมือ จ้องตรงไปยังคุณชายอี่อวิ๋นที่ยืนอยู่ไม่ไกล

เมื่อเผชิญกับคำถามของจินอัน คุณชายอี่อวิ๋นก็มีสีหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง: “ที่แท้เหตุผลที่คุณชายจินอันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ เพราะเข้าใจว่าข้าถลกหนังคนมาสวมรอยเป็นครอบครัวผู้ว่าการอำเภอจาง มองข้าเป็นนางมารร้ายฆ่าคนไม่กระพริบตาที่ร่วมมือกับพวกอาจารย์สักวิญญาณและไต้ซือจื้อสินะ?”

“ของพวกนั้นก็แค่ หนังปลา หากจินอันชอบคนแบบไหน ชอบสตรีที่รูปร่างสูงต่ำดำขาวอย่างไร ข้าสามารถมอบหนังปลาให้คุณชายจินอันโดยไม่คิดเงินสักไม่กี่ผืน เพื่อสนองความชอบส่วนตัวของคุณชายก็ได้นะ”

คุณชายอี่อวิ๋นทอประกายตาเจ้าเล่ห์ พลางมองจินอันด้วยสายตาหยอกเย้า

หนังปลา? ไม่ใช่หนังคนรึ? เอ๊ะ? จินอันที่เมื่อครู่ยังแผ่ซ่านด้วยปราณอาฆาตและสาบานว่าจะล้างบางที่ว่าการให้สิ้น ถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินคุณชายอี่อวิ๋นบอกว่าจะส่งหนังปลารูปหญิงสาวหลากสไตล์มาให้เพื่อสนองตัณหา

คนโบราณประดิษฐ์ไอ้ของพรรค์นี้ อย่างตุ๊กตายาง ขึ้นมาได้แล้วรึ?

เมื่อจินอันเห็นแววตาหยอกล้อของคุณชายอี่อวิ๋น เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือนางกำลังเอาคืนที่เขาใช้ฝีปากเป็น "ราชาฝีปากกล้า" แกล้งนางไว้เมื่อตอนกลางวันอย่างเห็นได้ชัด

จินอันไม่ยอมแพ้ เขาเหลือบมองไปที่หน้าอกอัน "ไร้เล่ห์เหลี่ยม" (หน้าอกแบนราบ) ของคุณชายอี่อวิ๋นพลางเดาะลิ้น... ดูแล้วก็ไม่ใช่คนใจกว้างขวางขนาดจะ "ล่องเรือในใจ" ได้จริง ๆ นั่นแหละ

แม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางคืนและสายตาพร่ามัว แต่คุณชายอี่อวิ๋นก็สังเกตเห็นสายตาของจินอัน และในพริบตาเดียว นางก็อ่านความหมายในแววตาของจินอันออก... มันคือความ "ไม่ยี่หระ" (ดูแคลนว่าเล็ก)

“ลุงฉี ช่วยข้าควักลูกตาของคุณชายจินอันออกมาที ดูสิว่าเขายังจะกล้ามองอีกไหม!”

คุณชายอี่อวิ๋นโกรธจนใบหน้าเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง

ลุงฉีที่ยังจมอยู่ในพะวงแห่งความทรงจำเรื่องความรักสมัยครั้งยังหนุ่ม เพียงแต่ปรายตามองดูความรักของคนหนุ่มสาวที่ดูง้องแง้งเหมือนเด็กเล่นขายของ เขาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น และดำดิ่งสู่ความทรงจำในใจต่อไป

หลังจากปะทะคารมกันเช่นนี้ บรรยากาศอันตึงเครียดที่แทบจะฆ่ากันเมื่อครู่ก็พลันผ่อนคลายลงไม่น้อย

“คุณชายอี่อวิ๋น สรุปแล้วเจ้าเป็นคนหรือเป็นตัวอะไรกันแน่? หากเจ้าไม่ใช่คน ทำไมตอนที่เจ้าแปลงกาย เป็นผู้ว่าการอำเภอจาง ฮูหยิน เถ้าแก่เนี้ยจาง หรือแม้แต่จางหลิงหยุน ถึงสามารถปรากฏตัวตอนกลางวันได้โดยไม่ได้รับผลกระทบเลย? แล้วครอบครัวผู้ว่าการอำเภอจางตัวจริงล่ะ... ตกลงพวกเขายังเป็นหรือตาย!”

จินอันยังคงไม่ลดความระแวดระวังในใจลง

คุณชายอี่อวิ๋นได้ยินคำถามของจินอันก็เคืองเล็กน้อย: “เจ้านั่นแหละที่เป็นตัวอะไร!”

จากนั้นเมื่อนางสงบสติอารมณ์ลงได้ก็เอ่ยว่า: “เจ้าตอบข้ามาก่อน ข้ามั่นใจว่าวิชาวาดหนังของข้าไม่มีจุดพินิจ แล้วเจ้ามองออกได้อย่างไรว่านั่นคือข้า?”

“มันง่ายมาก ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ” จินอันตอบอย่างเรียบง่าย

คำว่า "นาง" ในที่นี้ ย่อมหมายถึงตอนที่คุณชายอี่อวิ๋นปลอมตัวเป็นจางหลิงหยุน แล้วจินอันพาไปซื้อเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดเมื่อหนึ่งเดือนก่อนนั่นเอง

“ง่าย ๆ แค่นี้เลยรึ?”

“ง่ายแค่นี้แหละ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 118: ก็เพราะบนตัวเจ้ามีกลิ่นเครื่องประทินโฉมจันทร์ชาดของนางน่ะสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว