เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7: การกินคือเรื่องสำคัญ

ตอนที่ 7: การกินคือเรื่องสำคัญ

ตอนที่ 7: การกินคือเรื่องสำคัญ


ตอนที่ 7: การกินคือเรื่องสำคัญ

กับข้าวตักออกจากหม้อแล้ว น้ำซุปเข้มข้นที่ไม่ได้เติมน้ำลงไปแม้แต่หยดเดียวหอมกรุ่น ผักกาดขาวรสหวานฉ่ำ มันฝรั่งเนื้อเนียนนุ่ม และเนื้อแผ่นที่มันเยิ้มแต่ไม่เลี่ยน

พี่ใหญ่เฮ่อถือตะหลิวเหล็กอันเขิน เขี่ยแบ่งกับข้าวลงในชามของแต่ละคนอย่างว่องไว พร้อมกับราดน้ำซุปตามลงไปอีกหนึ่งกระบวย

เฮ่อหมิงหัวกระโดดเหย็งๆ ด้วยความรีบร้อน: "ผมถือเอง ผมถือเอง!"

กับข้าวเพิ่งขึ้นจากหม้อร้อนจัด พี่ใหญ่ไม่วางใจให้เขาถือ จึงใช้เท้าเขี่ยเจ้าตัวเล็กออกไปเบาๆ แล้วสั่งงานเล็กๆ ให้แทน: "ไปยกเก้าอี้ไป"

กับข้าวสามชามวางบนโต๊ะ กลางโต๊ะมีจานใส่หมั่นโถวแป้งธัญพืชร้อนๆ

เฮ่อหมิงจูคีบกับข้าวขึ้นมาชิมรสชาติ แล้วส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยพอใจ

พ่อครัวโรงครัวใส่เครื่องปรุงหนักมือเกินไป จนกลบรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบไปหมด

ถึงแม้เธอจะพยายามกู้ชีพเมนูนี้สุดความสามารถแล้ว แต่มันก็ยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่

อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เธอมักจะขาดแคลนของอร่อย ไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ วันๆ มีแต่มันฝรั่ง ผักกาดขาว และแป้งธัญพืช นานๆ ทีจะได้กินเนื้อถึงจะถือว่าเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิต

ตอนเด็กๆ เฮ่อหมิงจูเคยอมน้ำตาลกรวดก้อนเท่าหัวแม่มือได้นานถึงสามสี่วัน พี่รองอยากกินจนใจจะขาด ถึงขั้นจะเอามือมาล้วงเอาจากปากเธอ พอแม่เห็นเข้าก็เลยกดตัวพี่รองไว้แล้วตบสั่งสอนไปหลายที

เฮ่อหมิงจูยืนอยู่ข้างๆ พลางดูดน้ำตาลกรวดอย่างทะนุถนอม พลางดูพี่รองโดนแม่ตีจนร้องจ๊าก

พอตีเสร็จ เธอก็ยอมกัดน้ำตาลกรวดแบ่งเป็นสองซีก แล้วแบ่งให้พี่รองครึ่งหนึ่งด้วยความใจกว้าง พี่รองที่ยังมีคราบน้ำตาติดหน้า พอเห็นน้ำตาลกรวดก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่หลอไปซี่หนึ่ง

เพราะตอนเด็กๆ เคยโหยหาของอร่อยมาก พอเฮ่อหมิงจูมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง เธอจึงมีความยึดติดกับเรื่องการกินเป็นอย่างมาก เธอชอบศึกษาเรื่องอาหารมาก ไม่ใช่แค่หาตำราหรือคลิปวิดีโอมาวิจัยเวลาว่างเท่านั้น แต่เธอยังลงทุนไปสมัครเรียนแบบจ่ายเงินกับศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังอย่าง "นิวโอเรียนทัล" อีกด้วย

อาจารย์หนุ่มคนนั้นเปิดร้านอาหารเอง ด้วยรสชาติที่ล้ำเลิศ ทำให้ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน จนขยายสาขาได้หลายแห่งภายในเวลาไม่กี่ปี เขาเป็นเด็กยากจนที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้ง จึงภูมิใจในตัวเองมาก นอกจากการสอนทำอาหารแล้ว เขายังชอบแชร์ประสบการณ์และแนวคิดในการเปิดร้านให้เธอฟังบ่อยๆ

เฮ่อหมิงจูก็สนใจไม่น้อย ถามเรื่องการเปิดร้านกับอาจารย์คนนั้นไปเยอะมาก ตอนจะเรียนจบ เนื่องจากเฮ่อหมิงจูเป็นคนหัวไวเรื่องอาหาร สอนอะไรก็เข้าใจทันที แถมยังประยุกต์ใช้ได้เก่ง กับข้าวที่เธอทำรสชาติไม่ได้ด้อยไปกว่าอาจารย์เลย เผลอๆ จะดีกว่าด้วยซ้ำ

อาจารย์หนุ่มคนนั้นถึงกับทำหน้าไม่ถูก เขามองเฮ่อหมิงจู ลังเลแล้วลังเลอีก ทำหน้าลำบากใจเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา

เฮ่อหมิงจูสงสัยมาก เลยรบเร้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจารย์คนนั้นถึงได้ยอมเอ่ยปากอย่างยากลำบาก: "ถ้าคุณจะเปิดร้านจริงๆ ช่วยไปเปิดให้ไกลๆ ร้านผมหน่อยได้ไหม?"

พอนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมานิดหน่อย เธอเลือกทำเลร้านไว้แล้ว จ่ายเงินมัดจำไปแล้วด้วย ถ้าไม่ได้เกิดใหม่เสียก่อน ตอนนี้ร้านเล็กๆ ของเธอก็คงจะเปิดกิจการไปแล้ว

พอมองดูมันฝรั่งกับผักกาดขาวถ้วยธรรมดาๆ บนโต๊ะ เฮ่อหมิงจูก็วางตะเกียบลงแล้วพูดว่า: "ทนกินไปก่อนนะ พรุ่งนี้หนูจะไปซื้อกับข้าว..."

ยังพูดไม่ทันขาดคำ เธอก็เห็นเฮ่อหมิงหัวยัดหน้าตัวเองลงไปในชามเรียบร้อยแล้ว

เฮ่อหมิงจู: "......"

เฮ่อหมิงหัวก้มหน้าก้มตาโซ้ยกับข้าวเสียงดัง "ฮู่ๆ" ท่าทางเหมือนลูกหมูที่หิวโหยมาสามวัน

เฮ่อหมิงจูหันไปมองพี่ใหญ่ที่อยู่อีกด้าน ท่าทางการกินของพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เขาจัดการอาหารในชามเกลี้ยงเกลาอย่างรวดเร็วราวกับลมพัดเมฆา ไวกว่าความเร็วที่แอนตี้ไวรัส 360 สั่งลบโปรแกรมคิวคิวทิ้งเสียอีก

พอเธอหันกลับมามองน้องชายอีกครั้ง ในเวลาแค่ชั่วครู่ เฮ่อหมิงหัวก็ใช้หมั่นโถวปาดน้ำซุปที่ก้นชามจน  เกลี้ยงเกลา ขาดอีกนิดเดียวก็แทบจะเอาลิ้นเลียก้นชามแล้ว

เฮ่อหมิงจูค่อยๆ ก้มมองอาหารในชามตัวเอง เธอก็แค่เอามันฝรั่งกับผักกาดขาวมาตุ๋นรวมกับหมูแดงโรงครัวเองนะ ไม่ได้ทำหูฉลามเป๋าฮื้อสักหน่อย?

พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที เฮ่อหมิงหัวก็กอดชามเปล่า แล้วมองมาที่พี่สาวแท้ๆ ด้วยสายตาละห้อย

"พี่ครับ พี่จะกินอีกไหม?"

สายตาเขาจดจ้องอยู่ที่กับข้าวค่อนชามในชามของเฮ่อหมิงจูแบบตาไม่กระพริบ

พี่ใหญ่วางชามลง แล้วสั่งสอนน้องชาย: "ถามพี่เขาแบบนั้นได้ยังไง พี่เขายังไม่ได้กินเลยนะ"

แล้วเขาก็หันมาถามเฮ่อหมิงจูทันที: "ถ้าเธอไม่กินแล้ว พี่ช่วยจัดการที่เหลือให้เองนะ"

เฮ่อหมิงจู: "......"

เฮ่อหมิงจู: "มาแย่งข้าวคนป่วยกินแบบนี้ พวกพี่ไม่อายกันบ้างเหรอคะ?"

เฮ่อหมิงหัวตอบอย่างมั่นหน้า: "ไม่ครับ!"

พี่ใหญ่ตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่: "ถ้างั้น... พี่ก็ไม่อายเหมือนกัน..."

เฮ่อหมิงจูชี้หน้าทั้งคู่: "...ได้ ทั้งสองคนคอยดูไว้เถอะ"

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เพราะเธอเพิ่งหายป่วย ความอยากอาหารเลยไม่ค่อยมี สุดท้ายก็กินไม่หมด เลยแบ่งให้พี่ใหญ่กับน้องชายไปคนละครึ่ง ตอนที่พี่ใหญ่ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาเป็นเอาตาย เฮ่อหมิงจูจึงถือโอกาสพูดว่า: "ต่อจากนี้ไป เรื่องทำข้าวในบ้านหนูรับผิดชอบเองนะ พี่ห้ามเข้าครัวอีกเด็ดขาด"

เพื่อเห็นแก่กระเพาะของตัวเอง เธอจะไม่ยอมเห็นพี่ใหญ่ในห้องครัวอีกเด็ดขาด!

พี่ใหญ่กินจนไม่เงยหน้าขึ้นมา พูดอู้อี้ในลำคอว่า: "ได้ๆๆ! เรื่องในบ้านตามใจเธอหมดเลย!"

เฮ่อหมิงจูหัวไว รีบสวนทันที: "งั้นพี่ก็ต้องตามใจหนู ย้ายตำแหน่งงานซะ"

พอพี่ใหญ่กินเสร็จ เขาก็รีบคว้าจามชามบนโต๊ะ แล้ววิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในครัวเพื่อล้างจาน ทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค "เรื่องนั้นไม่ได้หรอก ถ้าตามใจเธอ เมื่อไหร่จะใช้หนี้หมดล่ะ คนที่เขาให้เรายืมเงินมา เขาก็รอใช้เงินเหมือนกันนะ"

เมื่อเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่ไม่สำเร็จ เฮ่อหมิงจูจึงเริ่มครุ่นคิดว่า จะมีวิธีไหนที่ทำให้หาเงินได้เยอะและเร็วบ้างนะ?

วันต่อมา พี่ใหญ่ต้องเข้าเวรเช้า เขาออกบ้านไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

ก่อนไป เขาจัดการเคลียร์ขี้เถ้าในเตาไฟ แล้วเติมถ่านหินลงไปใหม่อีกพลั่ว พอเฮ่อหมิงจูตื่นขึ้นมา เตียงเตา (เตียงทำความร้อน) ก็ยังอุ่นสบายอยู่เลย บนเตาไฟมีกาต้มน้ำร้อนวางอยู่ พร้อมกับโจ๊กแป้งข้าวโพดและหมั่นโถวที่อุ่นไว้ให้แล้ว

เฮ่อหมิงจูลุกขึ้นมาแต่งตัวล้างหน้าล้างตา เทน้ำร้อนลงในอ่างล้างหน้า เอาผ้าขนหนูแช่ลงไปให้เปียก

หลังจากบิดผ้าจนหมาด มือหนึ่งถือผ้าขนหนู อีกมือหนึ่งก็ไปลากตัวเฮ่อหมิงหัวออกมาจากกองผ้าห่ม แล้วแปะผ้าขนหนูเปียกๆ ลงบนหน้าเขา "แปะ!" เข้าให้

"ทำอะไรน่ะ..."

ถูกบังคับให้เปิดเครื่อง เฮ่อหมิงหัวที่ตายังลืมไม่ขึ้นบ่นพึมพำอู้อี้

"รีบตื่นได้แล้ว วันนี้จะพาไปซื้อของอร่อย"

พอได้ยินว่ามีของอร่อย เฮ่อหมิงหัวก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที เฮ่อหมิงจูใช้ผ้าขนหนูขยี้หน้าเขาแรงๆ สองสามที พอเอาผ้าไปซักในอ่างอีกรอบ น้ำในอ่างก็กลายเป็นสีขุ่นทันที

"แกนี่มันสกปรกจริงๆ เลยนะ"

เฮ่อหมิงหัวเถียง: "ผมไม่สกปรกนะ!"

"ใช่ๆๆ ไม่สกปรกเลย แค่ชอบวาดลายพรางบนหน้าเฉยๆ"

เฮ่อหมิงหัวฟังไม่เข้าใจ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่ามันไม่ใช่คำชมแน่ๆ เลยย้ำอีกรอบ: "ผมไม่ได้สกปรกสักหน่อย!"

เฮ่อหมิงจูไม่สนใจเขา เธอควักครีมบำรุงผิวออกมา วอร์มบนฝ่ามือจนทั่ว แล้วจับหน้าเฮ่อหมิงหัวมาทาที่แก้มแดงๆ ที่โดนลมหนาวจนแตกของเขา

เฮ่อหมิงหัวส่ายหัวไปมา พยายามจะหลบมือเธอ "ไม่ทา! หอมจะตาย มีแต่ผู้หญิงเขาถึงทากัน!"

เฮ่อหมิงจูยังคงทาต่อไปแบบขอไปที: "งั้นตั้งแต่นี้ไปแกก็เป็นผู้หญิงแล้วกัน"

เฮ่อหมิงหัวอ้าปากค้าง อึ้งไปเลย จนกระทั่งพี่น้องสองคนกินมื้อเช้าเสร็จและกำลังจะออกจากบ้าน เฮ่อหมิงหัวยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเดิม: "ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะ ผมเป็นผู้ชาย..."

เฮ่อหมิงจูโดนบ่นจนรำคาญ เลยพูดว่า: "โอเคๆ แกไม่ใช่ผู้หญิง"

เฮ่อหมิงหัวกำลังจะดีใจ แต่ก็ได้ยินประโยคหลังตามมา: "แกก็ไม่ใช่ผู้ชายด้วย แกน่ะคือเจ้าตัวสกปรก"

เฮ่อหมิงหัวพูดอย่างแง่งอน: "พี่น่ะดีแต่รังแกผม! ว่าแต่ โอเค หมายความว่าอะไรคับพี่รอง มัรคือคำฝรั่งหรือคับ"

เฮ่อหมิงจูบีบแก้มยุ้ยๆ ของเขา: " อืม...โอเคแปลว่าตกลงจำไว้นะ แล้วแกนะเป็นเด็กตัวแค่นี้รู้จักคำว่ารังแกด้วยเหรอ แล้วตอนที่ครูรังแกแก ทำไมแกถึงไม่รู้จักมาบอกพี่ล่ะ?"

เฮ่อหมิงหัวทำหน้าเศร้า: "ผมบอกแล้ว! แต่พี่บอกว่าครูด่าผมต้องมีเหตุผลแน่ๆ!"

เฮ่อหมิงจูรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เพราะปกติต้องคอยตามเก็บกวาดปัญหาให้น้องชายตัวแสบอยู่บ่อยๆ เวลาเฮ่อหมิงหัวมาฟ้อง เธอเลยไม่เคยคิดว่าครูจะเป็นฝ่ายผิดเลย

พูดตรงๆ นะ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นน้องชายแท้ๆ เธอเองก็อยากจะฟาดไอ้เด็กนี่สักทีเหมือนกัน

เฮ่อหมิงหัวทำหน้าเศร้าสร้อย: "พี่ไม่เคยเชื่อที่ผมพูดเลย..."

เฮ่อหมิงจูครุ่นคิด: "น้องรัก พี่ก็อยากจะเชื่อแกนะ แต่ตั้งแต่ที่แกเอาประทัดไปจุดระเบิดส้วมสาธารณะ แล้วบอกว่าพ่อตดจนส้วมระเบิดน่ะ พี่ก็ทำใจเชื่อแกยากจริงๆ ว่ะ"

เฮ่อหมิงหัวมองเธอด้วยสายตาซื่อบริสุทธิ์: "พ่อตดเสียงดังเหมือนระเบิดลง แม่เป็นคนบอกเองนะ"

เฮ่อหมิงจูถอนหายใจ: "เอาเป็นว่า ความประทับใจที่แกมีต่อพ่อแม่น่ะ ช่วยมีด้านที่มันดูดีกว่านี้หน่อยได้ไหม?"

เฮ่อหมิงหัว “โอเคๆ ครับ แต่ว่ากับพ่อแม่คงไม่ทันแล้วนะผมว่า!!”

เฮ่อหมิงจู “!!!???”

มือข้างหนึ่งของเฮ่อหมิงจูจูงน้องชาย อีกมือหนึ่งถือตะกร้า เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของตลาดสดของรัฐในความทรงจำ ระหว่างทางเจอคนรู้จักที่เหมือง ทักทายขึ้นว่า: "เฮ่อหมิงจู พาน้องออกมาซื้อกับข้าวเหรอจ๊ะ?"

เฮ่อหมิงจูจำไม่ได้ว่าใคร แต่ก็ยิ้มให้ก่อนแล้วตอบว่า: "ใช่ค่ะ จะไปซื้อกับข้าวกัน"

เธอยังบีบมือน้องชายด้วย: "ทักทายคุณป้าเร็ว"

เฮ่อหมิงหัวทำท่าเคอะเขินต่อหน้าคนนอก พอโดนเฮ่อหมิงจูดันหลังถึงยอมเรียก: "คุณป้าครับ"

คุณป้าคนนั้นยิ้มจนแก้มปริ แล้วคุยให้ฟัง: "ตลาดวันนี้มีมะเขือเทศสดๆ ด้วยนะ รีบไปซื้อเข้าล่ะ ช้าหมดอดนะ"

เฮ่อหมิงจูขอบคุณอีกฝ่าย แล้วพาเฮ่อหมิงหัวเดินต่อ

ตลอดทางเจอคนรู้จักไม่ขาดสาย พอเห็นเฮ่อหมิงจูพาน้องออกมาซื้อของ ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาถามไถ่ด้วยความห่วงใย เจอคนที่ใจดีมากๆ ถึงขั้นจะแบ่งไข่ไก่ที่เพิ่งซื้อมาให้เธอสองสามฟอง

สมัยนี้จะซื้อไข่ไก่ต้องใช้ตั๋วไข่ไก่ ถ้าที่บ้านไม่ได้เลี้ยงไก่เอง เดือนหนึ่งทั้งบ้านก็แทบจะไม่ได้กินไข่สักกี่ฟอง

เฮ่อหมิงจูพยายามปฏิเสธสุดชีวิต กว่าจะยื้อยุดฉุดกระชากกันเสร็จ เธอก็ร้อนจนเหงื่อซึมท่ามกลางฤดูหนาวเลยทีเดียว

กว่าจะถึงตลาดสด ข้างในคนเยอะมหาศาลยังกับสถานีรถไฟช่วงตรุษจีน เบียดเสียดกันจนแทบจะไม่มีที่ให้เดิน

เฮ่อหมิงจูกุมมือน้องชายไว้แน่น สั่งกำชับว่าถ้าเดี๋ยวโดนเบียดจนหลงกัน ห้ามเดินไปไหนมั่วๆ ให้มารอที่หน้าประตูทางเข้าตลาด

สั่งเสร็จเธอก็สูดหายใจลึกๆ แล้วพุ่งตัวเข้าไปในฝูงชนทันที กว่าจะเข้าคิวเบียดไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ได้ เฮ่อหมิงจูพูดกับพนักงานขายว่า: "คุณคะ ฉันขอซื้อมะเขือเทศหนึ่งชั่งค่ะ"

พนักงานขายเป็นหนุ่มน้อย ตอนแรกทำท่าทางไม่สนใจใคร พอเห็นเฮ่อหมิงจูก็ตาเป็นประกาย ยิ้มกริ่มบอกว่า: "มะเขือเทศหมดแล้วครับ"

เฮ่อหมิงจูนึกในใจ หน้าหนาวแบบนี้มะเขือเทศสดคงหมดไวสมคำร่ำลือจริงๆ นอกจากจะเอาไปทำกับข้าวได้แล้ว ยังกินเป็นผลไม้ได้ด้วย มิน่าคุณป้าคนนั้นถึงบอกให้รีบมา เสียดายที่มาช้าไปก้าวเดียว

เธอเลยถามต่อ: "งั้นมีเต้าหู้ไหมคะ?"

พนักงานบอก: "หมดแล้วเหมือนกันครับ"

เฮ่อหมิงจูมองไปที่ชั้นวางแล้วพูดว่า: "งั้นเอาแครอทให้ฉันหนึ่งชั่งแล้วกันค่ะ"

พนักงานขายก็หยิบแครอทลงมาจากชั้นแล้ววางใส่ตะกร้าให้เธอ

เฮ่อหมิงจูยังไม่ทันจ่ายเงิน คนข้างหลังก็รีบเบียดขึ้นมา: "เอาแครอทให้ฉันหนึ่งชั่งเหมือนกัน!"

พอหันไปหาคนอื่น พนักงานคนนั้นเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือทันที พูดอย่างรำคาญว่า: "หมดแล้ว! ทำไมถึงชอบซื้อแต่ของที่ไม่มีของกันนะ!"

คนคนนั้นไม่เข้าใจ ชี้ไปที่เฮ่อหมิงจูแล้วบอกว่า: "ก็เมื่อกี้เธอยังซื้อได้อยู่เลยนี่?"

พนักงานขายกรอกตาใส่: "เขาก็ส่วนเขา คุณก็ส่วนคุณ มันจะเหมือนกันได้ยังไง? จะซื้อไม่ซื้อ ถ้าไม่ซื้อก็หลบไป อย่ามาขวางทางตรงนี้!"

เฮ่อหมิงจูรีบขยับหลบที่ให้ พนักงานขายพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน: "ผมไม่ได้ว่าคุณนะครับ ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ เลือกไปครับ"

เฮ่อหมิงจูยิ้มแห้งๆ รีบจ่ายเงินแล้วชิ่งทันที ขืนไม่ออกไปตอนนี้ เธอเกรงว่าคนข้างหลังจะเข้าใจผิดว่าเธอมีซัมติงกับพนักงานขายเอาได้ สายตาของมวลชนมักจะเฉียบคมเสมอ แต่ในบางกรณี สายตาพร่ามัวก็มีให้เห็นบ่อยๆ

เฮ่อหมิงหัวดึงมือเธอ "พี่ครับ เรายังซื้อกับข้าวต่อไหม?"

"ไม่ซื้อแล้วจ๊ะ ไปเถอะ เราไปซื้อเนื้อกัน"

เธอชินกับงานบริการที่สุภาพในโลกอนาคต พอต้องกลับมาสู่ยุคที่ยังมีกฎข้อบังคับว่า "ห้ามพนักงานด่าทอหรือตบตีลูกค้า" เฮ่อหมิงจูรู้สึกไม่ชินอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

นี่มันต่างอะไรกับพนักงานขายแบรนด์เนมยุคหลังตรงไหนเนี่ย!

"มีกระเป๋าไหมคะ?"

"ไม่มีค่ะ"

"ก็เห็นวางโชว์อยู่ตั้งหลายใบนี่นา?"

"ขอโทษด้วยนะคะ คุณไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมาย ซื้อไม่ได้ค่ะ"

——ที่แท้ วัฒนธรรมการขายแบบกดดันลูกค้า ในประเทศนี้ มันหยั่งรากฝังลึกมาตั้งแต่ยุค 80 แล้วนี่เอง

——จะว่าไปพนักงานร้านแบรนด์เนมยังดีกว่าหน่อย อย่างน้อยพวกเขาก็แค่กดดันทางจิตใจ ไม่ได้ตบตีลูกค้าทางกายภาพ (ไม่ใช่ละ...)

เฮ่อหมิงจูลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดูอย่างหาได้ยาก อย่างน้อยเขาก็ต้องรออีกยี่สิบปีถึงจะได้รับประสบการณ์ที่ว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า"

และก็แอบไว้อาลัยให้ตัวเองด้วย เฮ้อ เธอเองก็ต้องทนกับพนักงานขายที่อารมณ์แปรปรวนไปอีกยี่สิบปี ถึงจะได้เจอกับพนักงานขายที่สุภาพและเป็นกลางอีกครั้ง

...เศร้าแป๊บ

จบตอนที่ 7


จบบทที่ ตอนที่ 7: การกินคือเรื่องสำคัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว