- หน้าแรก
- ตำนานบทกวีวิถีนักชิม
- บทที่ 16 - โพชั่นรูปแบบใหม่และการประดิษฐ์อาหาร
บทที่ 16 - โพชั่นรูปแบบใหม่และการประดิษฐ์อาหาร
บทที่ 16 - โพชั่นรูปแบบใหม่และการประดิษฐ์อาหาร
บทที่ 16 - โพชั่นรูปแบบใหม่และการประดิษฐ์อาหาร
ปีศักดิ์สิทธิ์ที่ 1458 เดือนกันยายน
สันเขาเหมันต์เข้าสู่วันที่สองหลังจากเจ้าเมืองคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ที่หน้าคฤหาสน์เจ้าเมือง มีประกาศฉบับหนึ่งถูกปิดเอาไว้
เมื่อพิจารณาถึงอัตราการรู้หนังสือที่ต่ำในโลกใบนี้ เย่จือจึงส่งคนแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเพื่ออ่านประกาศให้ชาวบ้านฟังเสียงดัง
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครก็ตามที่ส่ง 'ปีกผีเสื้อ' ที่สมบูรณ์หนึ่งคู่ให้แก่คฤหาสน์เจ้าเมือง จะได้รับรางวัลเป็นเงินห้าสิบเหรียญทองแดง จำกัดเพียงสองร้อยสิทธิ์เท่านั้น!"
ชั่วพริบตา ชาวบ้านก็พากันฮือฮา
อาณาจักรโกลเดนไลออนใช้ระบบมาตรฐานเงินทองแดง เหรียญทองแดงจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปมากกว่าเหรียญทองหรือเหรียญเงิน โดยหนึ่งเหรียญทองมีค่าเท่ากับสิบเหรียญเงิน และหนึ่งเหรียญเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง
สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป การจะหาเงินให้ได้ห้าสิบเหรียญทองแดงภายในวันเดียวนั้นนับเป็นเรื่องยาก เงินจำนวนนี้มากพอที่จะให้ครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนอิ่มหนำกับอาหารมื้อใหญ่ได้ทั้งวัน
แต่ตอนนี้ท่านเจ้าเมืองกลับตั้งรางวัลนำจับสูงขนาดนี้ เพียงเพื่อแลกกับปีกผีเสื้อธรรมดาๆ ภารกิจแบบนี้แม้แต่เด็กๆ ก็ทำได้!
ที่หน้าคฤหาสน์เจ้าเมือง ใบหน้าของชาวบ้านเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและพากันวิพากษ์วิจารณ์
รางวัลนี้มีปัญหาชัดๆ ปีกผีเสื้อคู่เดียวจะมีค่าถึงห้าสิบเหรียญทองแดงได้อย่างไร?
ฉายาของเจ้าเมืองคนใหม่ขจรขจายไปทั่ว "ไม้ผุ" ผู้นี้มาตั้งรางวัลแบบนี้ คงไม่ใช่ว่าตั้งใจจะเอาพวกเรามาล้อเล่นแก้เหงาหรอกนะ!
แต่ถึงแม้ผู้คนจะเต็มไปด้วยความสงสัย กลับมีน้อยคนนักที่จะเดินจากไป ยิ่งเวลาผ่านไปผู้คนก็ยิ่งมารวมตัวกันหน้าคฤหาสน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีหน้าม้าที่เย่จือจ้างมาช่วยสร้างบรรยากาศด้วย
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มได้ที่ เย่จือก็ก้าวออกจากคฤหาสน์เจ้าเมืองด้วยตัวเอง เขาเผชิญหน้ากับสายตาของฝูงชนแล้วกล่าวเสียงกังวานว่า
"ขอให้ทุกท่านวางใจ รางวัลนี้มีผลบังคับใช้จริงแน่นอน!"
เหมือนกับในข่าวลือ คุณชายน้อยแห่งตระกูลบรอนเต้เกิดมาพร้อมรูปโฉมที่งดงาม ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจแรกพบให้แก่ผู้คนได้โดยธรรมชาติ
แต่ทว่า กลับไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไป ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังรางวัลนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?
ผ่านไปอีกสิบห้านาที ฝูงชนเริ่มมีทีท่าว่าจะสลายตัว เย่จือเห็นท่าไม่ดีจึงเตรียมจะให้หน้าม้าออกโรง แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงสั่นเครือของเด็กสาวคนหนึ่งดังมาจากท่ามกลางฝูงชน
"ท่าน... ท่านเจ้าเมืองคะ หนู... หนูเอาปีกผีเสื้อมาส่งค่ะ... ท่านจะให้เงินหนูห้าสิบเหรียญทองแดงจริงๆ ใช่ไหมคะ?"
เย่จือกวาดสายตามองหาแต่กลับไม่พบตัว จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่าฝูงชนได้บดบังเด็กสาวตัวน้อยเอาไว้
เขาเดินตรงไปทางต้นเสียง ชาวบ้านต่างพากันแหวกทางให้
เด็กสาวตัวน้อยที่สวมหมวกคลุมศีรษะสีแดง ในมือถือตะกร้าไม้ นางประคองผีเสื้อที่ตายแล้วตัวหนึ่งไว้ในมือพลางเงยดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นขึ้นมอง น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความกลัวแฝงความคาดหวัง
"ผีเสื้ออยู่นี่ค่ะ"
เด็กสาวหมวกแดงดูประหม่าและกระวนกระวายมาก แต่นางก็รวบรวมความกล้าพยายามสบตากับเจ้าเมือง
"ความจริงแล้ว... สองเหรียญ... ไม่ค่ะ แค่เหรียญทองแดงเดียวก็พอแล้วค่ะ..."
เย่จือพยายามปั้นยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุด เขาหยิบถุงเงินออกจากเอวต่อหน้าทุกคน
จากนั้น เขาก็ตรวจนับเหรียญทองแดงห้าสิบเหรียญออกมาวางบนฝ่ามือ ก่อนจะใส่พวกมันกลับลงไปในถุงเงินตามเดิม
"เอาผีเสื้อให้ข้า แล้วเหรียญทองแดงพวกนี้จะเป็นของเจ้า" เย่จือแกว่งถุงเงินในมือเบาๆ
เด็กสาวหมวกแดงค่อยๆ เบิกดวงตาสีน้ำเงินกว้างขึ้น มีประกายไฟดวงเล็กๆ จุดประกายขึ้นในส่วนลึกของดวงตานาง
ชั่วครู่ต่อมา นางก็ยื่นมืออันสั่นเทาออกมารับ
เย่จือหยิบผีเสื้อออกจากมือนาง แล้ววางถุงเงินลงบนฝ่ามือน้อยๆ นั้น
ชาวบ้านโดยรอบต่างพากันแสดงสีหน้าตกตะลึง
เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ!
ปีกผีเสื้อคู่เดียว สามารถแลกเงินจากเจ้าเมืองได้ถึงห้าสิบเหรียญทองแดง เขาไม่ได้ผิดคำพูดจริงๆ ด้วย!
คนที่ฉลาดเริ่มปลีกตัวออกจากฝูงชน เตรียมตัวจะมุ่งหน้าเข้าป่าไปจับผีเสื้อ
อย่างไรเสีย รางวัลนี้ก็จำกัดเพียงแค่สองร้อยคนแรกเท่านั้น ใครดีใครได้!
ปฏิกิริยาตกตะลึงของชาวบ้านคือสิ่งที่เย่จือต้องการ
ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นการเลียนแบบกลยุทธ์สร้างความเชื่อถือของซางยาง (รัฐบุรุษจีนโบราณ) เท่านั้น
แต่ในขณะเดียวกัน ปีกผีเสื้อก็นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตโพชั่นรักษารูปแบบใหม่อีกด้วย
เย่จือแอบค่อนแคะในใจ
"เลียนแบบซางยางเรื่องสร้างความเชื่อถือได้ แต่อย่าเลียนแบบตอนจบที่โดนรถม้าห้าคันแยกรางนะโว้ย......"
ในตอนนั้นเอง หญิงชาวนาที่มีสีหน้าวิตกกังวลคนหนึ่งก็วิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา นางกวาดสายตามองหาจนพบลูกสาวที่ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าเมือง จนใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
หญิงชาวนารีบปรี่เข้าไปดึงตัวลูกสาวมาไว้ด้านหลัง แล้วคุกเข่าลงกับพื้นพลางกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า
"ท่านเจ้าเมืองคะ ลูกสาวของข้าน้อยยังเด็กและไร้เดียงสานัก หากนางเผลอล่วงเกินท่านโดยไม่ตั้งใจ ข้าน้อยขอความเมตตาจากท่านโปรดประทานอภัยให้นางด้วยเถิดค่ะ!"
"เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" เย่จือช่วยพยุงหญิงชาวนาให้ลุกขึ้น "ลูกสาวของเจ้าไม่ได้ล่วงเกินอะไรข้าเลย ตรงกันข้าม นางคือผู้กล้าคนแรกที่ทำภารกิจของข้าสำเร็จ!"
พูดจบ เย่จือก็หันไปมองเด็กสาวหมวกแดงพลางยิ้มถามว่า "เจ้าชื่ออะไรหรือ?"
"หนูชื่อ......" เด็กสาวมองดูเด็กหนุ่มผมเงิน ความหวาดกลัวบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป นางตอบเสียงเบาว่า "เรจินเลฟค่ะ"
ชื่อจำยากชะมัด
เย่จือคิดในใจว่างั้นข้าเรียกเจ้าว่าหนูน้อยหมวกแดงแล้วกัน!
ดวงตาของหญิงชาวนาเบิกกว้าง นางมองไปที่ลูกสาวด้วยความประหลาดใจ สายตาจ้องมองถุงเงินในมือน้อยๆ ของลูก แล้วนึกถึงข่าวลือเมื่อเช้า แววตาที่นางมองเย่จือจึงเปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
เย่จือยิ้มกล่าว "ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเจ้าสองคนกลับบ้านเถอะ—"
จากนั้น เย่จือก็หันกลับไปประกาศแก่ชาวบ้านที่ยังคงอยู่ว่า
"รางวัลสำหรับปีกผีเสื้อยังมีผลอยู่ ข้าเย่จือ พูดคำไหนคำนั้น!"
ในคืนนั้น
ภายในคฤหาสน์เจ้าเมือง แสงเทียนสว่างไสว
เพียงแค่วันเดียว ปีกผีเสื้อสองร้อยคู่ก็ถูกรวบรวมจนครบ และเย่จือก็ได้จ่ายเงินรางวัลไปทั้งหมดสิบเหรียญทองตามที่สัญญาไว้
ในความรู้สึกที่มองไม่เห็น เย่จือสัมผัสได้ชัดเจนว่าทัศนคติของราษฎรเริ่มเปลี่ยนไป ราวกับมีน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ค่อยๆ ละลายลง
ในห้องทำงาน เตาผิงกำลังลุกโชน
เกรย์เดินถือถุงที่เต็มไปด้วยปีกผีเสื้อเข้ามาพลางถามอย่างสงสัยว่า "เย่จือ ท่านรับซื้อปีกผีเสื้อมาเยอะแยะขนาดนี้เอาไปทำอะไรน่ะ เอามาย่างกินเหรอ?"
เย่จือกุมหน้าผาก สายตาจ้องมองสมุดบัญชี "ปีกผีเสื้อนี่เอามาย่างได้ด้วยเหรอ?"
เกรย์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ถ้าเป็นท่านล่ะก็ ถึงจะทำปีกผีเสื้อย่างออกมา ข้าก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด!"
พูดก็มีเหตุผลแฮะ... เย่จือคลึงหัวคิ้วพลางสั่งงานว่า
"ฟอร์คัส ท่านไปประกาศรับสมัครนักสมุนไพรที่มีประสบการณ์ในการทำโพชั่นมาสองคน แล้วก็หาคนงานที่มีความชำนาญในการทำชีสอีกคน ข้าจะให้ค่าจ้างวันละเจ็ดสิบเหรียญทองแดง"
ค่าจ้างวันละเจ็ดสิบเหรียญทองแดง ถือเป็นค่าจ้างที่สูงลิบลิ่วจริงๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคนไม่ได้เลย
"รับบัญชาครับนายน้อย"
ฟอร์คัสกล่าวต่อว่า "เงินรางวัลจากการปราบแพะอัคคีมายาในวันนั้น คืนนี้มีอัศวินนำมาส่งให้ถึงคฤหาสน์แล้วครับ รวมทั้งหมดห้าเหรียญทอง"
"เยี่ยมไปเลย!"
เย่จือกำลังกลุ้มใจเรื่องภาระงบประมาณที่หนักอึ้งพอดี
"ข้าวสาลีกับดอกบลูเมาน์เทนที่ให้ไปรับซื้อมา เตรียมไว้พร้อมแล้วใช่ไหม"
"ครับ ตามที่ท่านต้องการ วัตถุดิบสำหรับปรุงยาครบสองร้อยชุดพอดีครับ" ฟอร์คัสตอบ
"ข้าวสาลี ดอกบลูเมาน์เทน?" เกรย์อุทานด้วยความตกใจ "เย่จือ นี่ท่านจะทำโพชั่นรักษางั้นเหรอ!"
โพชั่นรักษาเป็นเวทมนตร์ยาที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุด สูตรของมันเป็นที่รู้กันดี และเป็นสูตรแรกที่นักผจญภัยส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้
"ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง มันคือโพชั่นรักษารูปแบบใหม่รุ่นปรับปรุงน่ะ" เย่จือกล่าว "เป็นสูตรที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง โดยการใส่ปีกผีเสื้อลงไปในโพชั่นรักษาแล้วปรับเปลี่ยนขั้นตอนบางอย่าง ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยาได้"
เกรย์เบิกตากว้างราวกับได้ยินเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในโลก
"คิดค้นสูตรเวทมนตร์ยาขึ้นมาใหม่เนี่ยนะ? แถมยังคิดเองคนเดียวด้วย?"
เย่จือตอบอย่างใจเย็น "อย่าถามเลย ถามไปก็คือพรสวรรค์นั่นแหละ"
เกรย์แอบคิดในใจว่า เมื่อเทียบกับพวกพรสวรรค์สายต่อสู้แล้ว ข้าอิจฉาพรสวรรค์สายเชี่ยวชาญด้านอาหารและยาของท่านมากกว่าอีกนะเนี่ย!
ไอเย็นกำลังจะมาเยือนแล้ว เย่จือไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งปรุงยาด้วยตัวเอง
การรับสมัครนักสมุนไพรที่ไว้ใจได้สองคนมาสอนสูตรให้ แล้วรวบรวมโพชั่นที่ผลิตได้ไปขายให้แก่สมาคมการค้าเซเวียร์สตาร์พร้อมกันทีเดียว นี่คือแผนการสร้างรายได้ของเย่จือ
แม้ว่าสูตรจะถูกคนแกะรอยได้ในไม่ช้า และโลกนี้ก็ไม่มีกฎหมายสิทธิบัตร ทำให้ธุรกิจโพชั่นรักษารุ่นปรับปรุงนี้ไม่อาจทำได้ยืนยาว
แต่มันก็เพียงพอที่จะมอบ "เงินถังแรก" อันล้ำค่าให้แก่เขาในช่วงเริ่มต้น
นอกจากนี้ สูตรเวทมนตร์ยาที่เย่จือคุ้นเคยยังมีมากกว่าแค่โพชั่นรักษารุ่นปรับปรุง
อย่างเช่นสูตรเมล็ดสลอดที่เหมาะสำหรับจับสัตว์เลี้ยง เรื่องนั้นคงต้องรอไว้พิจารณาขายในภายหลัง......
วันต่อมา นักสมุนไพรสองคนที่เย่จือให้ฟอร์คัสไปรับสมัครก็มารายงานตัวที่คฤหาสน์เจ้าเมือง
คนแรกคือยายเฒ่าผมขาวโพลนคนหนึ่ง นางเปิดร้านขายสมุนไพรอยู่ในสันเขาเหมันต์และมีประสบการณ์โชกโชนในการปรุงยา ชื่อว่ากีเซล (Giselle)
ส่วนอีกคนคือเด็กสาวอายุประมาณสิบขวบที่สวมหมวกคลุมสีแดง ซึ่งก็คือเด็กคนแรกที่มาส่งปีกผีเสื้อเมื่อวานนั่นเอง
"หนูน้อยหมวกแดง?" เย่จืออุทานด้วยความประหลาดใจ
เด็กสาวหมวกแดงกล่าวด้วยเสียงที่เบาหวิวดุจเสียงยุงว่า
"เรียนท่านเจ้าเมือง... หนู... ชื่อเรจินเลฟค่ะ... ไม่ได้ชื่อหนูน้อยหมวกแดง"
ข้างกายหนูน้อยหมวกแดง มีหญิงชราท่าทางใจดียืนอยู่พลางกล่าวว่า
"เรียนท่านเจ้าเมือง เด็กคนนี้เรจินเลฟมีพรสวรรค์ที่พิเศษมาก นางมีความสามารถในการสื่อสารกับธรรมชาติมาแต่กำเนิด จึงมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องสมุนไพรศาสตร์เป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ"
เรจินเลฟยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก พลางเขินอายจนแก้มแดงปลั่ง
เย่จือลูบคางครุ่นคิด
สื่อสารกับธรรมชาติงั้นเหรอ? ฟังดูเหมือนพรสวรรค์ของพวกดรูอิดเลย มิน่าล่ะถึงได้มีความรู้เรื่องสมุนไพรติดตัวมา
อืม เป็นตัวละครที่น่าปั้นให้เก่งจริงๆ!
"ข้ามีภารกิจจะมอบให้พวกเจ้า"
เย่จือส่งกระดาษหนังแกะแผ่นหนึ่งให้แก่ยายเฒ่ากีเซลพลางกล่าวว่า "จงปรุงยาตามสูตรและขั้นตอนในกระดาษแผ่นนี้ ด้วยวัตถุดิบสองร้อยชุดที่ข้าเตรียมไว้ให้ ผลิตออกมาให้ได้มากที่สุด ข้ามีประโยชน์จะใช้มัน"
ยายเฒ่ากีเซลเปิดกระดาษหนังแกะออกดูอย่างละเอียด ดวงตาของนางค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นพลางอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า
"นี่มัน... โพชั่นรักษารุ่นปรับปรุงงั้นเหรอ?"
"ถูกต้อง" เย่จือกล่าวด้วยใบหน้าหนาๆ ของเขาว่า "นี่คือสิ่งที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง!"
ในคฤหาสน์เจ้าเมืองไม่มีห้องปรุงยา แต่ที่ร้านสมุนไพรของยายเฒ่ากีเซลมีอุปกรณ์เตรียมไว้พร้อม
เย่จือจึงตกลงกับนางว่าจะใช้อุปกรณ์ที่ร้านของนางในการผลิตยา โดยเขาจะจ่ายเงินเพิ่มให้นางอีกวันละสิบเหรียญทองแดง
ยายเฒ่ากีเซลพาเรจินเลฟถอยออกไป
เย่จือยังไม่ทันจะได้กินมื้อเที่ยง ฟอร์คัสก็พาผู้รับจ้างคนที่สามเข้ามา
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงและท้วม มือทั้งสองข้างถูไปมาบนขากางเกงด้วยความประหม่าพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
"ท่านเจ้าเมืองครับ ข้าชื่อโรลฟ์ (Rolf) เป็นเจ้าของร้านขนมปังครับ เรื่องทำเนยกับชีสข้าก็ชำนาญมาก... พอได้ยินว่าท่านกำลังรับสมัครคนทำชีสฝีมือดี ข้าก็เลยรีบมาทันทีครับ"
เย่จือนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดคู่มือการผลิตของเนโครแมนเซอร์ไปที่หน้าซึ่งบันทึกเรื่องการหมักโดยเฉพาะพลางครุ่นคิด
"โรลฟ์ เจ้าเคยได้ยินเรื่องชีสที่หมักด้วยเชื้อราบ้างไหม?"
"เคยได้ยินมาบ้างครับท่านเจ้าเมือง แต่เรื่องนั้นต้องใช้เทคนิคเฉพาะตัวมาก ข้ายังไม่มีวิชาถึงขั้นนั้นครับ" โรลฟ์ก้มหน้าลงด้วยความละอาย
"ความจริงแล้ว ข้าตั้งใจจะมอบเทคนิคใหม่นี้ให้แก่เจ้า ผลจากการหมักด้วยเชื้อราจะทำให้เกิดลวดลายที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์หลังจากผลิตเสร็จ"
เย่จืออธิบายต่อว่า "เมื่อเทียบกับชื่อชีสเชื้อราแล้ว ข้าตั้งใจจะตั้งชื่อให้มันฟังดูไพเราะกว่านั้น อย่างเช่น ชีสสันเขาเหมันต์"
(จบแล้ว)