เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5: เมื่อเป็นฝ่ายถูก ย่อมต้องไม่ยอมความ

ตอนที่ 5: เมื่อเป็นฝ่ายถูก ย่อมต้องไม่ยอมความ

ตอนที่ 5: เมื่อเป็นฝ่ายถูก ย่อมต้องไม่ยอมความ


ตอนที่ 5: เมื่อเป็นฝ่ายถูก ย่อมต้องไม่ยอมความ

พอได้ฟังสิ่งที่เฮ่อหมิงจูพูด ผู้อำนวยการก็รู้สึกถึงลางไม่ดีทันที

ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้?

ดันหลอกเด็กไม่สำเร็จซะงั้น!

ผู้อำนวยการเป็นคนหูตาไว เขาเคยได้ยินข่าวมาว่าในมณฑลข้างเคียงมีคนงานไม่พอใจที่หน่วยงานปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม พวกผู้นำกินดีอยู่ดี แต่คนงานข้างล่างกลับไม่มีเงินเดือนจะจ่าย

มีไอ้บื้อคนหนึ่งทำระเบิดทำมือมัดไว้รอบตัว แล้ววิ่งพรวดเข้าไปในที่ประชุม ขู่ว่าถ้าวันนี้ไม่จ่ายเงินเดือน      จะระเบิดพลีชีพไปพร้อมกับพวกผู้นำให้หมด

ช่วงสองปีมานี้บรรยากาศในสังคมไม่ค่อยดี มักจะมีเหตุการณ์คนรวมตัวกันก่อความวุ่นวายอยู่บ่อยๆ

เมื่อไม่นานมานี้ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่รู้ไปโกรธอะไรมา ถึงขั้นบุกพังที่ว่าการอำเภอ ตำรวจท้องที่คุมไม่อยู่    จนต้องระดมกำลังทหารจากกองทัพมาช่วยจัดการ

เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ตอนนี้ทั่วทั้งอูเฉิงจึงต้องเฝ้าระวังอย่างหนักเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุผลที่คนงานเหมืองยังสามารถรักษาความเป็นระเบียบในการผลิตท่ามกลางอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งได้ ด้านหนึ่งก็เพราะค่าตอบแทนของคนงานเหมืองนั้นสูงที่สุดในสำนักกิจการเหมือง หรือแม้แต่ในระดับจังหวัดและระดับประเทศเลยทีเดียว

ในปี 1983 ทั่วประเทศจะมีหน่วยงานสักกี่แห่งที่คนงานมีเงินเดือนเกินร้อยหยวน?

อีกด้านหนึ่งก็คือ สำนักกิจการเหมืองมีการดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองดีมาก ไม่เพียงแต่มีเงินชดเชยจำนวนสูง แต่ยังอนุญาตให้คนในครอบครัวมารับช่วงต่อเข้าทำงานได้ทันที โดยไม่สนว่าตำแหน่งนั้นจะว่างหรือไม่

ต้องรู้ก่อนว่าหน่วยงานบางแห่งมักจะอ้างว่าคนเต็ม ต่อให้ลูกหลานจะมารับช่วงต่อจากพ่อแม่ ก็ไม่ยอมให้มาทำงานจริงๆ แถมไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้ด้วย

แต่ถ้าคำพูดที่ครูยวีพูดหลุดไปถึงหูคนงานเหมืองล่ะก็...

— ลูกหลานคนงานเหมืองที่เสียชีวิตในหน้าที่ ถูกครูสถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารเลือกปฏิบัติ แถมยังถูกด่าว่าเป็นลิงเหมือง

ค่าความโกรธ +1 +1 +1 +1……

— แล้วเด็กคนนี้ยังจะถูกสถานรับเลี้ยงเด็กไล่ออกอีก

ค่าความโกรธพุ่งปรี๊ดทะลุปรอททันที

นั่นมันต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ!

ถึงแม้ทุกคนจะรู้กันดีอยู่แก่ใจว่าสถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารคือสิทธิพิเศษของพวกผู้นำ สวัสดิการดีกว่าสถานรับเลี้ยงเด็กคนงานทั่วไปไม่รู้กี่เท่า แต่เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ "พูดออกสื่อ" ไม่ได้

บางเรื่องถ้าไม่เอาขึ้นตราชั่งมันก็ดูไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ถ้าเอาขึ้นตราชั่งเมื่อไหร่ ต่อให้พันชั่งก็เอาไม่อยู่

พอนึกย้อนไป อ้อ... กลายเป็นว่าลูกหลานคนงานอย่างพวกเราต้องกินผักกาดขาวกับมันฝรั่งทุกวันในสถาน  รับเลี้ยงเด็กคนงาน แต่ลูกหลานผู้นำได้กินหมูแดงทุกมื้อในสถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารงั้นเหรอ?

กว่าจะมีลูกหลานบ้านไหนได้เข้าไปเสวยสุขกินหมูแดงบ้าง ดันจะมาถูกไล่ออก แถมยังมาด่าว่าคนงานที่ตายในหน้าที่นั้น 'สมควรตายโหง' อีก—

ผู้อำนวยการแทบจะจินตนาการภาพสถานรับเลี้ยงเด็กโดนระเบิดลอยขึ้นฟ้าได้เลย

และที่จะลอยขึ้นฟ้าไปพร้อมกัน ก็คือ "เก้าอี้" ตำแหน่งเล็กๆ ของเขานี่แหละ

ถึงตอนนั้นถ้าเบื้องบนตำหนิมา การสังเวยครูยวีไปคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร สุดท้ายเขานี่แหละที่ต้องเป็นคนรับกรรมแทน!

พอคิดได้ดังนี้ ผู้อำนวยการก็รีบแสดงท่าทีกับเฮ่อหมิงจูทันที: "เรื่องนี้จะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้แน่นอน!"

เขาหันไปมองครูยวี ครูยวีรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนักขึ้นมาในใจ

ผู้อำนวยการพูดว่า: "สิ่งที่ครูยวีพูดมันไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ความคิดของเธอไม่ถูกต้องเอาเสียเลย เต็มไปด้วยทัศนคติที่เลวร้าย ฉันจะให้เธอขอโทษเธอเดี๋ยวนี้!"

"ครูยวี เร็วเข้า! ขอโทษพี่สาวเฮ่อหมิงหัวซะ!"

ลางสังหรณ์กลายเป็นจริง คิ้วของครูยวีกระตุกขึ้นมาทันที เธอแทบจะกระโดดตัวลอย

"ทำไมล่ะคะ! ฉันไม่มีทางขอโทษเด็กเมื่อวานซืนคนนี้เด็ดขาด!"

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย จู่ๆ ผู้อำนวยการถึงมาบังคับให้เธอขอโทษ? หรือว่าหมูที่เธอฝากคนไปซื้อที่โรงเชือดมาส่งให้ผู้อำนวยการมันยังไม่ถูกใจท่าน?

ไม่น่าใช่นะ ก็ผู้อำนวยการเป็นคนเปรยๆ เองนี่นาว่าหัวหมูแกล้มเหล้านี่มันเลิศสุดๆ ไปเลย

ครูยวีคิดยังไงก็คิดไม่ตก

แต่ผู้อำนวยการไม่ได้มีท่าทีเกรงใจของที่กินเข้าไปเลยสักนิด เขาตะคอกเสียงดังว่า: "ถ้าไม่ขอโทษ เธอก็ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก! ฉันปรนนิบัติพระประธานอย่างเธอไม่ไหวหรอก!"

คำพูดนี้เหมือนบีบเข้าที่จุดตายของครูยวีทันที ครูยวีทั้งโกรธทั้งกลัวจนริมฝีปากสั่นระริก

เธอมองหน้าผู้อำนวยการ สลับกับมองหน้าเฮ่อหมิงจู จู่ๆ เธอก็ถอดแว่นตาออก ขอบตาเริ่มแดงก่ำ แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า:

"พวกคุณรวมหัวกันรังแกคนแก่คนเฒ่า..."

ครูยวีบีบน้ำตาโชว์กลางวง เฮ่อหมิงจูถึงกับตาค้างด้วยความตกใจ

รวมทั้งชาติก่อนชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นมุมที่ "อ่อนแอ" ขนาดนี้ของครูยวี!

เมื่อกี้ยังคำรามเหมือนหมาบ้า ทำท่าจะเขมือบเฮ่อหมิงจูกับน้องชายทั้งตัว

แต่ตอนนี้กลับทำท่าทางน่าสงสารเหมือนเฮ่อหมิงจูไม่เพียงแต่ไปขโมยไข่ไก่ที่บ้านเธอมา แต่ยังไปบังคับให้   พ่อไก่ที่บ้านเธอออกไข่โชว์สดๆ อีกต่างหาก ตกลงใครรังแกใครกันแน่เนี่ย?!

ผู้อำนวยการเห็นมาจนชินตา เขาไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด แถมยังพูดอย่างรำคาญใจว่า:

"ถ้าเธอไม่ไปรังแกเด็กที่เขาไม่มีพ่อไม่มีแม่ก่อน กินข้าวจากชามของสำนักกิจการเหมืองแท้ๆ แต่กลับดูถูกลูกหลานคนงาน วันนี้จะเกิดเรื่องยุ่งยากขนาดนี้ไหม!"

เสียงร้องไห้ของครูยวีชะงักกึก

เฮ่อหมิงจูยืนมองด้วยสายตาเย็นชา

ชาติก่อนเธอไม่เคยได้ยินคำพูดที่ยุติธรรมแบบนี้จากปากผู้อำนวยการเลย มีแต่คอยกดดันให้เฮ่อหมิงจูเป็นฝ่ายขอโทษครูยวี

ตอนนั้นเฮ่อหมิงจูรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจมาก ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทำไมทุกคนถึงรุมบังคับให้เธอขอโทษ?

ภายหลังเธอถึงได้รู้ซึ้งว่า ความยุติธรรมมันไม่มีอยู่จริงหรอก ใครที่พูดง่ายกว่า อ่อนแอกว่า และยอมคนมากกว่า คนคนนั้นแหละคือทางออกของคำว่า "สันติภาพ" ที่พวกเขาต้องการ

ผู้อำนวยการก็แค่ "ช่างทาสี" ที่ชอบปกปิดรอยร้าว ตรรกะของเขาไม่เคยเปลี่ยน ใครรังแกง่ายเขาก็จะหลอกคนนั้น

หรือที่โบราณว่าไว้ "ใครโวยวายก็ได้ส่วนแบ่ง" นั่นแหละ

คราวก่อนเธอคือฝ่ายที่ถูกรังแกได้ง่ายกว่า

แต่คราวนี้ ถึงตาครูยวีแล้ว

ผู้อำนวยการสำทับว่า: "ถ้าไม่ขอโทษ เธอก็ย้ายไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กคนงานซะ ที่นี่ไม่ต้องการครูอย่างเธอ!"

คราวนี้ครูยวีกลัวจนตัวสั่นของจริง

ครูที่สถานรับเลี้ยงเด็กคนงานได้เงินเดือนแค่ 35 หยวน แถมช่วงเทศกาลก็ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย

ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่น เธอจะไม่มีสิทธิ์เอาชื่อเด็กๆ ไปอ้างเพื่อขอให้ผู้ปกครองที่เป็นผู้นำ        ช่วยเดินเรื่องหรือกอบโกยผลประโยชน์ได้อีกเลย

ลูกชายเธอยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งเลยนะ!

ครูยวีมองเฮ่อหมิงจูด้วยสายตาอาฆาต พึมพำเหมือนอยากจะพูดคำแรงๆ ออกมา

แต่เฮ่อหมิงจูกลับมองเธอด้วยรอยยิ้มเย็นๆ

ครูยวีหน้าเขียวปั๊ด แทบจะหัวใจวายตายตรงนั้น

ผู้อำนวยการเร่งเร้าอย่างรำคาญ: "ครูยวี!"

ภายใต้สายตาคุกคามของผู้อำนวยการ ครูยวีอ้าปากแล้วกัดฟัน ตัดสินใจพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวและรวดเร็วว่า:

"ขอโทษทีฉันไม่ควรพูดแบบนั้นฉันมันแก่จนหลงลืม ปากไม่มีหูรูดเธออย่าได้ถือสาหาความกับฉันเลยนะ"

เธอทั้งแค้นทั้งเกลียด ได้แต่หวังว่าเรื่องจะจบลงเร็วๆ

ครูยวีนึกเสียใจด้วยซ้ำว่า ถ้ารู้อย่างนี้ว่าพี่สาวบ้านเฮ่อเคี้ยวยากขนาดนี้ เธอคงไม่เลือกเฮ่อหมิงหัวมาเป็น     ลูกพลับนิ่มให้บีบเล่นแน่ๆ

ครูยวีนึกว่าขอโทษแล้วเรื่องจะจบ แต่กลับได้ยินเฮ่อหมิงจูพูดว่า: "คนที่คุณต้องขอโทษไม่ใช่หนูค่ะ"

ครูยวีมองตามสายตาของเฮ่อหมิงจูไป ก็เห็นเฮ่อหมิงหัวยืนแอบอยู่หลังพี่สาวด้วยท่าทางหวาดๆ

เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้าทันที!

อุตส่าห์ยอมก้มหัวขอโทษยัยเด็กเมื่อวานซืนอย่างเฮ่อหมิงจูไปแล้ว นี่ก็ถือว่ายอมลดตัวลงมามากที่สุดแล้วนะ ยังจะไม่จบไม่สิ้นอีกเหรอ!

เฮ่อหมิงจูหิ้วคอเสื้อเฮ่อหมิงหัวเหมือนหิ้วลูกแมว แล้วดันเขาออกมาข้างหน้า

"คนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือเขา นักเรียนของคุณค่ะ"

ไฟโทสะที่ครูยวีกำลังจะพ่นออกมาถูกกลืนลงคอไปทั้งอย่างนั้น

เฮ่อหมิงหัวมองครูด้วยสายตาที่ทั้งอยากรู้อยากเห็นและหวาดกลัว เขาพยายามจะหดตัวกลับไปหลังพี่สาว   แต่ก็ถูกพี่สาวดันหลังไว้ให้อยู่ข้างหน้า

ครูยวีมองไปที่ผู้อำนวยการเพื่อขอความช่วยเหลือ

แต่ผู้อำนวยการไม่อยากยุ่งกับเรื่องเน่าๆ นี่แล้ว: "ก็แค่ขอโทษอีกคำเดียวไม่ใช่เหรอ? เร็วๆ เข้าสิ"

ในเมื่อยอมก้มหัวไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่สองมันก็ดูไม่ยากเท่าไหร่

ครูยวีฝืนยิ้มที่ดูเหมือนร้องไห้ แล้วพูดกับเฮ่อหมิงหัวว่า: "ขอโทษนะจ๊ะ ครูไม่ควรพูดกับหนูแบบนั้น จริงๆ แล้วหนูเป็นเด็กดีนะ..."

แววตาของเฮ่อหมิงหัวเป็นประกายขึ้นมาทันที

พี่สาวเก่งจังเลย! ที่แท้ครูคนที่เอาแต่ดุด่าเขาทั้งวัน ก็พูดจาดีๆ เป็นเหมือนกันแฮะ!

พอมองไปที่พี่สาวที่คอยปกป้องเขามาตลอด เฮ่อหมิงหัวก็รู้สึกถึงความกล้าหาญที่พุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ต่อไปนี้เขาจะไม่กลัวอีกแล้ว

หลังจากขอโทษเสร็จ ครูยวีก็เหมือนมะเขือยาวที่โดนน้ำค้างแข็ง เหี่ยวเฉาจนหมดสภาพ ไม่เหลือท่าทางยโสโอหังเหมือนตอนแรกเลย

ผู้อำนวยการพูดว่า: "ครูยวีก็ขอโทษแล้ว พี่สาวเฮ่อหมิงหัวจ๊ะ แบบนี้โอเคไหม?"

เฮ่อหมิงจูรีบพูดทันที: "ขอบคุณท่านผู้อำนวยการมากค่ะที่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา โชคดีที่สถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารมีผู้นำอย่างคุณ ไม่อย่างนั้นต่อให้พวกเราจะเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหนก็คงทำอะไรไม่ได้ คุณคือข้าราชการที่ดีของเหมืองจริงๆ ค่ะ"

พอโดนเด็กสาวหน้าตาสะสวยอวยเข้าหน่อย ผู้อำนวยการที่ตอนแรกขุ่นมัวก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

ผู้อำนวยการบอกว่า: "เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้เถอะ พวกเธอพากันกลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้ฉันจะย้ายห้องให้น้องชายเธอเอง จะได้เรียนอย่างมีความสุขเสียที"

แต่เฮ่อหมิงจูกลับส่ายหน้า: "ไม่ได้ค่ะ"

ผู้อำนวยการเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง: "ทำไมไม่ได้อีกล่ะ? ไม่ได้ตรงไหน?"

ครูยวีใจหายวาบ สังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้ต้องพุ่งเป้ามาที่เธอแน่ๆ เธอเสียใจสุดซึ้ง ทำไมตอนนั้นถึงไม่คุมปากตัวเองให้ดีนะ?

เฮ่อหมิงจูพูดว่า: "คนที่ควรย้ายห้องไม่ใช่น้องชายหนูค่ะ เขาไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องให้เขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ต้องไปปรับตัวใหม่ ต้องไปหาเพื่อนใหม่? มันไม่ยุติธรรมค่ะ"

ที่แท้ก็เรื่องนี้ ผู้อำนวยการเลยพูดส่งๆ ไปว่า: "งั้นก็เปลี่ยนครู ให้ครูยวีไปสอนห้องอื่นแทนแล้วกัน"

เฮ่อหมิงจูไม่ตอบ แต่ถามกลับว่า: "ท่านผู้อำนวยการคะ คุณคิดว่าการกระทำของครูยวีเนี่ย เธอยังคู่ควรกับการเป็น 'แม่พิมพ์ของชาติ' ที่น่าภาคภูมิใจอยู่อีกเหรอคะ?"

พอได้ยินประโยคนี้ ครูยวีที่ยังไม่ทันให้ผู้อำนวยการได้ตอบ ก็เบิกตากว้างแผดเสียงร้องลั่นออกมาจากลำคอ: "ฉันก็ขอโทษน้องชายเธอไปแล้วไง เธอจะเอาอะไรอีก! จะบีบให้ฉันตายเลยใช่มั้ย!"

ผู้อำนวยการกลัวคนจะฟิวส์ขาด เลยพยายามไกล่เกลี่ย: "ปกติครูยวีเขาก็ทำงานรับผิดชอบดีนะ วันนี้แค่     คุมอารมณ์ไม่อยู่ไปหน่อย เธอเองก็เป็นฝ่ายถูกแล้ว อย่าทำเรื่องให้มันไม่จบไม่สิ้นเลย พอแค่นี้เถอะน่า"

แต่ท่าทีของเฮ่อหมิงจูนั้นเด็ดขาดมาก "วันนี้เธอทำรุนแรงกับน้องหนูได้ วันหน้าเธอก็สามารถทำแบบเดิมหรือแย่กว่าเดิมกับเด็กคนอื่นๆ ที่ครอบครัวฐานะธรรมดาได้เหมือนกัน โบราณว่าไว้ 'สันดอนขุดง่ายแต่กมลสันดานขุดยาก' หนูไม่อาจปล่อยให้คนที่มีอารมณ์ไม่คงที่และเหยียดคนงานเหมือง เหมือนระเบิดเวลาแบบนี้ไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กได้หรอกค่ะ มันเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง"

ผู้อำนวยการขมวดคิ้ว: "ทำไมถึงขาดความรับผิดชอบล่ะ? ยัยเด็กคนนี้ดื้อจริงๆ ได้ทีแล้วก็ควรรีบจบนะ อย่าทำตัวเรื่องมากไม่จบสิ้น"

เฮ่อหมิงจูจ้องหน้าเขาตรงๆ โดยไม่หลบสายตา: "คุณกล้ารับประกันไหมคะว่าครูยวีจะไม่ไปพ่นคำเหยียดคนงานเหมืองที่ไหนในสถานรับเลี้ยงเด็กอีก? คุณกล้ารับประกันไหมว่าจะไม่มีเด็กคนไหนถูกอิทธิพลจากครูยวีไปรังแกพวกลูกคนงานเหมืองอีก? หรือคุณกล้ารับประกันไหมว่าครูคนอื่นๆ ที่เห็นครูยวีไม่ต้องรับโทษอะไรเลย จะไม่คิดว่า 'อ๋อ ด่าคนงานเหมืองไปก็ไม่มีผลอะไรนี่นา งั้นจะทำยังไงกับลูกคนงานเหมืองก็ได้งั้นสิ'?"

ผู้อำนวยการถึงกับใบ้กิน คำถามสามข้อนี้มันช่างย้อนศรจนเขาไม่รู้จะเอาอะไรมารับประกันแทนคนอื่นได้ อีกอย่าง ลึกๆ เขาก็ดูถูกคนงานเหมืองอยู่แล้ว เขาจะไปคุมคนอื่นไม่ให้เหยียดได้ยังไง?

เฮ่อหมิงจูเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เลยทิ้งท้ายแบบนิ่มๆ ว่า: "ครูยวีจะอยู่ต่อก็ได้นะคะ แต่ถ้าหนู    ได้ยินคำว่า 'ลิงเหมือง' อีกแม้แต่คำเดียว เราไปเจอกันที่สำนักงานเหมืองได้เลยค่ะ—หนูไม่กลัวหรอกถ้าเรื่องมันจะใหญ่โต หนูแค่กลัวว่ามันจะใหญ่ไม่พอมากกว่า"

ผู้อำนวยการตัดสินใจได้ทันที เขาเป็นพวก "ปลาไหล" ลื่นไหลไปตามน้ำ การจะให้เขามารับผิดชอบน่ะไม่มีทางเสียหรอก เรื่อง "ตัดหางปล่อยวัด" เพื่อรักษาตัวเองเนี่ยเขาถนัดนัก

"ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล ครูยวีไม่เหมาะที่จะเป็นครูในสถานรับเลี้ยงเด็กต่อไปจริงๆ"

พอครูยวีได้ยินประโยคนั้น สมองเธอก็อื้ออึงไปหมด ตาพร่าลายจนแทบจะยืนไม่อยู่ เสียงพูดคุยของครูในห้องข้างๆ เงียบลงทันที ทุกคนพากันกลั้นหายใจฟังผลลัพธ์ที่ผู้อำนวยการจะจัดการกับครูยวี

ผู้อำนวยการประกาศว่า: "ครูยวี ตำแหน่งของเธอต้องมีการปรับเปลี่ยน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป เธอไปช่วยงานในโรงครัวซะ"

ครูยวีตะกุกตะกักพยายามแย่งชิงสิทธิ์คืน: "ฉะ... ฉันเป็นครูนะ ฉันไม่ไปโรงครัว..."

ผู้อำนวยการเริ่มรำคาญเต็มทน เลยระเบิดอารมณ์ที่อั้นมาจากเฮ่อหมิงจูใส่ครูยวีแทน "ครูอะไรกัน?! มีที่ไหนเขาเป็นครูกันแบบนี้?! ถ้าเธอไม่ไปโรงครัว พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาทำงานอีก และอย่าหวังว่าลูกเธอจะได้มารับช่วงต่อทำงานที่นี่ด้วย!"

ครูยวีหมดสภาพโดยสิ้นเชิง ขาอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้น

ครูคนอื่นๆ ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พุทโธ่เอ๋ย... แค่ด่าเด็กบ้านคนงานเหมืองคนเดียว ผลลัพธ์มันจะรุนแรงขนาดนี้เลยเหรอ?! ดูท่าวันหลังจะไปรังแกเด็กบ้านคนงานซี้ซั้วไม่ได้แล้วนะเนี่ย!

ตอนที่พี่น้องบ้านเฮ่อพากันเดินออกมาจากสถานรับเลี้ยงเด็ก คุณตาที่เฝ้าประตูยังทักว่า: "วันนี้มารับน้องเร็วเชียวนา?"

เฮ่อหมิงจูเข็นจักรยาน 28 นิ้ว มีเฮ่อหมิงหัวสะพายย่ามผ้าใบเล็กๆ เดินกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ พี่สาว

"พี่ครับ วันนี้พี่เก่งจังเลย!"

เฮ่อหมิงจูทำหน้านิ่ง: "เช็ดน้ำมูกแกด้วย"

เฮ่อหมิงหัวใช้แขนเสื้อที่ดำปิ๊ดปี๋ปาดจมูกพรืดเดียว ถือว่าเช็ดน้ำมูกเสร็จเรียบร้อย

เฮ่อหมิงจูหันไปเห็นเข้าพอดี ถึงกับรับไม่ได้

"เฮ่อหมิงหัว!"

เฮ่อหมิงจูจอดจักรยานไว้ข้างทาง คว้าตัวเฮ่อหมิงหัวมา แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอุดที่จมูกเขา

"สั่งน้ำมูกซะ!"

เฮ่อหมิงหัวทำตามอย่างว่าง่าย ออกแรงสั่งน้ำมูกเต็มเหนี่ยว

เฮ่อหมิงจูใช้นิ้วสองนิ้วคีบผ้าเช็ดหน้าที่ชุ่มน้ำมูกด้วยความรังเกียจสุดๆ คิดไปคิดมาเธอก็เปิดย่ามผ้าของน้องชายแล้วโยนผ้าเช็ดหน้ายัดกลับลงไปในนั้น

"เฮ่อหมิงหัว ถ้าแกไม่ใช่น้องแท้ๆ ของฉัน ฉันจับแกโยนทิ้งไปแล้ว"

เฮ่อหมิงหัวยืดคอเถียง: "ทิ้งไม่ได้นะ!"

เฮ่อหมิงจูบอกว่า: "ใช่ๆๆ ทิ้งไม่ได้ ถ้าฉันทิ้งแกไป พ่อกับแม่ต้องมาเข้าฝันด่าฉันแน่ๆ"

เฮ่อหมิงหัวบอก: "ใช่แล้ว!"

เฮ่อหมิงจูแกล้งเลียนเสียงพ่อกับแม่: "เฮ่อหมิงจูจ๊ะ ทำไมลูกถึงเอาน้องไปโยนทิ้งล่ะ? พ่อแม่สอนลูกมายังไง เรื่องทิ้งขยะไม่เป็นที่เนี่ย? อย่างน้อยก็ควรจะหาถังขยะมาใส่หน่อยสิ"

ตอนแรกเฮ่อหมิงหัวฟังแล้วยังยิ้มร่าอยู่เลย พอได้ยินตอนท้ายถึงกับเหวอ "...หะ?"

เฮ่อหมิงจูแหย่ต่อ: "ใช่แล้วๆ น้องชายน่ะเก็บมาจากถังขยะไงล่ะ"

คราวนี้เฮ่อหมิงหัวเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาสะบัดแขนอ้วนๆ ด้วยความงอน แล้วเดินจ้ำอ้าวหนีไปข้างหน้าคนเดียว

"พี่นั่นแหละที่เก็บมาจากถังขยะ! ผมจะไม่เล่นกับพี่แล้ว!"

ขาสั้นๆ อ้วนๆ ของเขาเดินฉับๆ ไวเชียว แป๊บเดียวก็ทิ้งห่างไปไกลพอสมควร

เฮ่อหมิงจูขึ้นขี่จักรยาน 28 นิ้ว แล้วค่อยๆ ปั่นไปขนาบข้างน้องชาย

"งั้นแกก็เดินกลับเองแล้วกันนะ ฉันจะปั่นกลับบ้านก่อนล่ะ" เฮ่อหมิงหัวรีบวิ่งกวดตามรถทันที: "ผมจะนั่งรถกลับบ้านด้วย!"

ตอนเย็น หลังจากพี่ใหญ่เฮ่อเลิกงานกลับบ้านมา ก็เห็นน้องชายตัวดีนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้านั่งตัวเล็กหน้าเตาไฟ   ทำหน้าเศร้าสร้อย พอเห็นเขาปุ๊บก็ทำท่าจะเบะปากร้องไห้

พี่ใหญ่เฮ่อหิ้วน้องชายขึ้นมาเหมือนหิ้วของเล่น ชูขึ้นมาส่องดูใกล้ๆ: "วันนี้ต่อยแพ้เขามาเหรอ?"

เฮ่อหมิงหัวดิ้นพราดๆ ขาสั้นๆ ลอยเคว้งกลางอากาศ: "ไม่ใช่! ผมชนะแล้ว!"

"อ้าว แล้วทำไมทำหน้าเศร้าขนาดนี้ล่ะ?"

เขาเหลือบไปเห็นน้องสาวตัวเองที่ทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ใกล้ๆ

"ไอ้ตัวแสบนี่ไม่ดื้ออีกแล้วเหรอ หรือแกไปจัดการอะไรมันเข้า?"

เฮ่อหมิงจูพยายามอธิบาย: "ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ..."

"คือวันนี้ตอนหนูปั่นจักรยานพาน้องกลับบ้าน หนูเผลอไปเตะโดนเขาเข้านิดหน่อย..."

เฮ่อหมิงหัวรีบเสริมด้วยเสียงอันดัง: "พี่สาวเตะผมกระเด็นตกรถเลยครับ!"

จักรยาน 28 นิ้วสมัยก่อนจะมีคานเหล็กพาดขวางระหว่างเบาะกับแฮนด์ ซึ่งจักรยานยุคหลังๆ มักจะเอาคานนี้ออกไปแล้ว

เฮ่อหมิงจูที่ชินกับจักรยานยุคหลัง ช่วงแรกๆ เลยไม่ชินเอาเสียเลย แต่ที่บ้านตอนนี้มีพาหนะแค่คันเดียว มีอะไรก็ต้องใช้ไปก่อน

ตอนไปสถานรับเลี้ยงเด็ก เธอพยายามนึกวิธีขึ้นรถแบบคนสมัยก่อน—

เท้าซ้ายเหยียบแป้นถีบ เท้าขวาวิ่งไถไปกับพื้น ออกแรงถีบส่งสองสามที พอรถเริ่มวิ่งไปได้สวยๆ ก็ยกขาขวาคร่อมข้ามคานขึ้นไปนั่งบนเบาะ เพอร์เฟกต์!

แต่ปัญหามันอยู่ที่ก้าวสุดท้ายนี่แหละ เฮ่อหมิงจูลืมไปว่าเบาะหลังมีเฮ่อหมิงหัวนั่งซ้อนท้ายอยู่

หลังจากเธอวิ่งส่งตัวแล้วกระโดดขึ้นรถ ขาขวาที่เหวี่ยงคร่อมข้ามนั่นแหละ "ปั้ก!" เข้าให้ ฟาดเฮ่อหมิงหัวจนกระเด็นตกจากรถไปแบบงงๆ

ส่วนเฮ่อหมิงจูก็ปั่นต่อไปโดยไม่รู้สึกตัวเลย พอปั่นไปได้สักพักถึงเพิ่งเอะใจว่าทำไมเบาะหลังมันดูเงียบเชียบพิกล

พอจอดรถหันกลับไปมอง ก็เห็นเฮ่อหมิงหัวกำลังวิ่งกวดตามรถมาอย่างสุดชีวิตนั่นเอง

จบตอนที่ 5


จบบทที่ ตอนที่ 5: เมื่อเป็นฝ่ายถูก ย่อมต้องไม่ยอมความ

คัดลอกลิงก์แล้ว