- หน้าแรก
- เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเฮ่อหมิงจู
- ตอนที่ 4: แยกแยะถูกผิดกับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที
ตอนที่ 4: แยกแยะถูกผิดกับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที
ตอนที่ 4: แยกแยะถูกผิดกับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที
ตอนที่ 4: แยกแยะถูกผิดกับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที
"ลูกคนงานเหมืองไม่ควรมาที่สถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหาร!"
ในที่สุดครูยวีก็เปิดเผยความคิดที่แท้จริงของเธอออกมา
เธอคือคนที่ดูถูกคนงานเหมือง และยิ่งดูถูกลูกหลานของคนงานเหมืองเข้าไปใหญ่
เวลาทำงานปรนนิบัติลูกหลานผู้นำ เธอเต็มใจทำจนเหงือกบานยิ้มร่า แต่พอคิดว่าต้องมาปรนนิบัติลูก คนงานเหมือง มันทำให้เธอรู้สึกทรมานยิ่งกว่าโดนฆ่าเสียอีก
แถมบ้านตระกูลเฮ่อก็ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย เฮ่อหมิงหัวอยู่ในชั้นเรียนของเธอมาตั้งนาน คนบ้านเฮ่อนอกจากจะไม่เคยส่งของกำนัลให้แล้ว ยังไม่เคยคิดจะมาช่วยงานที่บ้านเธอเลยสักครั้ง!
ก่อนหน้านี้เธอเปรยๆ ในห้องเรียนว่าที่บ้านกำลังจะกักตุนผักและถ่านหิน บรรดาผู้ปกครองที่ "รู้ความ" ก็รีบเสนอตัวช่วยทันที ทำให้เธอซื้อของได้ในราคาแค่ครึ่งเดียว
แต่บ้านเฮ่อกลับทื่อเป็นสากกะเบือ ถึงแม้พ่อแม่จะตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีพี่ชายตั้งสองคนกับพี่สาวอีกคนไม่ใช่เหรอ?
เธอก็อุตส่าห์บอกไปแล้วว่าวันหยุดที่บ้านซื้อถ่านหินมาหนึ่งคันรถ คนบ้านนี้ก็ไม่รู้จักมาช่วยแบกถ่านหินลง จากรถ ปล่อยให้คนในครอบครัวเธอต้องแบกกันเองตั้งครึ่งค่อนวัน นอกจากเสื้อผ้าจะมอมแมมแล้วคนยังเหนื่อยแทบขาดใจ
ไม่รู้ว่าคนบ้านเฮ่อมันแกล้งโง่หรือโง่จริง เด็กอยู่ในชั้นเรียนมาจะปีหนึ่งแล้ว ครูยวีบอกใบ้จนปากจะฉีกถึงรูหู ก็ไม่รู้จักมี "น้ำใจ" แสดงออกมาบ้าง
สำหรับผู้ปกครองที่ไร้แววแบบนี้ ให้เด็กอยู่ในชั้นเรียนต่ออีกแค่วันเดียวเธอก็อึดอัดใจจะแย่!
"ฉันจะบอกเธอนะ รีบพาเฮ่อหมิงหัวออกไปเดี๋ยวนี้! สถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารไม่รับเด็กเหลือขออย่าง บ้านเธอ!"
เสียงของครูยวีทั้งแหลมทั้งด่ากราด นิ้วที่ชี้หน้าเฮ่อหมิงจูแทบจะจิ้มเข้าลูกตาอยู่แล้ว
วันนี้เฮ่อหมิงหัวถูกครูขู่จนขวัญเสียอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งน้ำตาคลอเบ้า เม้มปากแน่นพยายามไม่ร้องไห้
เขากอดขาพี่สาวไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด เหมือนลูกหมาตัวน้อยที่ถูกขู่จนสติกระเจิง
วินาทีต่อมา เขารู้สึกถึงมือของพี่สาวที่เอื้อมมาบีบเข้าที่ต้นคอเบาๆ เป็นการปลอบโยน
ถึงแม้แรงจะเยอะไปนิดจนเขารู้สึกเจ็บจี๊ดๆ แถมยังรู้สึกเหมือนโดนหิ้วคอแมวยังไงไม่รู้...
แต่ก็น่าประหลาด ที่จู่ๆ เฮ่อหมิงหัวก็ไม่ได้รู้สึกกลัวขนาดนั้นอีกต่อไป
ในการด่าทอของครูยวี เฮ่อหมิงจูไม่ได้พุ่งเข้าไปทึ้งหัว ถ่มน้ำลาย หรือฉุดกระชากลากถูเหมือนที่คนอื่นจินตนาการไว้ (ใช่ไหมละ...)
ในทางกลับกัน เธอพูดออกมาด้วยความใจเย็นเกินคาดว่า: "สถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารตั้งขึ้นได้ด้วยงบประมาณจากสำนักกิจการเหมือง เงินเดือนทุกหยวนทุกสตางค์ของคุณก็มาจากหยาดเหงื่อแรงงานจาก การขุดถ่านหินของคนงานเหมือง—คุณเอาเงินที่แลกด้วยชีวิตของคนงานมาใช้ แต่กลับด่าลูกหลานคนงาน ว่าเป็นลิงเหมือง? ด่าว่าลูกคนงานไม่คู่ควรจะอยู่ร่วมสถานรับเลี้ยงเด็กเดียวกับลูกหลานผู้นำงั้นเหรอ?"
เสียงด่าของครูยวีชะงักกึก
เธอเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเมื่อครู่นี้เธอเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
แต่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานมากมาย เธอไม่อยากจะถอนคำพูดคืน มันเสียศักดิ์ศรีเกินไป
อีกอย่าง คนอื่นๆ ก็คงคิดแบบเดียวกันไม่ใช่เหรอ?
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอว่าบ้านเฮ่อในห้องพักครูว่าสอนลูกไม่เป็น ก็ยังมีคนพยักหน้าเห็นด้วย บอกว่าเด็กจากเหมืองน่ะมันพวกเด็กใจแตกไม่ฟังความ ถ้าไม่ต่อยกันด่ากันก็ถ่มน้ำลายใส่คนอื่น พวกมีคนทำให้เกิดแต่ไม่มีคนสั่งสอน โตไปก็คงไปนอนในคุกกันหมด
ในเมื่อไม่มีใครคัดค้านเธอ แสดงว่าในใจทุกคนก็คิดแบบเดียวกันนั่นแหละ
พอคิดได้ดังนี้ ครูยวีก็เริ่มมีพละกำลังขึ้นมาอีกครั้ง
เธอเชิดหน้าชูคอแล้วพูดว่า: "ใช่! ฉันพูดเอง! เก่งจริงก็ไปเขียน ใบสนเท่ห์ตำหนิบุคคลประจานฉันสิ ดูซิว่าจะมีคณะกรรมการปฏิวัติหน้าไหนมาปฏิวัติชีวิตฉันได้!"
ถ้าไม่มีครูคนอื่นช่วยรั้งไว้ เธอคงพุ่งเข้าไปกระชากผมเฮ่อหมิงจูไปแล้ว
เฮ่อหมิงจูถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อหลบละอองน้ำลายจากการพ่นด่า
"หนูไม่เขียนประจานคุณหรอกค่ะ"
เธอพูดต่อว่า: "แต่หนูจะเอาคำพูดนี้ไปบอกต่อที่เหมืองเอง"
"ทุกคำพูดที่คุณพูดในวันนี้ หนูจะช่วยกระจายให้คนงานเหมืองทุกคนได้รับรู้ค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น ครูคนที่มีไหวพริบหน่อยถึงกับใจหายวาบ สายตาที่มองเฮ่อหมิงจูเริ่มเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง
คนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าใจความหมาย ก็คิดในใจว่ายัยพี่สาวเด็กเหมืองคนนี้คงโดนด่าจนสมองเบลอไปแล้ว แค่เอาคำพูดไปบอกต่อจะมีประโยชน์อะไร จะมีใครยอมออกหน้าแทนเธอเชียวเหรอ?
ต่อให้มีพวกกล้าดีมาป่วนที่สถานรับเลี้ยงเด็กจริงๆ เดินไปอีกแค่ซอยเดียวก็เป็นสถานีตำรวจสาขาแล้ว ลูกสาวของตำรวจที่นั่นก็เรียนอยู่ที่นี่
ถึงตอนนั้น คนก่อเรื่องเพิ่งจะมาถึง สถานรับเลี้ยงเด็กแค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียว ตำรวจก็มาลากตัวไปแล้ว
ครูบางคนยังแอบคิดว่าเด็กจากเหมืองนี่รู้แค่เรื่องหาคนมาต่อยตีกันจริงๆ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดูฉลาดแท้ๆ ทำไมถึงไม่รู้จักว่าตอนไหนควรจะยอมสยบ
แค่ก้มหัว ยอมอ่อนข้อ ขอโทษครูยวีไป เรื่องมันก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ?
ผู้อำนวยการที่นี่จะกล้าไล่เด็กที่ผู้อำนวยการเหมืองเซ็นใบสั่งส่งมาให้จริงๆ เพราะคำพูดไม่กี่คำของครูยวีงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่ว่าคนอื่นจะคิดยังไง เฮ่อหมิงจูจ้องหน้าครูยวีแล้วพูดนิ่งๆ ว่า "หนูจะบอกคำพูดดั้งเดิมของคุณให้ทุกคนได้รับรู้"
เธอเน้นทีละคำ: "การเสียชีวิตในหน้าที่คือ 'สมควรตายโหง' และลูกหลานวีรบุรุษคือ 'คนชั้นต่ำ'"
"สถานรับเลี้ยงเด็กฝ่ายบริหารรับงบประมาณจากเหมืองถ่านหินไปใช้ ในขณะเดียวกันก็เหยียดหยามคนงานที่ขุดถ่านหิน"
"คนงานเหมืองอูเฉิงทุกคนควรได้รับรู้เรื่องนี้ รับรู้ว่าถ่านหินที่พวกเขาขุดออกมาทุกจอบทุกเสียมนั้น เอาไปเลี้ยงดูคนประเภทไหนกันแน่"
ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศเงียบสงัด ทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป
บางคนละอายใจ บางคนโกรธเคือง บางคนกังวล และบางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ครูหวังที่มีไหวพริบคนนั้นพยายามจะขัดขวาง: "พี่สาวเฮ่อหมิงหัวจ๊ะ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน ไม่เห็นต้องทำให้เรื่องมันใหญ่โตขนาดนี้เลย..."
เธอยังพูดไม่ทันจบ ครูยวีก็พูดแทรกขึ้นมา: "จะไปขวางทำไม ครูหวังไม่ต้องไปยุ่งกับยัยเด็กนี่! ฉันอยากจะดูนักว่านังเด็กคนนี้จะทำอะไรได้!"
ครูหวังร้อนรนจนย่ำเท้า: "ปัดโธ่เอ๊ย! คุยกับเธอไม่รู้เรื่องจริงๆ!"
ครูยวีฟังแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ คุยกับเธอไม่รู้เรื่องหมายความว่าไง?
แต่เพราะอีกฝ่ายเข้ามาทำงานก่อนเธอหลายปี เธอจะไปด่าเหมือนด่าครูเด็กๆ ไม่ได้ ได้แต่ค้อนขวับใส่ด้วยความเคือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเฮ่อหมิงจูกำลังจะพาน้องชายเดินจากไป ครูยวีก็รู้สึกทันทีว่าตัวเองชนะการโต้เถียง ครั้งนี้ เธอเชิดหน้าชูหางด้วยความลำพองใจ
"ไปซะได้ก็ดี ถือว่าเธอยังมีสำนึกอยู่บ้าง! เร็วๆ เข้า พวกลิงเหมืองไม่คู่ควรจะอยู่ที่นี่!"
ครูอาวุโสอีกคนมองเธอด้วยสายตาไม่เห็นด้วย
"เสี่ยวยวีเอ๊ย เธอพูดจาแบบนั้นออกมาได้ยังไง"
ครูยวีไม่ได้รู้สึกเลยว่าคำพูดตัวเองมีปัญหาตรงไหน แต่เธอกลับเห็นครูหวังคนนั้นรีบวิ่งไปขวางพี่น้องบ้านเฮ่อไว้
"พี่สาวเฮ่อหมิงหัวจ๊ะ อย่าเพิ่งไป รอเดี๋ยวก่อน..."
ครูยวีเหยียดหยาม: "จะรออะไรอีกล่ะ เฮ่อหมิงหัวถูกไล่ออกแล้ว!"
"ใครบอกว่าไล่ออก!"
สิ้นเสียงนั้น น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง เป็นผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กนั่นเอง
"ครูยวี ใครอนุญาตให้คุณไล่นักเรียนออกตามอำเภอใจแบบนี้?!"
ที่แท้ก็มีครูที่หัวไวแอบวิ่งไปตามผู้อำนวยการมาตั้งแต่ตอนที่ครูยวีเริ่มส่งเสียงโวยวายแล้ว
ผู้อำนวยการที่หลบอยู่ในห้องทำงานก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันที่โถงทางเดิน เสียงแหลมๆ ของครูยวีเหมือนสว่านที่เจาะทะลุขมับเข้าไปในสมองของเขา
เดิมทีผู้อำนวยการไม่อยากจะออกหน้า ปล่อยให้พวกหล่อนทะเลาะกันไปเถอะ ก็แค่เด็กบ้านคนงานเหมือง ต่อให้ผู้อำนวยการเหมืองจะเซ็นใบสั่งมาให้ แต่ในสถานรับเลี้ยงเด็กของเขาน่ะมีแต่ลูกหลานผู้นำเต็มไปหมด เรื่องขี้ผงแค่นี้จะลุกลามไปได้แค่ไหนกันเชียว?
แต่พอหลังๆ ครูยวีเริ่มพูดจาเกินเลยไปมาก เห็นชัดๆ ว่ากำลังจะจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างคนงานเหมืองกับหน่วยงานฝ่ายบริหาร เขาจะมุดหัวอยู่แต่ในห้องไม่ได้อีกต่อไป ต้องออกมาเพื่อสงบศึก
ผู้อำนวยการกวาดสายตาที่ดูไม่พอใจและน่าเกรงขามไปรอบๆ: "มายืนล้อมวงทำอะไรกันที่นี่? ไม่ต้องสอนหนังสือไม่ต้องดูแลเด็กกันแล้วเหรอ?! กลับเข้าห้องเรียนตัวเองไปให้หมด!"
พอพวกครูแยกย้ายกันไป เขาก็หันมาพูดกับเฮ่อหมิงจูและครูยวี: "พวกคุณสองคน ตามผมมาที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้!"
ถึงครูยวีจะปากร้ายแค่ไหน แต่เธอก็ยังยำเกรงผู้นำอยู่สามส่วน
เธอลดท่าทางพยศลง แล้วฝากเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องให้ช่วยดูห้องเรียนให้สักพักอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
แต่เฮ่อหมิงจูกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง "ท่านผู้อำนวยการคะ มีอะไรก็พูดตรงนี้เถอะค่ะ หนูรีบพาน้องชายไปที่เหมืองต่อค่ะ"
ผู้อำนวยการเริ่มปวดหัว เขาฟังออกมาตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องทำงานแล้วว่า พี่สาวของเฮ่อหมิงหัวคนนี้ไม่ใช่คนที่จะรังแกได้ง่ายๆ ถึงจะอายุยังน้อย แต่คำพูดคำจาไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ทุกประโยคล้วนฝังระเบิดไว้ทั้งนั้น และที่แย่คือครูยวีมันดันโง่ ดันไปเหยียบระเบิดทุกลูกที่ยัยเด็กนี่วางไว้ แม่นยำยิ่งกว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ซะอีก!
เด็กสาวตระกูลเฮ่อจ้องมองเขาตรงๆ โดยไม่หลบสายตา แววตาใสซื่อแต่เย็นเยือกเหมือนก้อนน้ำแข็ง
บ้านเฮ่อไปมีตัวตึงขนาดนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ!
ผู้อำนวยการปวดหัวหนักกว่าเดิม "เรื่องทั้งหมดผมรับรู้แล้ว"
ผู้อำนวยการเริ่มจัดการครูยวีก่อน "ครูยวี ในฐานะที่คุณเป็นครู คุณแบ่งแยกนักเรียนเป็นชนชั้นได้ยังไง? ประเทศสังคมนิยมจะยอมให้มีการเลือกปฏิบัติแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงกัน!"
ครูยวีพยายามจะเถียง แต่ถูกผู้อำนวยการขัดคอไว้ก่อน
"คำพูดที่คุณใช้ตอนทะเลาะกับพี่สาวเฮ่อหมิงหัวผมได้ยินหมดแล้ว คุณก็เป็นพนักงานอาวุโสคนหนึ่ง ไม่รู้หรือไงว่าคำพูดพล่อยๆ ตอนโกรธน่ะมันทำร้ายคนแค่ไหน?"
"ผมรู้ว่าคุณหวังดีอยากจะสอนนักเรียน แต่เพราะนักเรียนมีข้อบกพร่องนี่แหละ ครูถึงต้องมีหน้าที่สั่งสอน จะมายอมแพ้เพียงเพราะที่บ้านเขาไม่ได้สอนเด็กมาดีพอได้ยังไงกัน?"
คำพูดพล่อยๆ ตอนโกรธ ที่บ้านไม่ได้สอนเด็กมาดีพอ
ผู้อำนวยการเน้นย้ำคำเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ ครูยวีเองก็ไม่ใช่คนโง่ ถึงแม้เธอจะหยาบกระด้างกับคนที่ไม่มีเบื้องหลัง แต่ในเวลาที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเธอก็หัวไวใช้ได้
ดังนั้น ถึงแม้เธอจะไม่พอใจและไม่เข้าใจว่าทำไมผู้อำนวยการต้องเข้าข้างเฮ่อหมิงจู แต่เธอก็ยอมโอนอ่อนตามคำชี้แนะของเขา และพูดอย่างกล้ำกลืนว่า:
"ท่านผู้อำนวยการพูดถูกค่ะ เป็นเพราะฉันรีบร้อนเกินไป อยากจะสอนนักเรียนให้ดี พอโดนผู้ปกครองพูดจา ยั่วโมโหเข้าหน่อยก็เลยคุมอารมณ์ไม่อยู่ พ่นคำที่ไม่ควรพูดออกมา นี่เป็นเพราะฉันวู่วามเองค่ะ แต่จะโทษฉันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้นะคะ ใครใช้ให้เฮ่อหมิงหัวกับพี่สาวเขาทำตัวน่าโมโหขนาดนั้นล่ะ..."
ผู้อำนวยการทั้งพอใจและไม่พอใจ แต่ก็นับว่าโยนขี้ออกไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
เขาหันมาพูดกับเฮ่อหมิงจูต่อ: "ผมรู้ว่าหลังจากพ่อแม่เธอเสียไป เธอต้องรับภาระหนักจนไม่มีเวลาดูแลน้องชาย แต่การศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง ไม่ใช่คิดว่าส่งเด็กมาโรงเรียนแล้วก็โยนภาระให้ครูฝ่ายเดียว"
"ยังไงเสีย น้องชายเธอก็ไม่ควรไปตีเพื่อน และเธอก็ไม่ควรทะเลาะกับครู ถ้าผู้ปกครองวู่วามเหมือนเธอหมด โรงเรียนจะทำงานต่อได้ยังไง? เธอว่าที่ผมพูดมาถูกไหม?"
ผู้อำนวยการก้มตัวลงทำท่าทางใจดี จะเอื้อมมือไปลูบแก้มเฮ่อหมิงหัว
เฮ่อหมิงหัวถอยกรูดหลบมือเขาทันทีโดยสัญชาตญาณ
——ลุงคนนี้ยิ้มได้น่าสยดสยองมาก เหมือนนางเสือสมิงในนิทานที่จะมาเคี้ยวนิ้วเด็กกร้วมๆ เลย
ผู้อำนวยการชะงักไปนิด รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้าขณะยืดตัวขึ้น
"ดูสิน้องชายเธอตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ดูเจ้าเนื้อขึ้นแถมยังรู้ความขึ้นเยอะใช่ไหม? นี่เป็นผลงานของครูยวีเขาทั้งนั้น เธอปฏิบัติกับนักเรียนเหมือนลูกในไส้ ถึงบางครั้งจะใจร้อนไปบ้างแต่เจตนาเขาดี ผมหวังว่าเธอคงไม่เข้าใจผิดนะ"
เหมือนกับในชาติก่อนไม่มีผิด ผู้อำนวยการพูดปิดท้ายว่า: "เธอก็ขอโทษครูยวีเขาสักคำเถอะนะ"
เฮ่อหมิงจูเงียบ
เธอจ้องหน้าผู้อำนวยการนิ่ง จ้องจนเขารู้สึกสันหลังวาบขึ้นมาเอง
"พี่สาวเฮ่อหมิงหัว เธอมีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาเถอะ" ผู้อำนวยการทนไม่ไหว เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
"เราคุยกันให้จบๆ ไป เรื่องนี้จะได้ถือว่าผ่านไป"
ในที่สุดเฮ่อหมิงจูก็เอ่ยปาก
"ผ่านไปเหรอคะ?"
"จะให้ผ่านไปยังไงดีล่ะ?"
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ: "ครูยวีคนนี้ การที่เธอดูหมิ่นพ่อแม่หนู ดูหมิ่นคนงานครัวตระกูลคนเหมืองคนงานทุกคน ท่านผู้อำนวยการจะทำเป็นเมินเฉยและผ่านมันไปง่ายๆ แบบนี้เหรอคะ?"
"พ่อของหนูคือวีรบุรุษที่เสียชีวิตในหน้าที่ แต่ในปากของเธอกลับกลายเป็นว่า 'สมควรตายโหง'"
"คนงานเหมืองคือเจ้าของสำนักกิจการเหมืองอูเฉิงแห่งนี้ แต่ลูกหลานคนงานกลับไม่คู่ควรจะอยู่ร่วมสถานรับเลี้ยงเด็กกับลูกหลานผู้นำ"
"ท่านผู้อำนวยการคะ คุณคิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะ 'ผ่านไป' ได้ยังไงกัน?"
จบตอนที่ 4