เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - ประกายโลหิตดับสูญ

บทที่ 10 - ประกายโลหิตดับสูญ

บทที่ 10 - ประกายโลหิตดับสูญ


บทที่ 10 - ประกายโลหิตดับสูญ

ตระกูลเยี่ย เรือนหลักกลาง ห้องหนังสือผู้นำตระกูล

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะประตูพอเป็นพิธีดังขึ้น ไม่ทันรอเสียงตอบรับประตูก็ถูกเปิดออก เด็กหนุ่มใบหน้าหยิ่งยโสก้าวเข้ามา เขาก็คือเยี่ยเหมิง

"ท่านพ่อ ท่านเรียกหาข้ามีเรื่องอันใด" เยี่ยเหมิงกล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด มันกำลังฝึกฝนอยู่แท้ๆ กลับถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วน

เมื่อเห็นบุตรชายที่วู่วามไร้สติ เยี่ยเฟยหยางก็มีแววตาขุ่นเคืองพาดผ่าน เขาวางตำราในมือลงแล้วเอ่ยถาม "เหมิงเอ๋อร์ การประลองระหว่างเจ้ากับเยี่ยฝานเหลือเวลาอีกเพียงหกวัน ถึงตอนนั้นเจ้ามั่นใจหรือไม่"

"หึ ท่านพ่อไม่เชื่อใจข้าหรือ ครั้งก่อนหากไม่ใช่เพราะข้าประมาท ข้าต้อง..." เยี่ยเหมิงฟังแล้วก็ไม่พอใจทันที ทว่าพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเยี่ยเฟยหยางขัดจังหวะ

"เหมิงเอ๋อร์ บางครั้งการประมาทเลินเล่อบ้างก็เป็นเรื่องดี ความลับในตัวเจ้าไม่สมควรให้ผู้ใดล่วงรู้มากนัก โดยเฉพาะพวกผู้อาวุโสเหล่านั้น มิฉะนั้นพวกเราอาจต้องเผชิญกับหายนะ" เยี่ยเฟยหยางเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เยี่ยเหมิงฟังแล้วก็ทำหน้าไม่พอใจ สวนกลับไปว่า "ข้าไม่สนเรื่องพวกนี้ เยี่ยฝานมันกล้าด่าข้าว่าเป็นมูลสุนัข ครั้งนี้ข้าจะต้องเอาชีวิตมันให้จงได้"

สำหรับบุตรชายที่ดื้อรั้นผู้นี้ เยี่ยเฟยหยางได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกล่องไม้ใบเล็กบนโต๊ะยื่นให้ "เหมิงเอ๋อร์ นี่คือโอสถเบิกนภาที่พ่อเตรียมไว้ให้เจ้า หลังจากกลืนกินมันเข้าไป มันจะช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ขึ้นสามเท่าในระยะเวลาหนึ่ง ถึงตอนนั้นไม่ว่าอย่างไรเยี่ยฝานก็ไม่มีทางสู้เจ้าได้ ส่วนวิชานั้น... ก็อย่าได้นำออกมาใช้เลย!"

ทันทีที่ได้ยินชื่อโอสถเบิกนภา ดวงตาของเยี่ยเหมิงก็ทอประกายวาววับ นี่คือโอสถที่มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนัก มันมีประโยชน์มหาศาลต่อผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิด เพียงกลืนกินเข้าไปหนึ่งเม็ด ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพลังปราณในระยะสั้น ทว่ายังช่วยยกระดับรากฐานพลังได้อีกด้วย มีแต่ผลดีไร้ผลเสีย ในเมืองเทียนเวยหาของพรรค์นี้ได้ยากยิ่งนัก

เยี่ยเหมิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย มันคว้ากล่องใบนั้นมาเก็บไว้ที่เอว ประสานมือคารวะพอเป็นพิธีแล้วเอ่ยว่า "ขอบคุณท่านพ่อ ขอเพียงสังหารเยี่ยฝานได้ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!"

เยี่ยเฟยหยางพยักหน้าอย่างอ่อนใจ คำตักเตือนของบิดากลับกลายเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เสียได้ แต่เขาก็หมดหนทาง เยี่ยเหมิงเคยชินกับความหยิ่งผยอง การต่อสู้เมื่อหลายวันก่อนทำให้จิตใจของมันบิดเบี้ยว ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไป

"ถึงเวลาใช้ก็จงระวังให้ดี อย่าให้ผู้อาวุโสไป๋จับได้เป็นอันขาด!" ก่อนที่เยี่ยเหมิงจะจากไป เยี่ยเฟยหยางก็ไม่ลืมที่จะสำทับอีกครั้ง

เยี่ยเหมิงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

"เฮ้อ ความแค้นระหว่างข้ากับน้องรอง อีกหกวันก็สมควรต้องยุติเสียที น้องรอง เจ้าอย่าได้โทษข้าเลย!" เยี่ยเฟยหยางเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้าถอนหายใจยาว

สามวันต่อมา เรือนทิศเหนือของตระกูลเยี่ย ณ มุมหนึ่งที่ห่างไกลผู้คน

ในอากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้จางๆ บริเวณโดยรอบไร้ซึ่งต้นหญ้า ดำเป็นตอตะโกราวกับกลายเป็นดินแดนรกร้าง

ณ ใจกลางดินแดนรกร้างแห่งนั้น มีเด็กหนุ่มร่างดำเมี่ยมนั่งขัดสมาธิอยู่ เขาก็คือเยี่ยฝานที่ผ่านการชำระกายด้วยอัคคีลี้ลับมาตลอดสามวันสามคืน

เยี่ยฝานหลับตาพริ้ม เปลวไฟสีส้มขนาดเท่ากำปั้นเต้นเร่าอยู่เหนือศีรษะของเขา ภาพที่เห็นดูแปลกประหลาดทว่าเงียบสงบยิ่งนัก

"เก็บ!"

เวลาแห่งการชำระกายด้วยอัคคีลี้ลับสิ้นสุดลงแล้ว เยี่ยฝานเบิกตากว้างและตะโกนก้อง

ฟุ่บ!

อัคคีลี้ลับบนศีรษะราวกับถูกพลังไร้สภาพดึงดูด มันพุ่งตรงเข้าไปในปากของเยี่ยฝานอย่างไม่อาจต้านทาน เปลวไฟสีส้มสัมผัสได้ถึงอันตรายในชั่วพริบตา มันปลดปล่อยกลิ่นอายเปลวเพลิงอันทำลายล้างออกมาอีกครั้ง น่าเสียดายที่เปลวไฟขุมนี้ไม่มีผลอันใดต่อเยี่ยฝานในยามนี้แล้ว

ปุ!

เปลวไฟสีส้มที่กำลังดิ้นรนถูกเยี่ยฝานกลืนลงท้องไปโดยตรง ภาพอันน่ามหัศจรรย์บังเกิดขึ้น ร่างกายของเยี่ยฝานหลุดลอกออกจากผิวหนังสีดำเกรียมรอบนอก ราวกับดักแด้ที่ลอกคราบ

ใบหน้าขาวผ่อง ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างใส เยี่ยฝานในเวลานี้ราวกับได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

ทว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงคือภายในร่างกายของเขา ภายใต้เรือนร่างที่ดูผอมบางสมบูรณ์แบบนี้ เส้นลมปราณได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง จุดตันเถียนก็ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ภายในร่างกายมีพลังมหาศาลไหลเวียนอยู่เงียบๆ เดือดพล่านดั่งเปลวเพลิง พร้อมที่จะระเบิดอานุภาพอันไร้เทียมทานออกมาได้ทุกเมื่อ

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เคล็ดวิชากายเทวะมังกรเถื่อนช่างมหัศจรรย์จริงๆ การแผดเผาด้วยอัคคีลี้ลับตลอดสามวันสามคืน ทำให้ข้ามีร่างกายที่แข็งแกร่งปานนี้!"

เยี่ยฝานเงยหน้าหัวเราะลั่น แม้การชำระกายด้วยอัคคีลี้ลับจะเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าพึงพอใจอย่างเหลือเชื่อ ด้วยสภาพของเขาในยามนี้ เขาสัมผัสได้ลางๆ ว่ายอดฝีมือที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นที่หก หากไม่มีวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ก็อย่าหวังว่าจะทำอันตรายเขาได้เลย การก้าวกระโดดของพลังในครั้งนี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานอย่างแท้จริง

กายาเช่นนี้ แข็งแกร่งทัดเทียมกับสัตว์อสูรเลยทีเดียว และนี่เป็นเพียงขั้นต้นของเคล็ดวิชากายเทวะมังกรเถื่อนเท่านั้น

"ไอ้หนู ตื่นเต้นมากเลยล่ะสิ!" เสียงอ่อนโยนของผู้อาวุโสเสียดังมาจากในจี้หยก นับตั้งแต่ปลดปล่อยอัคคีลี้ลับออกมา เขาก็กลับเข้าไปพักฟื้นในมิติของจี้หยกจนถึงบัดนี้ ตอนนี้คงจะฟื้นฟูพลังกลับมาแล้ว

"ผู้อาวุโสเสีย ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ ตอนนี้ข้ามีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นที่จะรับมือกับไอ้เยี่ยเหมิงแล้ว!" เยี่ยฝานกำหมัดแน่น เอ่ยขอบคุณจากใจจริง

ผู้อาวุโสเสียหัวเราะลั่นก่อนจะกล่าว "ไอ้หนู ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะขอบคุณข้า นี่เป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น ของจริงมันอยู่หลังจากนี้ต่างหาก!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยฝานก็ชะงักไป กำลังจะอ้าปากถามก็ถูกผู้อาวุโสเสียแทรกขึ้น "ส่งจิตสำนึกของเจ้าเข้ามาในจี้หยก แล้วเจ้าจะรู้เองว่าข้าหมายถึงสิ่งใด"

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้า เยี่ยฝานจึงรีบโคจรคัมภีร์มหาหมื่นอสูร เรียกจี้หยกที่หน้าอกออกมาแล้วส่งจิตสำนึกเข้าไปภายในทันที

ยังคงเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เพิ่งได้จี้หยกมา เขายืนอยู่ตรงสุดขอบมิติของจี้หยก เบื้องหน้ามีม่านแสงสีขาวขวางกั้นโลกภายในจี้หยกเอาไว้

"ผู้อาวุโสเสีย หรือว่าในจี้หยกนี้จะมีโลกอีกใบซ่อนอยู่" เยี่ยฝานเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

ผู้อาวุโสเสียมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเยี่ยฝานตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ เขาพยักหน้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยความเคารพเทิดทูน "จี้หยกนี้คือแก่นแท้ของคัมภีร์มหาหมื่นอสูร ภายในซุกซ่อนความลับไว้นับไม่ถ้วน วิชายุทธ์ที่เจ้าอยากฝึกฝนก็อยู่ในนั้นเช่นกัน"

"แต่ม่านแสงนี้..." เยี่ยฝานมีสีหน้าลำบากใจ ความเย้ายวนของวิชายุทธ์นั้นมหาศาล ทว่าเขากลับเข้าไปไม่ได้

ผู้อาวุโสเสียลูบเครา เอ่ยเสียงเรียบ "ด้วยพลังกายของเจ้าในยามนี้ น่าจะพอพังทลายค่ายกลชั้นแรกได้ ลองดูสิ!"

เยี่ยฝานเข้าใจความหมายของผู้อาวุโสเสียในทันที เขารวบรวมพลังทั้งหมดด้วยจิตสำนึก ก่อนจะพุ่งชนไปเบื้องหน้าอย่างสุดแรง

ปัง!

ม่านแสงส่งเสียงทึบหนัก เยี่ยฝานรู้สึกได้ว่ามิติของจี้หยกสั่นสะเทือนไปทั้งใบ จากนั้นม่านแสงเบื้องหน้าก็เริ่มปรากฏรอยร้าว และแตกแขนงออกไปอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นช่างตระการตายิ่งนัก

"สำเร็จแล้วหรือ" เมื่อนึกถึงวิชายุทธ์ที่กำลังจะได้ครอบครอง เยี่ยฝานก็ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย

ผู้อาวุโสเสียยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง เป็นการยอมรับกลายๆ

ตู้ม! ม่านแสงพังทลายลงในที่สุด โลกสีขาวโพลนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเยี่ยฝาน มองเห็นผืนดินลอยตัวอยู่ใจกลางมิติลางๆ บนพื้นมีหลุมขนาดใหญ่ ลึกราวห้าเมตร กว้างประมาณร้อยเมตร

ใจกลางหลุมยักษ์มีจุดแสงสีเลือดกำลังกะพริบวิบวับ

ยังไม่ทันที่เยี่ยฝานจะเข้าไปใกล้ ก็รู้สึกได้ว่าแสงสีเลือดสายนั้นพุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว และแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขาในชั่วพริบตา

ประกายโลหิตดับสูญ!

ในความสลึมสลือ ตัวอักษรใหญ่สี่ตัวปรากฏขึ้นในหัวของเยี่ยฝาน ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนยิ่งขึ้น

"ไอ้หนู ยินดีด้วยที่ได้รับวิชายุทธ์วิชาแรกจากจี้หยกโลหิตหมื่นอสูร นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่ข้าก็ยังไม่เคยได้ฝึกฝนเลยนะ!" น้ำเสียงของผู้อาวุโสเสียเจือไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 10 - ประกายโลหิตดับสูญ

คัดลอกลิงก์แล้ว