- หน้าแรก
- ระบบผู้เลี้ยงมังกร จากหนอนน้ำแข็งสู่จ้าวมังกรบรรพกาล
- บทที่ 5 - ข้าเลี้ยงดูท่านได้นะ
บทที่ 5 - ข้าเลี้ยงดูท่านได้นะ
บทที่ 5 - ข้าเลี้ยงดูท่านได้นะ
บทที่ 5 - ข้าเลี้ยงดูท่านได้นะ
เมืองหม่อนซางเจิ้น
สายลมหนาวพัดโชย ใบหม่อนในฤดูสารทอันหนาวเหน็บร่วงหล่นเต็มลานบ้านหลังจากผ่านพายุฝนยามค่ำคืนไปหมาดๆ ซ้ำยังมีอีกส่วนหนึ่งร่วงหล่นลงมาปูทับกระเบื้องหลังคาจนกลายเป็นระลอกคลื่น เพิ่มความงดงามชื้นแฉะให้กับเรือนหลังน้อยอันซอมซ่อนี้ไปอีกแบบ
ใบหม่อนร่วงโรย พ่อค้าไหมก็เท่ากับก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวก่อนกำหนด ช่วงเวลานี้มักจะเป็นช่วงที่จู้หมิงหล่างเริ่มกลายเป็นคนว่างงาน
จู้หมิงหล่างสวมหมวกฟางและเสื้อคลุมกันฝน กำลังกวาดใบไม้ร่วงที่ถูกน้ำฝนซัดจนเปื่อยยุ่ยอยู่ในลานบ้าน จู่ๆ เขาก็มองเห็นเท้าหยกคู่หนึ่งที่เรียวยาวตรงสลวยก้าวเข้ามาหาอย่างแช่มช้อย
จู้หมิงหล่างเงยหน้าขึ้นมองนาง
นางเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างไกลนับพันลี้ ในดวงตางดงามดุจอัญมณีอำพันแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร
วันนี้นางไม่มีความอ่อนแอเหมือนวันวาน ยิ่งไม่มีความสงบนิ่งเหมือนปกติ บนร่างของนางมีพลังอำนาจสายหนึ่งพันเกี่ยวอยู่ นั่นคือกลิ่นอายของผู้ที่เคยผ่านการชำระล้างจากสงครามมาอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะมีได้!
ดูเหมือนว่าพลังของนางจะฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว แน่นอนว่าหากเทียบกับตัวนางในอดีตย่อมห่างชั้นกันลิบลับ จู้หมิงหล่างเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของนางมามากมาย
"ท่านจะไปล้างแค้นแล้วหรือ" จู้หมิงหล่างเอ่ยปากถาม
สิ้นคำพูด เส้นไหมสีเงินนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเทพธิดาสงคราม พวกมันแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง พริบตาเดียวก็รวมตัวกันเป็นกระบี่เส้นไหมสีเงิน จ่ออยู่ที่ลำคอของจู้หมิงหล่าง
"ข้าคือคนแรกหรือ" จู้หมิงหล่างยิ้มขื่น
กระบี่ตวัดผ่าน เทพธิดาสงครามพุ่งทะยานผ่านร่างไปอย่างแผ่วเบาดุจนางแอ่น บนลำคอของจู้หมิงหล่างปรากฏรอยเลือดสายหนึ่งขึ้นทันที จู้หมิงหล่างยืนนิ่งไม่ไหวติง รอคอยให้หัวของตนกลิ้งหล่นลงไปบนพื้น ทว่านั่นเป็นเพียงรอยถลอกตื้นๆ รอยหนึ่งเท่านั้น ขูดลอกผิวหนังไปเพียงเล็กน้อย
ไม่ฆ่าตนหรือ?
จู้หมิงหล่างกุมลำคอของตนเอง หันหน้าไปมองแผ่นหลังอันอรชรสูงโปร่งของเทพธิดาสงคราม เขาไม่ได้กล่าวขอบคุณที่เทพธิดาสงครามละเว้นชีวิต เพราะหากนางโหดเหี้ยมอำมหิตจริง ตอนอยู่ในคุกใต้ดินนางก็คงไม่ยื่นมือมาดึงเขาขึ้นไปหรอก
"ข้าจะถูกประทับตราไว้ในใจท่าน และกลายเป็นความอัปยศไปชั่วชีวิตของท่านจริงๆ หรือ" จู้หมิงหล่างเอ่ยปากถาม
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา มักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเทพธิดาสงครามกับขอทานเร่ร่อนอยู่เสมอ คนหนึ่งอยู่บนตำหนักสวรรค์ อีกคนอยู่ในท่อระบายน้ำเหม็นเน่าใต้ดิน ทว่าด้วยความแตกต่างของฐานะอันมหาศาลกลับต้องมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน นี่เป็นหัวข้อสนทนาที่เผ็ดร้อนเพียงใด เชื่อว่าอีกไม่นาน ผู้คนที่อยู่นอกเมืองหย่งเฉิงก็คงจะได้รู้ข่าวนี้เช่นกัน
เทพธิดาสงครามไม่ตอบคำถาม นางเดินออกไปข้างนอกต่อไป ครั้งนี้นางไม่ได้ปลอมตัวเหมือนหลายวันก่อน แต่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของตนเอง เรียบง่าย ซูบผอม ทว่ายังคงงดงามหยาดฟ้า
"ความจริงแล้ว..." จู้หมิงหล่างมองดูนางค่อยๆ หายลับไป คำพูดที่มาถึงริมฝีปากแล้วกลับถูกกลืนลงไปอีกครั้ง
เขาเองก็เข้าใจดี ตนมิใช่ความอัปยศของเทพธิดาสงคราม ฐานะอันต่ำต้อยในตอนนี้ต่างหากที่เป็น
...
นางจากไปแล้ว จู้หมิงหล่างมีความรู้สึกซับซ้อนในใจ เขาเด็ดใบหม่อนอวบอ้วนใบหนึ่งมาวางไว้บนฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว หนอนน้ำแข็งกระโดดจากไหล่ของเขาลงมาบนใบหม่อนอย่างร่าเริงทันที
"พวกเราจะไม่มีวันได้กลับไปใช้ชีวิตอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วใช่หรือไม่" จู้หมิงหล่างประคองหนอนน้ำแข็งตัวนี้ไว้พลางเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
หลายปีมานี้ เขาก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดมังกรขาวตัวโตที่ปกติสุขดีถึงได้ถูกเส้นไหมพันธนาการไว้ทั่วร่างเพียงชั่วข้ามคืน และเพียงชั่วข้ามคืนร่างกายอันใหญ่โตของมันก็เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางเส้นไหมเหล่านั้น จนสุดท้ายก็กลายสภาพเป็นเจ้าตัวเล็กที่รู้จักแต่แทะใบหม่อนเช่นนี้
หนอนน้ำแข็งทำหูทวนลม ขาหน้าที่แทบจะมองไม่เห็นทั้งสองข้างของมันยกใบหม่อนขึ้นเล็กน้อย ราวกับเด็กน้อยประคองชามข้าวที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า เริ่มแทะ "กร้วม กร้วม กร้วม"
มันบิดส่ายลำตัวอ้วนฉุ ส่งเสียงเคี้ยวอย่างมีความสุข พอกินเสร็จดวงตากลมโตก็กะพริบปริบๆ อย่างพึงพอใจเป็นที่สุด เมื่อเห็นท่าทางซื่อบื้อน่ารักของเจ้าตัวเล็ก จู้หมิงหล่างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา และอดใจไม่ไหวที่จะใช้อีกมือหนึ่งจิ้มพุงกะทิของมัน
เจ้าตัวเล็กก็ไม่รู้ประสีประสา มันหงายท้องขึ้นทันที ปล่อยให้จู้หมิงหล่างนวดเฟ้นตามใจชอบ พร้อมส่งเสียงร้อง "อื้อ อื้อ" อย่างสำราญใจ
"เป็นคนธรรมดาก็ดีเหมือนกัน ไม่มีความกดดัน ไม่ต้องปวดหัว อีกทั้งผู้อื่นก็ไม่ต้องให้เราต้องรับผิดชอบ..."
จู้หมิงหล่างส่ายหน้า ก่อนจะลงมือกวาดลานบ้านเล็กๆ ของตนต่อไป ปีหน้าคงต้องปลูกต้นหม่อนใบใหญ่ที่ภูเขาด้านหลังให้มากขึ้น ปริมาณการกินของเจ้าตัวเล็กนับวันยิ่งเพิ่มขึ้น หากเขาไม่ขยันหน่อย แม้แต่หนอนน้ำแข็งที่พึ่งพาอาศัยกันก็คงจะเลี้ยงไม่รอด
"ว่าแต่ นี่ยังไม่ถึงตอนเที่ยงเลย เหตุใดถึงรู้สึกร้อนนิดๆ เล่า" จู้หมิงหล่างเพิ่งจะทำความสะอาดไปได้ไม่นาน ก็ค่อยๆ รู้สึกว่ามวลอากาศเย็นถูกบางสิ่งปัดเป่าออกไป
แสงสีแดงฉานสาดส่องแหวกม่านเมฆอันหนาทึบ ไม่รู้ว่ามาแต่งแต้มเมืองหม่อนซางเจิ้นเล็กๆ แห่งนี้ตั้งแต่เมื่อใด แม้แต่ป่าไม้บริเวณใกล้เคียงก็ไม่รู้ว่าถูกสาดส่องจนกลายเป็นสีแดงสดใสดั่งป่าเมเปิลตั้งแต่เมื่อใด
จู้หมิงหล่างเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ยามเช้าเพิ่งจะผ่านพ้นไปมิใช่หรือ เหตุใดถึงมีแสงเงินแสงทองที่สว่างจ้าเกินจริงเช่นนี้เล่า? เมฆสีเพลิงที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ ห้อยหัวลงมาราวกับเปลวเพลิงของจริง เพียงเวลาสั้นๆ กลับทำให้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่กลายเป็นสีสันตระการตาได้ถึงเพียงนี้!
เอี๊ยด~~~
ยังไม่ทันที่จู้หมิงหล่างจะคิดตกว่าปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้านี้มาจากที่ใด ประตูไม้ก็ถูกผลักออกกะทันหัน เทพธิดาสงครามที่เพิ่งจากไปไม่นานเดินจ้ำพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน จู้หมิงหล่างพลันตาเป็นประกาย...
นางกลับมาแล้ว
ความจริงแล้วเขาก็ปลูกต้นเหมยลาปากเป็นด้วยนะ ฤดูหนาวปีนี้จู้หมิงหล่างจะขยันให้มากขึ้น ขอเพียงนางยินดีร่วมกินข้าวกินผลาที่หยาบกระด้างกับเขา ในวันข้างหน้าไม่รังเกียจเรือนน้อยที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นขี้หม่อนหลังนี้ อืม ข้าเลี้ยงดูท่านได้นะ!
"ไม่ล้างแค้นแล้วได้หรือไม่" จู้หมิงหล่างเผยรอยยิ้ม ในใจคิดหาคำพูดไว้หมดแล้ว
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เทพธิดาสงครามกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมและกล่าวด้วยความรวดเร็วว่า "เจ้าจงสวมบทบาทเป็นคนในตระกูลของข้า"
จู้หมิงหล่างยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ประตูเรือนก็ถูกผลักออกอย่างแรงอีกครั้ง บุรุษผู้หนึ่งในชุดสีเขียวลายแดงเดินเข้ามา
แม้การแต่งกายและรูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่ธรรมดาอยู่หลายส่วน แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือใบหน้าที่ซีดเผือดอย่างหาที่สุดไม่ได้ ราวกับคนป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ไม่มีเลือดฝาดของคนปกติเลยแม้แต่น้อย ทว่าสภาพเช่นนี้กลับไม่ให้ความรู้สึกอ่อนแอเหมือนคนอมโรค ตรงกันข้ามกลับดูเย็นชาและหยิ่งยโสจนทำให้ผู้คนหวาดกลัว
จู้หมิงหล่างมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุด สลับกับมองแสงสีแดงที่สาดส่องออกมาจากดวงตาของคนผู้นี้เป็นระยะ ก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ผู้เลี้ยงมังกร ทั้งยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย!!
"คนที่ท่านบอกว่าจะร่วมเดินทางไปด้วย ก็คือเขาหรือ" หลัวเซี่ยวเอ่ยปากถาม สายตาจับจ้องจู้หมิงหล่างอย่างดุดัน
"เขามาก่อนล่วงหน้าหนึ่งก้าว ได้แจ้งสถานการณ์ในปัจจุบันของข้าให้คนในตระกูลทราบแล้ว ข้าให้เขาทำความสะอาดร่องรอยการพำนักของข้าที่นี่ พรุ่งนี้จะเดินทางกลับนครรัฐมังกรบรรพกาล" เทพธิดาสงครามกล่าว
หลัวเซี่ยวเดินเข้ามาเริ่มพินิจพิเคราะห์จู้หมิงหล่าง สีหน้าเคร่งขรึมและแฝงความคลางแคลงใจของเขา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้เชื่อคำพูดของเทพธิดาสงครามทั้งหมด
"นายหญิง" จู้หมิงหล่างประสานมือคารวะเทพธิดาสงคราม สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลกแม้แต่น้อย "คนในตระกูลสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำท่านกลับไป แต่ไม่ได้อนุญาตให้คนแปลกหน้าร่วมเดินทางไปด้วยนะขอรับ ท่านมีฐานะสูงส่ง ซ้ำยังงดงามและเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาขอแนะนำว่าท่านอย่าได้หลงเชื่อผู้ที่มาไม่แน่ชัดเลยจะดีกว่า"
"ที่มาไม่แน่ชัดอันใดกัน เดิมทีข้าเป็นคนในตระกูล... ในตระกูล..." หลัวเซี่ยวพูดไปได้ครึ่งประโยค ก็ไม่รู้ว่าจะพูดต่อไปอย่างไรดี
"เมื่อก่อนหลัวเซี่ยวเป็นผู้ติดตามในเรือนท่านพ่อของข้า ยามนี้ยิ่งเป็นถึงผู้เลี้ยงมังกร มิใช่ผู้ที่มาไม่แน่ชัดอย่างที่เจ้าว่า" เทพธิดาสงครามเสริม
"อ้อ ที่แท้ก็นับว่าเป็นศิษย์ร่วมตระกูล ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ร่วมเดินทางไปด้วยกันเถิด จะได้คอยดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้" จู้หมิงหล่างทำทีเป็นจำยอมรับปาก
ชิงตั้งข้อสงสัยกับผู้ที่กำลังจะสงสัยตนเสียก่อน ในความฉลาดหลักแหลมก็แฝงความซุกซนอยู่บ้าง! จู้หมิงหล่างอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจชื่นชมตนเอง ทักษะการแสดงไม่ตกลงเลยจริงๆ!
[จบแล้ว]