- หน้าแรก
- ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชันกระดูกขาว
- บทที่ 100: คนในภาพ
บทที่ 100: คนในภาพ
บทที่ 100: คนในภาพ
บทที่ 100: คนในภาพ
หลังจากผ่านการตรวจสอบม้วนภาพทั้งสองนี้อย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
พวกมันเป็นเพียงม้วนภาพวาดธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ไม่ใช่ของเก่าที่มีค่า ทั้งไม่ใช่ภาพวาดหรืออักษรพู่กันจากปลายปากกาของศิลปินชื่อดังคนใด
ด้วยเหตุนี้ คนทั้งกลุ่มจึงเดินมุ่งหน้าไปยังภาพวาดที่สามภายในห้อง
มันคือภาพวาด "บัณฑิตหนุ่มผู้โดดเดี่ยวท่ามกลางลำน้ำฤดูเหมันต์"
ทว่าภาพวาดภาพนี้กลับไม่ได้แขวนไว้ที่หลังโต๊ะทำงาน แต่แขวนไว้ที่บริเวณหัวเตียงนอนของเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ย
ในภาพวาดนั้น มองเห็นใบหน้าด้านข้างของบัณฑิตหนุ่มเพียงแค่ครึ่งเสี้ยวเท่านั้น
แต่ทว่า....
ทว่าเพียงแค่ใบหน้าด้านข้างเพียงครึ่งเสี้ยวนั้น ก็เพียงพอจะมองออกแล้วว่าบัณฑิตผู้นี้มีรูปโฉมงดงามหมดจด
“หรือว่า... เจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยจะเป็นพวก เพื่อนรักนักขุนทอง?”
“เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ ๆ หากจะแขวนภาพในห้องก็น่าจะแขวนภาพหญิงงาม ที่ดูนุ่มนิ่มอ้อนแอ้นสิ ไฉนถึงมาแขวนภาพผู้ชายที่ดูจืดชืดแบบนี้?”
“แถมยังแขวนไว้ตรงตำแหน่งหัวเตียงตัวเองอีกด้วยนะ... จุ๊ ๆ”
“พวกเจ้าลองดูมุมที่ม้วนภาพนี้หันไปสิ มองดูแล้วเหมือนกับว่าบัณฑิตในภาพกำลังจ้องมองเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยที่นอนอยู่บนเตียงในทุก ๆ คืนเลยว่าไหม?”
คนที่กระซิบกระซาบวิจารณ์อยู่ข้างหลังครั้งนี้ ก็ยังคงเป็นกลุ่มมือปราบจอมกะล่อน เจ้าเดิม
ทว่า... ผู้พูดไม่คิด แต่ผู้ฟังกลับฉุกใจ
จินอันและมือปราบเฝิงลองเพ่งพินิจทิศทางของภาพวาดนั้นดูอย่างละเอียด ดวงตาทั้งสองข้างของบัณฑิตหนุ่มในภาพ แม้จะดูเหมือนกำลังทอดมองไปยังลำน้ำอันหนาวเหน็บ แต่เนื่องจากตำแหน่งที่แขวนภาพนั้นช่างประจวบเหมาะ ผลที่ได้จึงกลายเป็นว่าเขากำลังจ้องมองคนที่อยู่บนเตียงพอดิบพอดี
มันคือเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ?
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงบนกระดาษวาดเขียน และได้รับรู้ถึงผิวสัมผัสในแวบแรก จินอันก็พลันอุทาน "หือ" ออกมาทันที
“มือปราบเฝิง ท่านลองมาสัมผัสม้วนภาพใบนี้ดูสิ รู้สึกถึงอะไรบ้างหรือไม่?”
จินอันเอ่ยเรียกมือปราบเฝิงให้เข้ามาดู
ทันทีที่มือปราบเฝิงสัมผัสถูกม้วนภาพ ปลายนิ้วของเขาก็สะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟฟ้าช็อตจนต้องรีบชักมือกลับในทันที มือปราบเฝิงกล่าวด้วยความตกใจว่า เหตุใดภาพวาดนี้จึงได้เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำในแม่น้ำช่วงฤดูหนาวเดือน 12 เสียอีก มันช่างหนาวเย็นเหลือเกิน
สิ้นคำพูดนั้น มือปราบเฝิงก็เปลี่ยนเป็นดีใจทันควัน: “คุณชายจินอัน หรือว่าภาพวาดใบนี้จะมีปัญหา?”
“เหล่าฟู่ เจ้าพากำลังคนไปตรวจสอบตามห้องอื่น ๆ บนเรือทีสิว่า บนเรือลำนี้มีม้วนภาพที่ลักษณะคล้ายกันนี้อีกกี่ใบ... เหล่าฟู่ เหล่าฟู่?”
ครั้นเห็นว่าเนิ่นนานแล้วแต่กลับไร้เสียงขานรับ มือปราบเฝิงจึงหันกลับไปมองด้านหลัง
มือปราบคนอื่นจึงตอบกลับมาว่า: “มือปราบเฝิง ตั้งแต่ตอนที่ท่านสั่งให้พี่เหล่าฟู่พากำลังคนออกไปข้างนอก เขาก็ยังไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย”
มือปราบเฝิงขมวดคิ้วมุ่น
“เหอไฉซาน เจ้าออกไปเรียกเหล่าฟู่กลับมาที”
ทว่าใครจะไปคาดคิด...
เหอไฉซานผู้นี้เมื่อออกไปแล้ว ก็หายเงียบไปไม่กลับมาอีกคน
มือปราบเฝิงเฝ้ารอแล้วรอเล่า ก็ยังไร้แววว่าเหอไฉซานจะกลับมา
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ทุกคนถึงเพิ่งจะเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ... ภายนอกห้องนั้นช่างเงียบสงัดเหลือเกิน
ทั้งที่มีพี่น้องมากมายรวมตัวกันอยู่หน้าประตูบ้าน แต่เหตุใดจึงไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยจอกแจกจอแจหลุดรอดเข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว?
จินอันและมือปราบเฝิงรีบนำกำลังคนรุดไปที่ประตูทันที แต่กลับพบว่าประตูห้องปิดสนิท ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหอไฉซานปิดมันลงตอนที่เดินออกไปหรือไม่?
ทว่า... เรื่องประหลาดกลับดาหน้าอุบัติขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าเหล่ามือปราบในที่นั้นรวมถึงมือปราบเฝิงจะออกแรงเปิดประตูสักเพียงใด บานประตูที่ดูท่าทางไม่ได้หนาหนักอะไรเลยนั้น กลับไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
มันนิ่งสนิทไร้การไหวติง
แข็งแกร่งประดุจหินผาเหล็กกล้า
มือปราบเฝิงตกตะลึงอย่างยิ่ง
ก่อนจะตีสีหน้าเคร่งขรึมลง
สถานการณ์ตรงหน้านี้ชัดเจนจนเกินพอแล้ว พวกเขาถูกล้อมคอกจับตะพาบ เข้าเสียแล้ว!
กลายเป็น ตะพาบ ที่ติดอยู่ในกับดักของผู้อื่นเสียเอง!
จินอันลองขยับเข้าไปผลักประตูดูเช่นกัน แต่มันก็ไม่ไหวติงแม้เพียงนิด เขาจึงกวาดสายตามองไปรอบห้องพลางนิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ปราณโลหิตชาด
ลมปราณและโลหิตเดือดพล่าน รุ่มร้อนจนเส้นเลือดดำ-เส้นเลือดแดงบนลำแขนปูดโปนขึ้นมาทีละเส้น
ชิ้ง!
จิ้นอันชักดาบออกจากฝัก
ในพริบตาที่ ดาบพยัคฆ์อาฆาต ถูกชักออกมา ปราณอาฆาตพยาบาท ที่เข้มข้นและเย็นเยียบเหนือคำบรรยายบนตัวดาบ ก็ควบแน่นกลายเป็นเงาร่างปีศาจประหลาดที่เกิดจากการรวมตัวกันของมือมนุษย์นับสิบๆ คู่ ซึ่งดวงตาปุถุชนทั่วไปมิอาจมองเห็นได้
เงาร่างปีศาจนั้นยังคงคิดจะเล่นงานจินอันเหมือนเช่นเคย หมายจะชิงร่าง เข้าครอบงำกายหยาบของจินอัน
ทว่า... ยังไม่ทันที่มันจะได้สัมผัสตัวจินอัน
มันกลับถูกพลังอำนาจของดาบพยัคฆ์อาฆาตสยบลงโดยตรง ในที่สุดก็ได้แต่ส่งเสียงคำรามโหยหวนด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ก่อนจะถูกลากกลับเข้าไปภายในตัวดาบ กลายเป็นปราณอาฆาตสยบมาร อันเข้มข้นที่แผ่ซ่านอยู่บนพื้นผิวดาบ ส่งผลให้ประกายความคมของใบดาบเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
ปราณอาฆาตสยบมารสามารถพิชิตสิ่งชั่วร้าย! ศัสตราแห่งกรรมสังหารคือเครื่องรางสยบอาถรรพ์ สามารถสะกดสิ่งอัปมงคลได้!
ปราณโลหิตชาด! ระเบิดออก!
“จงพังไปเสีย!”
ดาบพยัคฆ์อาฆาตในมือของจินอัน แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงฉานผสานกับปราณอาฆาตสีดำที่มนุษย์ทั่วไปมิอาจมองเห็น ราวกับขวานยักษ์จามลงมาอย่างหนักหน่วง ฟาดเข้าใส่ประตูไม้เบื้องหน้าเต็มแรง
ตูม!
เสียงระเบิดกึกก้องปานสายฟ้าฟาดดังขึ้นข้างหู ทว่าเบื้องหน้ากลับไม่มีฝุ่นควันม้วนตัวขึ้นมา และไม่มีเศษไม้กระเด็นว่อนออกมาแม้แต่ชิ้นเดียว
ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของทุกคน...
ประตูห้องเบื้องหน้ากลับดูราวกับแผ่นกระดาษที่ทนรับความร้อนแรงไม่ไหว มันถูกจุดติดไฟมอดไหม้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น!
เถ้าถ่านที่เกิดจากการเผาไหม้แผ่นกระดาษปลิวว่อนไปในอากาศ ก่อนจะตกลงบนใบหน้าของทุกคน พร้อมกับทิ้งสัมผัสอุ่นจัดเอาไว้เล็กน้อย
จนกระทั่งถูกความร้อนที่หลงเหลืออยู่ในเถ้าถ่านลวกเข้าให้ ทุกคนถึงเพิ่งจะได้สติตื่นจากภวังค์ และเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันทีราวกับฝูงมดในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ประตูไม้ดี ๆ ไฉนถึงกลายเป็นกระดาษไปได้?”
เหล่ามือปราบตกใจจนทำอะไรไม่ถูก บนใบหน้าของทุกคนเริ่มปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนก ความเคร่งเครียด และความหวาดผวา
“ภาพหลอนใช่ไหม?”
“พวกเราต้องตาฝาดไปเองแน่ ๆ ใช่ไหม!”
มือปราบคนหนึ่งคิดว่าเป็นเพราะตนเองเกิดภาพหลอน จึงหันไปคว้าตะกียงน้ำมันที่เปลวไฟกำลังพริ้วไหวอยู่บนโต๊ะข้างกาย แล้วทุ่มลงบนเครื่องเรือนไม้จนแตกกระจายเสียงดัง "เพล้ง!"
ทว่า... เรื่องประหลาดกลับเกิดขึ้น
น้ำมันตะเกียงสาดกระจายไปทั่วพื้นลุกไหม้เป็นไฟกองโต แต่เครื่องเรือนไม้และพื้นไม้ที่อยู่ใต้เท้ากลับไร้รอยขีดข่วน ไม่ถูกไฟจุดติดเลยแม้แต่น้อย
นี่คือสิ่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกของมนุษย์โดยสิ้นเชิง
ทุกคนต่างชะงักงันไปพร้อมกัน จากนั้นความหวาดกลัวก็แล่นวูบจนรู้สึกหนังหัวตึงเปรี๊ยะ
ฉากเหตุการณ์ตรงหน้านี้ อย่าว่าแต่จะทำให้เหล่ามือปราบที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาต้องขวัญกระเจิงเลย แม้แต่จินอันที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันวิปริตนี้ ก็ยังรู้สึกใจคอไม่ดีเช่นกัน
จินอันเดินตรงไปยังเครื่องเรือนไม้ชิ้นนั้น แล้วตวัดดาบพยัคฆ์อาฆาตที่อาบด้วยแสงสีแดงฉานเข้าใส่
ตูม!
ภายใต้คมดาบที่เปี่ยมด้วยปราณร้อนแรง เครื่องเรือนไม้ตรงหน้าพลันลุกไหม้โชติช่วง แปรสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านของเศษกระดาษที่ปลิวว่อนไปทั่วชั้นฟ้า
“กระดาษรึ?”
“ของ หุ่นกระดาษอย่างนั้นรึ?”
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน
หุ่นกระดาษ นั้น เป็นสิ่งของเครื่องเซ่นไหว้ที่ทำขึ้นเพื่อเผาให้แก่คนตายโดยเฉพาะ ทว่าในโลกใบนี้นอกจากหุ่นกระดาษแล้ว ช่างทำเครื่องกระดาษ ยังสามารถประดิษฐ์บ้านกระดาษ เรือกระดาษ ม้ากระดาษ สาวใช้กระดาษ ไปจนถึงเกี้ยวระดาษ...
ผีบังตาอย่างนั้นหรือ?
จินอันตกตะลึง หรือแท้จริงแล้วตั้งแต่ต้นพวกเขามิได้ก้าวขึ้นมาบนเรือจริง ๆ แต่กลับเดินหลงเข้ามาใน "เรือกระดาษกงเต๊ก" ที่เกิดจากอาคมผีบังตา?
“ทะ... ท่านต้องอาถรรพ์เข้าแล้ว นี่มันเรือผี! นี่คือเรือวิญญาณชัดๆ!
”
ในตอนนั้นเอง มือปราบคนหนึ่งที่ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว ก็ตะโกนแทรกความคิดของจินอันขึ้นมา
“เริ่มจากสองพี่น้องฝูหายตัวไป ตามด้วยพี่เหล่าฟู่ เหอไฉซาน และพี่น้องอีกหลายสิบคนที่อยู่หน้าประตู ทุกคนทยอยหายสาบสูญไปทีละคน พวกเราต้องถูกสิ่งชั่วร้ายเล่นงานเข้าแล้วแน่ ๆ อีกไม่นานก็คงถึงคราวข้า!”
“พวกเราจะต้องตาย! ต้องตายกันหมดแน่ ๆ!”
มือปราบผู้นั้นสติแตกพลางแผดเสียงร้องโวยวายด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัว พยายามจะวิ่งหนีออกไปข้างนอก
เพียะ!
มือปราบเฝิงฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าของมือปราบที่ขวัญเสียผู้นั้นจนสลบเหมือดไปในทันที
“ใครกล้าบังอาจกล่าววาจาอัปมงคลปั่นป่วนจิตใจคนในกองทัพอีก ครั้งหน้าข้าจะฆ่าทิ้งเสีย!”
"ในยามสถานการณ์ไม่ปกติ จำต้องใช้บทลงโทษที่รุนแรง"
มือปราบเฝิงฉายแววตาเหี้ยมเกรียมกวาดมองไปยังเหล่ามือปราบที่เหลืออยู่ มือปราบคนใดที่เผลอไปสบเข้ากับสายตาอันดุดันของเขาก็ต้องรีบก้มหน้าลงโดยพลัน ไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนต่ออำนาจบารมี ที่มือปราบเฝิงสั่งสมมานานหลายปีในที่ทำการ
แม้ความวุ่นวายจะถูกกดลงได้ชั่วคราว แต่มือปราบเฝิงรู้ซึ้งดีว่าวิกฤตยังไม่ได้รับการแก้ไข เขาจึงรีบกระซิบขอความช่วยเหลือจากจินอันด้วยความร้อนรน: “คุณชายจินอัน ต่อไปพวกเราควรทำอย่างไรดี?”
พวกเขากลุ่มนี้มองไม่เห็น "สิ่งสกปรก" (สิ่งสกปรกคือคำเลี่ยง สิ่งชั่วร้าย สิ่งอัปมงคล ภูผีปีศาจ)
ในยามนี้ ฟางเส้นสุดท้าย ที่จะช่วยชีวิตทุกคนได้ จึงตกไปอยู่ที่ตัวของจินอันแต่เพียงผู้เดียว
จินอันซึ่งตอนนี้เริ่มจะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าได้แล้ว จึงกล่าวออกไปอย่างเฉียบขาด: “ไปหยิบม้วนภาพที่แขวนอยู่บนหัวเตียงของเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยมา แล้วรีบลงจากเรือทันที!”
ทว่า...
เมื่อจินอันและมือปราบเฝิงพากำลังคนเดินกลับไปที่หัวเตียงอีกครั้ง พวกเขากลับพบว่า "บัณฑิต" ในภาพวาดได้ อันตรธานหายไปแล้ว!
บนภาพวาดหลงเหลือเพียงแม่น้ำอันหนาวเหน็บและดวงจันทร์ที่แขวนอยู่กลางนภากาศเท่านั้น!
ปรากฏพื้นที่ว่างเปล่าขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา!
“นี่มัน...”
มือปราบเฝิงและพวกที่เหลือต่างพากันขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง คนในภาพวาด... จะหนีหายไปได้อย่างไร?
(จบบท)