- หน้าแรก
- ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชันกระดูกขาว
- บทที่ 93: ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย (ยันต์หกเทวะหกเทพี)
บทที่ 93: ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย (ยันต์หกเทวะหกเทพี)
บทที่ 93: ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย (ยันต์หกเทวะหกเทพี)
บทที่ 93: ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย (ยันต์หกเทวะหกเทพี)
กะแล้วเชียว... ว่านักพรตเฒ่าคนนี้ไม่ได้หลอกกันง่าย ๆ เลย
จินอันเองก็หยิบลูกสาลี่ฤดูหนาว ขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วกัดกินไปคำหนึ่ง
รสชาติของมันช่างเปรี้ยวหวานอร่อยล้ำจริง ๆ
ผลไม้จากทางเหนือที่มีอุณหภูมิสูง มาปรากฏอยู่ในแดนใต้แบบนี้ นี่มันน่าจะเป็นต้นกำเนิดของ "ผลไม้นอกฤดูกาล" ในสมัยโบราณได้เลยมั้งเนี่ย? จินอันครุ่นคิดอยู่ในใจเช่นนั้น
“นี่คือสาลี่ฤดูหนาวที่ผลิตจากชายแดนทางเหนือจริง ๆ เสียด้วย”
ครั้นนักพรตเฒ่าพูดจบ เขาก็กินไปพลางขมวดคิ้วไปพลาง ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“หากจะพูดถึงวิชาอาคมอันล้ำลึกแล้วละก็ คงหนีไม่พ้น ‘นิกายเฉวียนเจิน’ (สัจนิยมสมบูรณ์) และ ‘นิกายเจิ้งอี้’ (วิถีแห่งความเที่ยงธรรม) ที่ครอบคลุมวิชาไปถึงสรรพสิ่ง ทั้งดวงดารา สุริยันจันทรา การย้ายภูเขาถมทะเล เรียกได้ว่าวิชาอาคมในใต้หล้าของพวกเขานั้นครบถ้วนที่สุดแล้ว”
“การที่น้องชายเสกสาลี่ฤดูหนาวออกมาได้ชั่วข้ามคืนเช่นนี้ ดูคล้ายกับวิชา ‘ล้วงห่อหยิบของ’ ในศาสตร์แห่งเต๋า ที่สามารถหยิบเอาสิ่งของจากระยะไกลมาไว้ในมือได้ คล้ายๆ กับ ‘วิชาห้าผีขนย้าย’ แต่ทว่าวิชาห้าผีขนย้ายนั้นเป็นเพียงวิชาแขนงเล็กที่ใช้เลี้ยงผีรับใช้ สุดท้ายก็มิอาจเทียบเคียงกับต้นตำรับสายตรงอย่างนิกายเฉวียนเจินหรือเจิ้งอี้ได้”
“นอกจากนี้ ข้ายังเคยได้ยินมาว่า วิชาที่คู่กันกับ ‘วิชาล้วงห่อหยิบของ’ ก็คือ ‘วิชาประทาน’ โดยต้องฝึกฝนวิชาหยิบของระยะไกลให้สำเร็จเสียก่อน ถึงจะเริ่มฝึกวิชาประทานจากระยะไกลได้ ต่อให้จะอยู่ห่างไกลกันหมื่นลี้พ้นภูเขาพันลูก ก็สามารถส่งของถึงมืออีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตา”
“เล่ากันว่า หากฝึกฝนวิชา ‘ล้วงห่อหยิบของ’ ไปจนถึงขั้นสูงส่งแล้วละก็ ถึงขั้นสามารถเด็ดหัวคนจากระยะไกลหมื่นลี้ หรือควักเอาหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม ออกมาได้จากระยะไกล สังหารคนได้โดยไร้ร่องรอยเลยทีเดียว”
“น้องชาย... เจ้าไปฝึกวิชาอาคมล้วงห่อหยิบของนี่มาจากไหนกันเนี่ย?”
พอนักพรตเฒ่าพูดจบ เขาก็ตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม รีบเอามือตะปบปิดที่ไตทั้งสองข้างของตัวเองทันที แต่พอคิดดูอีกทีเห็นท่าไม่ดี เลยเปลี่ยนมาปิดที่ปอดทั้งสองข้างแทน จากนั้นก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วย้ายมือมากุมตำแหน่งตับทั้งซ้ายขวาเอาไว้: “น้องชาย... ถึงแม้นักพรตเฒ่าอย่างข้าจะมีไตสองข้าง แต่เจ้าอย่าได้มาหมายตาไตของข้าเชียวนะ!”
“คนเราถ้าถูกถอดไตไปข้างหนึ่ง แล้ววันหน้าข้าจะไปตามหาแม่ชีมาเป็นคู่บำเพ็ญเพียร ได้อย่างไรกันเล่า!”
จินอัน: “?”
นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันวะเนี่ย
จนอันมองนักพรตเฒ่าด้วยสายตาละเหี่ยใจ (lll-_-)
“ตอนนี้ข้าทำได้แค่หยิบของชิ้นเล็กชิ้นน้อยเท่านั้นแหละ ยังทำไม่ได้ถึงขั้นไปผ่าตัดนิ่วในไตให้ใครหรอก”
“แถมระยะก็จำกัด ยังไม่ถึงขั้นหยิบของข้ามเขตข้ามพรมแดนได้ขนาดนั้นหรอก ระดับขั้นที่สูงส่งขนาดนั้น เกรงว่าจะมีแต่พวกเจ้าอาวาสวัดใหญ่ ๆ ของนิกาเฉวียนเจินหรือเจิ้งอี้เท่านั้นแหละที่ทำได้”
“อีกอย่าง ข้าจะหลอกท่านไปเพื่ออะไร?”
“ข้าจะไปจ้องจะเอาไตเหี่ย วๆ ที่ดูแก่เกินวัยของท่านมาทำไมกันล่ะ?”
ครั้นนักพรตเฒ่าได้ฟังจินอันพูดจนจบ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเสียที
จากนั้นนักพรตเฒ่าจึงเอ่ยต่อว่า “สาลี่ฤดูหนาวจากชายแดนภาคเหนือเนี่ย เนื่องด้วยระยะทางที่แสนไกล การขนส่งด้วยรถม้าตลอดทางลำบากยิ่งนัก มีเพียงพวกเศรษฐีผู้มั่งคั่งหรือขุนนางผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่จะมีปัญญาหามากินได้ เท่าที่ข้าจำได้ ในอำเภอฉางแห่งนี้ คนที่พอกินสาลี่ฤดูหนาวไหวมีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ (นับได้ด้วยมือข้างเดียว) และหนึ่งในนั้นก็คือผู้ว่าการอำเภอจางแห่งอำเภอฉางนี่แหละ”
“น้องชาย...สาลี่ฤดูหนาวของเจ้านี่ คงไม่ได้ ‘ล้วงห่อหยิบของ’ มาจากจวนท่านผู้ว่าการอำเภอจางหรอกนะ?”
พอนักพรตเฒ่าพูดจบเขาก็ตกใจกับความคิดตัวเอง “เดิมทีข้ายังนึกในใจว่า พรุ่งนี้แค่เอาสาลี่ฤดูหนาวพวกนี้ไปขายก็คงตั้งตัวรวยได้แท้ ๆ”
“แต่ดูทรงแล้ว เพื่อไม่ให้ถูกท่านผู้ว่าการอำเภอจับไปขังคุกบั่นคอ ชาวบ้านในอำเภอฉางคงไม่มีวาสนาได้ลิ้มรสสาลี่พวกนี้แล้วล่ะ เห็นทีจะมีแค่เราสองคนกับแพะอีกหนึ่งตัวที่ต้องช่วยกันกินให้หมด เรื่องนี้แม้แต่หัวหน้ามือปราบเฝิงก็บอกให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด”
นักพรตเฒ่าวิเคราะห์สถานการณ์อย่างระมัดระวัง
ทว่า ในระหว่างที่กำลังเคี้ยวสาลี่ไปพลางพูดไปพลางนั้น จู่ ๆ ดวงตาของนักพรตเฒ่าก็เปล่งประกายขึ้นมา แล้วหัวคิ้วทั้งสองข้างก็เลิกขึ้นด้วยความบันเทิงใจ
เขาหันมากล่าวกับจินอันอย่างร่าเริงว่า “น้องชาย เจ้านี่มันยอดคนจริง ๆ!”
“คนอื่นเวลาตบะแก่กล้าขึ้น เขาก็เหาะเหินเดินอากาศ ย้ายภูเขาถมทะเลกันทั้งนั้น แต่ความสามารถใหม่ที่งอกเงยออกมาหลังจากตบะของเจ้าก้าวหน้านั้นช่างแหวกแนวเหลือคณา เพราะมันมีไว้สำหรับ ‘เสกของอร่อย’ โดยเฉพาะ!”
“นอกจากเสกสาลี่ฤดูหนาวได้แล้ว น้องชาย... เจ้าช่วยเสกเต้าหู้เหม็นแห่งถนนซีสุ่ยออกมาหน่อยได้ไหม?”
“แล้วก็ขอไก่แปดสมบัติ จากเหลาเต๋อซั่นโหลวด้วยสักตัว!”
“อ้อ... ข้าได้ยินมาว่าที่เหลาเต๋อซั่นโหลวเขายังมี ‘เหล้านารีแดง’ (หนวี่เอ๋อร์หง) ชั้นเลิศที่บ่มไว้ถึงสามสิบสองปีเก็บไว้อีกไหหนึ่งด้วยนะ!”
สาลี่ฤดูหนาวนั้นมีน้ำชุ่มฉ่ำรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว สองคนกับอีกหนึ่งตัวจึงช่วยกันจัดการสาลี่สามลูกจนเกลี้ยงภายในชั่วพริบตา นักพรตเฒ่าพยายามอ้อนวอนขอให้จินอันเสกของกินออกมาให้เขาอีก จินอันก็ได้แต่ยิ้มเหวอๆ (เหอเหอ) พลางจ้องหน้าตาเฒ่าคนนี้
เสกของกินบ้านแกสิ!
นั่นมันคือ "วิชาล้วงห่อหยิบของ" อันล้ำลึกของสายเต๋าเชียวนะ
เขาเรียกว่าวิชาที่มี "คลาส" โว้ยย
ไม่ใช่มีไว้เพื่อเสกของกิน!
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากนักพรตเฒ่าจะพยายามสนองความตะกละของตัวแล้ว เขากลับไม่ได้เอ่ยปากขอให้จินอันสอนวิชาล้วงห่อหยิบของนี้ให้เลยแม้แต่น้อย
ในสมัยโบราณนั้น ความขัดแย้งและการถือพรรคถือพวกระหว่างสำนัก (ความหวงวิชา) นั้นรุนแรงมาก ไม่มีใครกล้าล่วงเกินข้ามเขตแดนกันง่าย ๆ ตราบใดที่ยังมิใช่คนโง่ ย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร แล้วนักพรตเฒ่าเป็นคนโง่หรือ? เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากขอวิชาจากจินอัน
จินอันเองก็ไม่มีทางเสกเต้าหู้เหม็น ไก่แปดสมบัติ หรือเหล้านารีแดงให้นักพรตเฒ่าได้จริง ๆ หรอก เพราะแค่สาลี่ฤดูหนาวสามลูกเมื่อครู่นี้ ก็แทบจะรีดเค้นปราณ ใน "วิหารเซียนห้าอวัยวะ" ของเขาจนเหือดแห้งแล้ว
จินอันจึงรีบเบี่ยงประเด็น "ตาเฒ่า ท่านยุ่งมาทั้งวัน วันนี้วาด 'ยันต์เหลือง' ไว้กี่แผ่นล่ะที่จะเอาไปขายที่งานวัดพรุ่งนี้น่ะ?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ นักพรตเฒ่าก็ยืดอกเงยหน้าขึ้นมาพลัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่า "น้องชายเจ้ารู้ไหมว่า ตลอดหลายปีที่ข้าตระเวนไปทั่วเหนือจรดใต้ ที่ข้าเอาตัวรอดมาได้เนี่ย ข้าพึ่งพาอะไร?"
"พึ่งอะไรรึ?" จินอันรีบถามรับลูกด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างให้ความร่วมมือ
นักพรตเฒ่าหัวเราะหึ ๆ "ไม่มีอะไรมากหรอก... แค่ความชำนาญเท่านั้นเอง"
“ที่นักพรตผู้นี้ปราบมารปราบผีมาได้หลายปีดีนัก ก็พึ่งพา ‘ความเร็วแสง’ ในการวาดพู่กันเขียนยันต์ที่ฝึกฝนมานานหลายปีนี่แหละ เวลาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงร้อยแปด หรือพวกศพปีศาจและสิ่งอัปมงคลพิลึกพิลั่นทั้งหลายเนี่ย หากข้าไม่มีความเร็วในการชิงลงมือก่อนละก็ ป่านนี้ข้าคงสิ้นชื่อไปตั้งแต่อยู่ในมือนางพญาศพพันปีเมื่อสามสิบปีก่อนแล้ว!”
จินอันเลือกที่จะกดข้ามประโยคสุดท้ายของตาเฒ่านี่ไปโดยอัตโนมัติ
หากตาเฒ่านี่เคยเจอนางพญาศพพันปีแล้วยังรอดกลับมาได้แบบครบถ้วนสามสิบสองละก็...
เขาสู้ยอมเชื่อว่าตัวเองได้แต่งเข้าบ้านผู้ว่าการเมืองหลวงมณฑลไปเป็น ‘นักรบผีดิบ’ ยังจะดูมีความเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก
นักพรตเฒ่ายังคงคุยโวต่อไปด้วยความลำพองใจ “วันนี้ข้าสละเวลาทั้งวัน วาดชุดยันต์เหลืองออกมาได้ทั้งหมดเจ็ดร้อยสามสิบแผ่น!”
“หลัก ๆ ก็จะมี ยันต์ไล่สิ่งอัปมงคล ยันต์แปดทิศคุ้มกาย ยันต์สยบมารสามวิสุทธิ์ ยันต์คุ้มภัยกะง้อและยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย (ยันต์หกเทวะหกเทพี)”
จินอันได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง
ตาเฒ่านี่มันผลิตผลงานออกมาได้ดุเดือดยิ่งกว่าแม่หมูตกลูกเสียอีก!
ต้องเข้าใจว่าสมัยโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่ เพราะทุกอย่างต้องใช้มือวาดสด ๆ
แม้ในแคว้นคังติ้งจะมีเทคโนโลยีการพิมพ์หรือการทำแม่พิมพ์หินที่แพร่หลายแล้ว แต่นักพรตเฒ่ากลับรังเกียจที่จะใช้วิธีตบตาชาวบ้านเหล่านั้นเพื่อหาเงิน
เพราะยันต์ที่พิมพ์ออกมาแบบนั้นมันก็แค่กระดาษที่ตายแล้ว
ไม่มีอิทธิฤทธิ์เลยแม้แต่นิดเดียว
นอกจากจะใช้เพื่อขูดรีดเงินทองหรือหลอกลวงพวกชาวบ้านผู้ยากไร้แล้ว ยันต์พวกนั้น (ยันต์พิมพ์) ก็ไม่มีความขลังเลยแม้แต่น้อย
จินอันหยิบยันต์เหลืองขึ้นมาแผ่นหนึ่งโดยไม่เจาะจง เขาโคจรปราณในอวัยวะภายใน สัมผัสสำรวจอย่างละเอียด จึงพบว่าภายในยันต์เหลืองใบนี้มีกระแสพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่จริง แต่ทว่าพลังเหล่านั้นกลับไหลลื่นอย่างติดขัดและดูขุ่นมัว
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะในเมื่อวาดออกมาถึง เจ็ดร้อยสามสิบแผ่นภายในวันเดียว ราวกับแม่หมูตกลูกเช่นนี้ พลังกายพลังใจและสมาธิของผู้ลาดย่อมถูกสูบออกไปมหาศาล ส่งผลให้พลังศักดิ์สิทธิ์ในตัวยันต์ไม่เพียงพอ และอานุภาพของมันย่อมต้องลดทอนลงไปอย่างมากเป็นธรรมดา
แต่ข้อดีของมันคือการใช้ "จำนวน" เข้าข่มนั่นเอง
นักพรตเฒ่าเอ่ยแนะนำว่า "น้องชาย ใบที่เจ้าถืออยู่นั่น เรียกว่า 'ยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ย' (หกเทวะหกเทพี)"
"สิ่งที่เรียกว่า ลิ่วติงลิ่วเจี่ย นั้นคือสิบสองตำแหน่งเทพเจ้า โดยแบ่งเป็น ฝ่ายหกติง ได้แก่ ติงโฉ่วต่ออายุ ติงไฮ่กักจิต ติงโหย่วคุมขวัญ ติงเว่ยสลายเคราะห์ ติงซื่อข้ามพ้นวิกฤต ติงเหม่าพ้นภัยพิบัติ และ ฝ่ายหกเจี่ย ได้แก่ เจี่ยจื่อปกป้องกาย เจี่ยซวีคุ้มโฉม เจี่ยเซินเสริมชะตา เจี่ยอู่รักษาจิต เจี่ยเฉินสยบวิญญาณ และเจี่ยหยินหล่อเลี้ยงสัจธรรม"
"สำนวนที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า 'อุ้มท้อง' (เซินไฮว๋ลิ่วเจี่ย) ก็มีที่มาจากจุดนี้เอง"
"ดังนั้น นี่คือ 'ยันต์เชิญเทพ' ชนิดหนึ่ง ในยามที่ภัยมาถึงตัว สามารถใช้เชิญสิบสองเทพขุนพลเข้าสถิตร่างได้"
"ยิ่งหากยันต์ลิ่วติงลิ่วเจี่ยทรงอานุภาพมากเท่าไหร่ เศษเสี้ยวจิตเทพที่เชิญมาสถิตร่างก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น และพละกำลังก็จะยิ่งมหาศาลขึ้นตามไปด้วย"
“ก็อย่างว่าแหละนะ... ในใต้หล้านี้มีผู้คนศรัทธาบูชาเทพลิ่วติงลิ่วเจี่ยตั้งมากมายก่ายกอง คนนั้นก็เชิญไปนิด คนนี้ก็ขอไปหน่อย ต่อให้เป็นสิบสองเทพขุนพลผู้เที่ยงธรรม ก็มิอาจแบ่งภาคไปดูแลได้ทั่วถึงทุกที่หรอก”
“เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลาแบบนี้มันจึงต้องพึ่งพา ‘แรงผลักภายนอก’ กันสักหน่อย ใครมีดีอะไรก็งัดออกมาวัดกัน ดูว่าใครจะสามารถอัญเชิญพลังเทพมาสถิตร่างได้มากกว่ากันยังไงเล่า”
วิชาเชิญเทพ ?
เชิญสิบสองเทพเจ้ามาสถิตร่างงั้นหรือ?
แววตาของจินอันฉายแววประหลาดใจ
เขาเริ่มนิ่งเงียบและครุ่นคิด
เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองเฝ้าขบคิดอย่างหนักมาตลอดหลายวัน ว่าจะหาอะไรมาใช้เป็น ‘ไพ่ตาย’ สำหรับรักษาชีวิตดี... ดูท่าว่าคราวนี้คงจะมีลู่ทางเสียแล้ว...
(จบบท)