เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10: การเตรียมตัวก่อนตั้งแผง

ตอนที่ 10: การเตรียมตัวก่อนตั้งแผง

ตอนที่ 10: การเตรียมตัวก่อนตั้งแผง


ตอนที่ 10: การเตรียมตัวก่อนตั้งแผง

กินอิ่มแล้วก็คุยง่าย อาศัยจังหวะที่เลือดในสมองของพี่ใหญ่เฮ่อกำลังไปรวมตัวกันที่กระเพาะเพื่อช่วยย่อยอาหาร เฮ่อหมิงจูก็ถามเขาขึ้นมาว่า: "พี่คะ พี่ว่ากระดูกตุ๋นชามนี้ ถ้าเอาไปตั้งแผงขาย จะขายออกไหม?"

พี่ใหญ่ไม่ได้ตอบอะไร เฮ่อหมิงจูเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบขนาดนั้น เพราะเธออ่านความคิดของพี่ชายได้จากความเงียบของเขาอยู่แล้ว

เธอกล่าวว่า: "ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ รัฐบาลสนับสนุนให้คนทำอาชีพส่วนตัว คนออกมาตั้งแผงลอยบนถนนก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่าง หนูไม่คิดว่าการตั้งแผงมันจะน่าอายตรงไหน แรงงานคือเกียรติยศ ทุกอาชีพเท่าเทียมกัน การตั้งแผงก็ไม่ได้แย่อะไร ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ชามข้าวเหล็ก อาจจะสนิมเขลอะ จนทุกคนอยากจะลาออกไปลุยธุรกิจกันหมด ถึงตอนนั้นหนูอาจจะเป็นผู้นำที่คว้าโอกาสได้ก่อนใครก็ได้นะ"

พี่ใหญ่เฮ่อทนไม่ไหวต้องเอ่ยปาก: "พูดจาเลอะเทอะน่ะ ชามข้าวเหล็กจะสนิมเขอะได้ยังไง?"

เฮ่อหมิงจูรู้ดีว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางคาดคิดหรอกว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รัฐวิสาหกิจจะเผชิญกับคลื่นการเลิกจ้างและการล้มละลายครั้งใหญ่ สถานะ "คนงาน" ที่เคยรุ่งโรจน์จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ว่า "เริ่มนับหนึ่งใหม่" เท่านั้น

เธอกล่าวต่อ: "พี่คะ หนูรู้ว่าพี่อยากให้หนูเรียนมัธยมปลาย สอบเข้ามหาวิทยาลัย จบมาจะได้บรรจุเข้าหน่วยงาน หรือถ้าสอบไม่ได้ก็ไปสืบทอดตำแหน่งแม่ เป็นครูที่โรงเรียน... ทางนั้นมันก็มั่นคงดี แต่มันช่วยแก้ปัญหาตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ บ้านเราลำบากเกินไป แค่จะกินเนื้อสักมื้อยังโดนเจ้าหนี้มาค่อนขอดว่ามีสิทธิ์อะไรถึงได้กินเนื้อ แล้วชีวิตแบบนี้ยังต้องทนไปอีกตั้งห้าปีนะพี่"

พี่ใหญ่ขมวดคิ้วแน่น พูดอย่างยากลำบาก: "เป็นเพราะพี่ไม่มีความสามารถเอง..."

เฮ่อหมิงจูขยับไปนั่งข้างๆ เขา แล้วหยุดคำพูดที่เขายังพูดไม่จบ

"พี่คะ หนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่คนเดียว เราเป็นหนี้ด้วยกัน ก็ต้องช่วยกันใช้คืนค่ะ"

พี่ใหญ่เฮ่อมองน้องสาวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน "เธอโตขึ้นแล้วนะ"

เฮ่อหมิงจูทำหน้าเหวอ: "พี่คะ หนูแค่จะออกไปตั้งแผงขายของ พี่อย่าทำเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรแบบนั้นสิคะ มันน่าอายนะ! หนูขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย!"

นานๆ ทีจะซึ้ง พี่ใหญ่เลยเกิดอาการเขินจนโมโห: "พูดด้วยแล้วเสียอารมณ์จริงๆ!"

เขาลุกพรวดขึ้นมา คว้าโถเคลือบแล้วเดินสะบัดก้นหนีไปทันที

เฮ่อหมิงจูตะโกนไล่หลัง: "จะไปไหนคะ?"

พี่ใหญ่ไม่หันกลับมามอง ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ฟังดูเคร่งขรึม: "ไปล้างจาน!"

ช่วงบ่าย เฮ่อหมิงจูแวะไปที่บ้านของพี่จ้าว พอเคาะประตูเข้าไป ก็เห็นพี่จ้าวเพิ่งเลิกงาน กำลังเคาะปล่องเตาไฟโช้งเช้งเพื่อทำความสะอาดเขม่าควันอยู่พอดี

เห็นเฮ่อหมิงจูเขาก็ลุกขึ้น วางปล่องเตาไว้ข้างๆ เอามือที่เปื้อนเขม่าถ่านหินเช็ดกับผ้ากันเปื้อนผืนใหญ่ แล้วเชิญเธอเข้าบ้าน

ในห้องเตียงเตากำลังอุ่น พ่อของพี่จ้าวนั่งขัดสมาธิสัปหงกอยู่บนเตียง ส่วนเมียของเขากำลังใช้จักรเย็บผ้าปะซ่อมเสื้อผ้าอยู่

เฮ่อหมิงจูทักทายทีละคน: "ป้าจ้าวคะ พี่สะใภ้"

พี่สะใภ้จ้าววางมือจากเสื้อผ้า ลุกขึ้นมาเชิญเฮ่อหมิงจูขึ้นไปนั่งบนเตียง แล้วยกน้ำร้อนมาส่งให้

เฮ่อหมิงจูยิ้มบอกว่า: "พี่สะใภ้ไม่ต้องวุ่นวายหรอกค่ะ หนูเอาของมาส่งแล้วก็จะกลับเลย"

เธอหยิบผ้าขนหนูสีขาวที่ซักสะอาดแล้วออกมาจากกระเป๋าสะพาย จากนั้นก็หยิบเงินส่งให้พี่จ้าวพลางถามว่า: "หนูไม่รู้ว่ากระดูกพวกนั้นราคาเท่าไหร่ พี่ดูสิคะว่าเงินเท่านี้พอไหม?"

พี่จ้าวปากก็บอกว่า "น้องเกรงใจไปแล้ว" แต่มือก็รับไปนับเงินพอนับเสร็จก็บอกว่า "พอแล้วจ๊ะ พอถมเถเลย"

พี่สะใภ้จ้าวเห็นท่าทางนั้นก็ฟาดไปทีหนึ่ง แล้วพูดว่า: "เฮ่อหมิงจูนานๆ จะมาขอซื้อกระดูกสักที นี่ยังจะเก็บเงินน้องอีกเหรอ?"

พูดเสร็จเธอก็ดึงธนบัตรสองสามใบจากมือพี่จ้าวส่งคืนให้เฮ่อหมิงจู

เฮ่อหมิงจูไม่รับ แต่ถามกลับไปว่า: "พี่จ้าวคะ วันหลังหนูอยากจะขอซื้อกระดูกพี่อีก พี่ว่าพอจะได้ไหมคะ?"

พี่จ้าวรับปากเป็นมั่นเหมาะ: "ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว แค่เธอบอกมา พี่ไม่ขายให้คนอื่นแต่จะขายให้เธอแน่นอน"

เฮ่อหมิงจูถามย้ำ: "แล้วถ้าหนูอยากซื้อทุกครั้งเลยล่ะคะ?"

พี่จ้าวกับพี่สะใภ้มองหน้ากัน

พี่สะใภ้จ้าวชิงถามก่อนว่า: "เฮ่อหมิงจูจ๊ะ กระดูกพวกนี้เธอจะเอาไปกินเอง หรือว่า—"

เฮ่อหมิงจูพูดด้วยท่าทางเขินอายนิดๆ ว่า: "พี่จ้าว พี่สะใภ้คะ พี่ก็น่าจะรู้สถานการณ์บ้านหนูดี นี่ก็ใกล้จะตรุษจีนแล้ว เจ้าหนี้คงจะมาเคาะประตูบ้านแน่ๆ หนูเลยอยากจะออกไปตั้งแผงขายข้าว หาเงินมาใช้หนี้ให้หมดน่ะค่ะ"

พอเข้าใจว่าเฮ่อหมิงจูซื้อกระดูกไปเพื่อตั้งแผงลอย พี่จ้าวก็ทำเสียง "ซี้ด" เหมือนคนปวดฟัน

"เฮ่อหมิงจู ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากช่วยนะ แต่ประเด็นคือ ถ้าเธอจะซื้อครั้งสองครั้งมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเธอจะซื้อทุกครั้งเลยเนี่ย..."

กระดูกในร้านขายของชำมันก็มีแค่นั้นแหละ แต่ละคนจะได้โควตาซื้อเท่าไหร่เขาก็รู้ๆ กันอยู่ ถ้าเธอซื้อไปเยอะ คนอื่นก็ได้น้อยลง แน่นอนว่าพนักงานในร้านไม่ได้หวังพึ่งแค่กระดูกพวกนี้หรอก—เพราะถ้าพวกเขาอยากกินเนื้อโดยไม่เสียเงินน่ะ มีวิธีตั้งเยอะแยะ

ในร้านมีสินค้า "สูญเสีย" ทุกเดือน จะสูญเสียมากหรือน้อยก็อยู่ที่พวกเขาจะพูดเอง หรือตอนขายเนื้อ แค่ตาชั่งเอียงนิดเอียงหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ได้เนื้อฟรีๆ สองชั่งแล้ว

พนักงานพวกนี้ไม่ขาดแคลนไขมัน เลยไม่ค่อยเห็นค่ากระดูกลดราคาพวกนี้เท่าไหร่ แต่มันสามารถเอาไปทำ "บุญคุณ" ซื้อฝากคนอื่นได้

หัวหน้าในร้านก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ก็หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง

พี่จ้าวกลัวความยุ่งยากเลยบอกว่า: "ถ้าเธอซื้อกินเอง พี่ซื้อให้กี่ครั้งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเธอจะเอาไปทำขายนี่สิ พี่จะไปตอบทางร้านเขาลำบากนะ"

เฮ่อหมิงจูไม่ได้แปลกใจกับคำปฏิเสธของพี่จ้าว เพราะเธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

"พี่จ้าวคะ หนูรู้ว่ามันทำให้พี่ลำบากใจ เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ตอนนี้เนื้อหมูราคากิโลละ 1.5 หยวน หนูขอซื้อกระดูกจากพี่กิโลละ 0.8 หยวน พี่ว่าแบบนี้โอเคไหมคะ?"

แปดเหมา? (0.8 หยวน) ต้องรู้ก่อนว่าราคาสวัสดิการที่ร้านขายให้พนักงานน่ะแค่สามเหมา (0.3 หยวน) ต่อกิโลเองนะ นี่แค่เปลี่ยนมือก็ได้กำไรห้าเหมาแล้ว

แถมกระดูกมันหนัก ถ่วงตาชั่งได้ดี แค่ท่อนเดียวก็เกือบชั่งแล้ว ถ้าเฮ่อหมิงจูซื้อทีละสี่ห้าท่อน พวกเขาจะได้กำไรเหนาะๆ สองสามหยวน เดือนหนึ่งก็ได้เกือบยี่สิบหยวน ดูเหมือนเงินไม่เยอะนะ แต่นี่มันคือค่ากับข้าวทั้งบ้านของเดือนนี้เลยไม่ใช่เหรอ?

พี่จ้าวยังลังเล แต่พี่สะใภ้จ้าวตัดสินใจแทนให้ทันที "ตกลงตามนี้จ๊ะ พอดีช่วงนี้อากาศหนาว กระดูกเก็บได้นาน พรุ่งนี้พี่จะให้พี่ชายเธอไปกว้านซื้อกระดูกที่เหลือมาให้หมดเลย"

เฮ่อหมิงจูรีบขอบคุณยกใหญ่ คุยเล่นกันอีกสองสามประโยค พอเล็งเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดเธอก็ขอตัวกลับ

พอส่งแขกเสร็จ พี่จ้าวก็ทำหน้าบึ้งใส่เมีย: "ทำไมเธอไม่ปรึกษาฉันก่อนถึงไปรับปากเขาล่ะ"

พี่สะใภ้จ้าวมองเขาค้อนวงใหญ่ แล้วส่งเสียง "หึ" ในลำคอ เดินไหล่ชนเขาออกไปเลย

ปรึกษาเหรอ? ปรึกษากับผีน่ะสิ!

เมื่อก่อนที่เขาซื้อกระดูกกลับมา คนในบ้านแทบไม่ได้กินเลย เพราะแม่สามีมักจะหาเรื่องเอาไปให้น้องสาวเขาสามคนอยู่เรื่อย แถมยังมีน้องชายของเขาอีก ที่ชอบอ้างว่าจะมาช่วยซื้อ แต่พอได้กระดูกไปก็ไม่เห็นจะให้เงิน ไอ้สามีหน้าโง่นี่ก็ไม่เคยไปทวงเงิน ปล่อยให้เขากินฟรีเอาไปฟรีๆ สู้เอามาเปลี่ยนมือขายทำกำไรไม่ดีกว่าเหรอ อย่างน้อยเงินก็อยู่ในมือเธอเน้นๆ เป็นตัวเงินจริงๆ

วันต่อมา แม้พี่จ้าวจะทะเลาะกับเมียไม่เลิก แต่เขาก็ยังเอากระดูกห้าชั่งมาส่งให้เฮ่อหมิงจูตามนัด ก็แหม เรื่องหาเงินง่ายๆ แบบนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่โยนทิ้ง

เฮ่อหมิงจูไปที่แผนกขายของโลหะ หาช่างให้ช่วยตีถังเหล็กสองชั้นแบบตรงกลางกลวง ช่องว่างระหว่างชั้นไว้เติมน้ำร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อาหารข้างในอุ่นอยู่ตลอดเวลา เป็นถังเก็บความร้อนที่ทำง่ายและราคาถูกมาก

เธอเอาลังกระดาษเก่ามาทำป้าย ใช้ดินสอเขียนตัวหนังสือว่า "มันฝรั่งตุ๋นกระดูกหมู ชามละ 1 เหมา 5 เฟิน"

เธอนึกขึ้นได้ เลยไปรื้อเงินย่อยในบ้านที่มีทั้งหลักเหมาและหลักเฟินออกมา แถมยังเอาธนบัตรใบละสิบหยวน ไปแลกเป็นเงินย่อยที่ร้านค้าข้างนอก เพื่อเอาไว้ทอนเงินให้ลูกค้าได้สะดวกๆ

เฮ้อ!! ชินกับระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ พอต้องกลับมาใช้เงินสดในยุคนี้ บอกตรงๆ ว่าไม่ชินสักทีเลยจริงๆ

จะว่าไป ยุคนี้มีใครทำธนบัตรปลอมกันหรือยังนะ? ถ้าธุรกิจใหญ่โตขึ้น เธอต้องซื้อเครื่องตรวจธนบัตรมากันไว้ก่อนไหมเนี่ย?

เฮ่อหมิงจูคิดไปพลาง มือก็เย็บ "กระเป๋าคาดเอว" ไปพลางอย่างรวดเร็ว เธอเคยเห็นพวกพ่อค้าแม่ค้าใน    ตลาดสดและตลาดค้าส่งชอบคาดกระเป๋าแบบนี้ เก็บเงินทอนเงินสะดวกมาก แถมยังกันขโมยได้ดี เป็นไอเทมที่แม่ค้าพ่อค้าหาบเร่ต้องมีติดตัวจริงๆ

เตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพ วันที่สาม เฮ่อหมิงจูตื่นแต่เช้าตรู่มาตุ๋นกระดูกมันฝรั่งหม้อใหญ่ เธอเทอาหารลงในถังเหล็กที่ล้างสะอาดแล้ว เติมน้ำเดือดลงในช่องว่างกลางถัง ปิดฝาให้แน่น แล้วเอาเสื้อนวมเก่าๆ มาหุ้มตัวถังไว้อีกชั้นเพื่อรักษาความร้อน

เมื่อทุกอย่างพร้อม เฮ่อหมิงจูมัดถังเหล็กติดกับตะแกรงท้ายจักรยานอย่างแน่นหนา แล้วเข็นรถออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตั้งแผงลอยเป็นครั้งแรก!

จบตอนที่ 10

จบบทที่ ตอนที่ 10: การเตรียมตัวก่อนตั้งแผง

คัดลอกลิงก์แล้ว