- หน้าแรก
- ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชันกระดูกขาว
- บทที่ 99: จิตรกรรมฝาผนังอันมากมาย
บทที่ 99: จิตรกรรมฝาผนังอันมากมาย
บทที่ 99: จิตรกรรมฝาผนังอันมากมาย
บทที่ 99: จิตรกรรมฝาผนังอันมากมาย
ภารกิจกวาดล้างพรรคชิงสุ่ยในค่ำคืนนี้! เหตุใดถึงได้เกิดเรื่องผิดปกติขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเช่นนี้! มือปราบเฝิงถามชายผู้นั้นด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยความโกรธและความตระหนกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ระ... เรียนมือปราบเฝิง...”
“เมื่อครู่นี้ข้ากับน้องชาย ได้เดินตามมือปราบเฝิง เข้าไปตรวจค้นภายในห้องของเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยพร้อม ๆ กัน...”
“ตอนแรกทุกอย่างก็ยังปกติดี...”
“พวกเราสองคนพี่น้องเดินเกาะกลุ่มกันมาตลอด”
“แต่... แต่พอตรวจค้นแล้วไม่พบตัวคน พอพวกเราเดินออกมา ข้าก็พบว่าน้องชายหายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้เดินตามหลังข้ามาแล้ว ข้าลองไล่ถามทุกคนดู ทุกคนก็ต่างบอกว่าไม่เห็นน้องชายของข้าเลยสักคนเดียว”
“ฐานที่มั่นของพรรคชิงสุ่ยแห่งนี้มันอาถรรพ์เกินไปแล้ว! ทั้งที่ตะเกียงน้ำมันเหล่านี้ยังสว่างโชติช่วงอยู่แท้ ๆ แต่บนเรือกลับไม่เจอใครเลยสักคนเดียว แถมยังให้ความรู้สึกเยือกเย็นยะเยือกบอกไม่ถูก! มือปราบเฝิง... น้องชายของข้าเขา... จะถูกสิ่งสกปรกเล่นงานเข้าแล้วหรือไม่?”
มือปราบที่ชื่อว่า ‘ฝูผิง’ ผู้นี้กล่าวด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก สีหน้าท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความกระวนกระวายใจจากการพยายามตามหาน้องชาย
เมื่อมือปราบเฝิงฟังคำของฝูผิงจบ สีหน้าก็ขรึมลงทันที: “ไป! คนที่เหลือตามข้ากลับเข้าไปหาคนอีกรอบ ครั้งนี้ทุกคนต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน ห้ามใครแยกตัวออกไปอยู่ลำพังเด็ดขาด”
การจัดวางข้าวของภายในห้องของเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยนั้น ไม่ได้หรูหราซับซ้อนแต่อย่างใด
นอกจากพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเล็กน้อยแล้ว สภาพความเป็นอยู่ก็แทบไม่ต่างจากสมาชิกพรรคระดับธรรมดาทั่วไปเลย
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายเคราดกถึงได้ปกป้องเจ้าสำนักผู้นี้นัก
ดูท่าว่าปกติแล้วเจ้าสำนักคนนี้จะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ภายในพรรค มิใช่พวกที่วางท่าโอ่อ่าหรือจองหองพองขน
การที่คนคนหนึ่งจะ "แสร้งทำเป็นสมถะ" นั้นทำได้ง่าย
แต่การที่คนคนหนึ่งจะแสร้งทำเช่นนั้นติดต่อกันได้นานนับสิบปีโดยไม่เหลือร่องรอยพิรุธให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียวนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จินอันจึงรู้สึกว่าเนื้อแท้ของเจ้าสำนักผู้นี้น่าจะเป็นคนนิสัยดีไม่น้อย
อย่างน้อยที่สุด... ก็คงจะดีมาตลอดจนกระทั่งเมื่อครึ่งปีที่แล้ว
การตรวจค้นรอบที่สองสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงไม่พบร่องรอยของผู้คน มือปราบเฝิงเห็นว่าหากขืนขยันหาต่อไปแบบนี้คงไม่เข้าที บางทีฝูหย่งอาจจะเดินออกจากห้องแล้วไปหาที่ปลดทุกข์อยู่มุมไหนสักแห่งหรือเปล่า? หรือว่าพวกเขากังวลกันจนเกินเหตุไปเอง?
มือปราบเฝิงกวาดสายตามองไปรอบห้อง ตั้งใจจะเรียกตัว ‘ฝูผิง’ มาสอบถามรายละเอียดอีกครั้ง
ทว่ามือปราบเฝิงถึงกับชะงักไป เพราะหลังจากที่เรียกทุกคนมารวมตัวกันแล้ว กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของฝูผิง
“มีใครเห็นฝูผิงบ้างไหม!”
“ทำไมฝูผิงถึงยังไม่มารวมกลุ่ม!”
“เมื่อครู่นี้ใครเดินอยู่กับฝูผิง!”
มือปราบเฝิงเอ่ยถามลูกน้องของตน แต่ทุกคนต่างก็หันมองหน้ากันไปมา กลับไม่มีใครจำได้เลยว่าเมื่อสักครู่นี้ฝูผิงเดินอยู่กับใคร
ทันใดนั้น ความหนาวเยือกพลันแล่นวาบขึ้นมาตามแผ่นหลังของทุกคน จนรู้สึกขนพองสยองเกล้า ขึ้นมาทันที
หลังจากฝูหย่งหายไป... เป็นไปได้ไหมว่าแม้แต่ฝูผิงก็ยังมาหายตัวไปอย่างลึกลับอีกคน?
ในยามนี้ สีหน้าของมือปราบเฝิงนั้นย่ำแย่ถึงขีดสุดเท่าที่จะย่ำแย่ได้ เขาหันไปมองจินอันที่เอาแต่กวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้องโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยตั้งแต่ต้น: “คุณชายจินอัน ภายในห้องของเจ้าสำนักผู้นี้ ท่านพบเจอสิ่งผิดปกติอะไรบ้างหรือไม่?”
“หรือจะเป็นเพราะพวกสิ่งชั่วร้ายกำลังเล่นตลกอยู่จริง ๆ?”
มือปราบเฝิงรู้ซึ้งดีว่า หากต้องเผชิญหน้ากับสิ่งไม่เป็นมงคลจริง ๆ พวกเขาทุกคนในที่นี้ก็เป็นเพียง ปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่มีตาทิพย์พอจะมองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่นี่ มีเพียงคุณชายจินอันคนเดียวเท่านั้นที่สามารถมองเห็น "สิ่งสกปรก" เหล่านั้น
จินอันทำการตรวจสอบทั่วทั้งห้องอีกรอบหนึ่ง
พลางขมวดคิ้วมุ่น
ประหลาดนัก
จินอันเงยหน้าขึ้นมองนักโทษเคราดกที่ยืนตามหลังกลุ่มคนมาด้วยสีหน้าเลื่อนลอย แล้วเอ่ยถามว่า: “เมื่อครึ่งปีก่อน การที่นิสัยใจคอของเจ้าสำนักพวกเจ้าเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนนั้น คงไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับในทันทีทันใดหรอกใช่ไหม?”
“ในช่วงเริ่มต้น เขามีพฤติกรรมหรือท่าทางอะไรที่ผิดแปลกไปจากเดิมบ้างหรือไม่?”
“อย่างเช่น... ได้เข้าพบคนที่มีลักษณะพิเศษคนไหน หรือได้รับสิ่งของประหลาดอะไรมาบ้างหรือเปล่า?”
“เจ้าลองพยายามนึกย้อนดูให้ละเอียดอีกสักรอบซิ”
ต่อให้นักโทษเคราดกจะจงรักภักดีอย่างมืดบอดสักเพียงใด แต่ในตอนนี้เขาก็สัมผัสได้แล้วว่าเรื่องราวไม่ธรรมดาอย่างที่คิด เขาจึงพยายามครุ่นคิดอย่างสุดกำลัง
เวลาล่วงเลยผ่านไปขณะต่อขณะ ชายเคราดกพยายามนึกจนเหงื่อเริ่มผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก
มือปราบเฝิงทนรอไม่ไหว นึกอยากจะเอ่ยเร่งเร้าอยู่หลายครา ทว่าสุดท้ายเขาก็ได้แต่เผยปากค้างไว้แล้วยั้งคำพูดนั้นลง ก่อนจะหันไปทางจินอันที่อยู่ข้างกาย: “คุณชายจินอัน มิสู้ข้าพากำลังคนลองไปหาดูที่อื่นให้ละเอียดกว่านี้ดูดีไหม?”
จินอันเอ่ยห้ามมือปราบเฝิงไว้ทันที: “มือปราบเฝิง เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลนัก ข้าแนะนำว่าให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้จะดีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการติดกับดักที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจล่อให้พวกเราแยกกันแล้วกำจัดไปทีละคน”
เมื่อได้ฟังคำของจินอัน มือปราบเฝิงที่เดิมทีกระวนกระวายใจเพราะอยากช่วยคนถึงได้เริ่มใจเย็นลง เขายิ้มขมขื่นที่มุมปาก: “เป็นข้าเองที่กังวลจนขาดสติไปเสียได้”
“ดูท่า การฝึกฝนสภาวะจิตใจของข้ายังคงไม่เพียงพอ”
จากนั้น มือปราบเฝิงจึงสั่งการให้หัวหน้าชุดมือปราบอาวุโสที่ชื่อ 'เหล่าฟู่' ออกไปแจ้งเตือนทุกคนให้คงความระมัดระวังสูงสุด หากไม่มีคำสั่งจากเขา ห้ามใครเดินเพ่นพ่านตามใจชอบเด็ดขาด
ทางด้านชายเคราดกยังคงใช้ความพยายามอย่างหนักในการนึกย้อนเหตุการณ์เมื่อครึ่งปีที่แล้ว
อย่างไรเสีย ความจำเมื่อครึ่งปีก่อนก็นับว่านานพอสมควร
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จู่ ๆ ชายเคราดกก็ตะโกนลั่น: “ข้านึกออกแล้ว!”
“วันนั้น เหมือนว่าเจ้าสำนักจะรีบร้อนถือ ม้วนภาพวาด กลับมาม้วนหนึ่ง...”
“ใช่ ใช่ ใช่! เป็นการพาม้วนภาพกลับมาจริงๆ เรื่องนี้ข้าจำได้แม่นนัก เพราะตอนที่ข้ากับพี่น้องในพรรคนั่งดื่มเหล้ากันเป็นการส่วนตัว เคยได้ยินพวกเขาคุยกันว่า ในห้องของระดับสูงหลายคนในพรรค ต่างก็เริ่มมีการแขวนม้วนภาพวาดขึ้นมาทีละคนเช่นกัน”
“โดยเริ่มจากเจ้าสำนักเป็นคนแรก หลังจากนั้นพวกระดับสูงในพรรคถึงได้เริ่มแขวนภาพตาม ๆ กันมา”
“เรื่องนี้ข้าไม่มีทางจำผิดแน่ เพราะตอนนั้นข้าแอบสังเกตเป็นพิเศษ นึกว่าเจ้าสำนักไปกว้านซื้อภาพวาดโบราณจากข้างนอกมา แล้วก็แนะนำให้พวกระดับสูงซื้อมาแขวนประดับห้องตาม ๆ กันไป”
เมื่อจินอันได้ฟังคำของชายเคราดก เขาก็ลองย้อนนึกถึงรายละเอียดภายในห้องของเจ้าสำนักและเหล่าระดับสูงพรรคชิงสุ่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง
มันมีภาพวาดฝาผนังเยอะจริง ๆ ด้วย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น จินอันจึงเดินตรงไปยังม้วนภาพที่แขวนอยู่ในห้อง
ภายในห้องของเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยมีภาพแขวนอยู่ไม่มากนัก รวมทั้งหมดมีเพียงสามภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพขุนเขาแม่น้ำ และอีกภาพหนึ่งเป็นภาพอักษรพู่กัน
ภาพขุนเขาแม่น้ำ นั้นวาดเป็นรูปต้นไผ่ที่ยืนต้นท้าทายลมหนาวในฤดูเหมันต์ บางทีเจ้าสำนักผู้นี้อาจจะต้องการเปรียบเปรยถึงความซื่อตรงและมีคุณธรรมอันสูงส่งของตนเองกระมัง?
ส่วนภาพอักษรพู่กันนั้น แขวนอยู่บริเวณหลังโต๊ะทำงาน บนกระดาษเขียนตัวอักษรไว้สองตัว
“ต้าง-ฟู่? (หญิงสำส่อน)”
มือปราบคนหนึ่งอ่านออกเสียงพลางโคลงศีรษะไปมา
จากนั้นเขาก็ถามเพื่อนร่วมงานด้วยความรู้อยากเห็น: “ทำไมเจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยถึงต้องแขวนภาพอักษรที่เขียนว่า ‘หญิงสำส่อน’ ไว้หลังโต๊ะทำงานของตัวเองด้วยล่ะ?”
เพื่อนร่วมงานนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า: “บางที... เจ้าสำนักอาจจะเคยมีปมฝังใจใน ก็ได้กระมัง?”
มือปราบอีกคนนึกสนุกจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาบ้าง: “มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอก พวกเจ้าน่ะมันพวกใจคอโสมมในหัว วันๆ คิดถึงแต่แม่นางน้อยในซ่องนางโลมก็ช่างเถอะ แต่อย่าไปคิดว่าคนอื่นเขาจะโสมมเหมือนพวกเจ้าสิ ข้าล่ะดูถูกพวกเจ้าจริง ๆ พวกที่มีจิตใจมืดบอดแล้วมองอะไรก็พลอยมืดมัวไปหมด สายตาสั้นกุดไร้วิสัยทัศน์! พวกเราต้องใช้ หัวใจวิญญูชนตัดสินใจวิญญูชน สิ ตามความเห็นของข้านะ ที่เจ้าสำนักพรรคชิงสุ่ยแขวนตัวอักษร 'ต้างฟู่' (หญิงสำส่อน) ไว้หลังโต๊ะทำงานนั้น เจตนาของเข้าต้องเป็นการ 'สำรวจตนเองวันละสามรอบ' เพื่อเตือนสติตัวเองว่า เหนือคำว่ากามราคะยังมีดาบพาดคออยู่ ลูกผู้ชายต้องมุ่งมั่นแต่การงาน จะไปเอาอะไรกับสตรี!”
มือปราบเฝิงที่ยืนฟังลูกน้องถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นอยู่ข้างหลัง ถึงกับขมับเต้นตุบ ๆ ด้วยความโกรธจัด
“หยุดพูดให้ขายหน้าขายตาได้แล้ว!”
“นั่นมันคำว่า 'ถ่านตั้ง' (坦荡) จากประโยคที่ว่า วิญญูชนย่อมมีจิตใจเปิดเผย ต่างหากเล่า! มันมีคำว่าหญิงสำส่อนที่ไหนกัน!”
“ไอ้พวกคนไม่รู้หนังสือเอ๊ย!”
มือปราบเฝิงรู้สึกหน้ามืดร้อนผ่าวไปหมด เขารู้สึกอับอายที่คนสนิทของตนล้วนเป็นพวกไร้การศึกษา แถมยังมาทำให้เขาต้องเสียหน้าต่อหน้าคนนอกเช่นนี้อีก ยามนี้เขาแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
มือปราบเฝิงรีบหันไปหมายจะอธิบายกับจินอันสักสองสามประโยค เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนหยาบช้า-ไร้รสนิยม ทว่าเมื่อเขามองไปยังจินอัน กลับเห็นได้ชัดว่าบนใบหน้าของจินอันนั้น ปรากฏรอยยิ้มและท่าทางประหนึ่งจะบอกว่า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” (•ˋ _ ˊ•)
พอมองไปที่นายเคราดก เจ้าคนหยาบกระด้างผู้นี้ก็กำลังทำหน้าตาแบบ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” (•ˋ _ ˊ•) ออกมาเช่นกัน
แล้วพอมองไปยังคนอื่นๆ ข้างหลัง ทุกคนต่างก็ทำหน้าตาแบบ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” (•ˋ _ ˊ•) กันหมด
มือปราบเฝิง: “?” (⊙_⊙)?
มือปราบเฝิงถึงกับหน้าดำทะมึนไปในทันที ━━( ̄ー ̄*|||━━
(จบบท)