- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 5 - หน้าด้านมาทวงทรัพยากร
บทที่ 5 - หน้าด้านมาทวงทรัพยากร
บทที่ 5 - หน้าด้านมาทวงทรัพยากร
ทันทีที่เสียงของระบบดังขึ้น สูตรของ 'โอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบ' ก็ปรากฏขึ้นในหัวของหวังเจี้ยนเฉียง
เป็นไปตามคาด โอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบมีสรรพคุณทางยาที่แข็งแกร่งกว่าโอสถชิงหลิงแบบธรรมดา อีกทั้งต้นทุนในการปรุงก็ยังลดต่ำลงด้วย
หลังจากศึกษาอยู่พักหนึ่ง หวังเจี้ยนเฉียงก็หยิบสมุนไพรออกมาแล้วเริ่มลงมือปรุงยา
ครึ่งวันให้หลัง โอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบเม็ดแรกก็ถูกปรุงออกมาสำเร็จ
ใบหน้าของหวังเจี้ยนเฉียงแฝงไปด้วยความคาดหวัง เขากลืนโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบลงไปในปาก
วินาทีต่อมา พลังยาอันอ่อนโยนทว่าหนักแน่นก็ปะทุขึ้นภายในร่างกาย
เขารีบกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อดูดซับพลังนั้นในทันที
ทว่าหลังจากนั้น เขาก็พบปัญหาบางอย่าง
พลังยาของโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบมันแข็งแกร่งเกินไป
ภายใต้การปะทุของพลังยาอันมหาศาล เขาพยายามดูดซับมันมาใช้งานได้เพียงแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น ส่วนพลังยาที่เหลือเกือบทั้งหมดกลับหลุดรอดและระเหยหายไปอย่างสูญเปล่า
'พรสวรรค์' กับ 'เคล็ดวิชา' คือสองปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดูดซับพลัง
ในเมื่อเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ของตัวเองได้ ทางเดียวที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับพลังได้ก็คือ ต้องยกระดับเคล็ดวิชาให้สูงขึ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงไม่ลังเลที่จะเทแต้มบำเพ็ญเพียร 15 แต้มที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับ 'เคล็ดวิชากำเนิดปราณ'
เคล็ดวิชากำเนิดปราณใน 'ขั้นเริ่มต้น' พลันทะยานเข้าสู่ 'ขั้นลุล่วง' ทันที
ประสิทธิภาพในการดูดซับพลังของโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบของเขา ก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นสามส่วน
แม้จะยังคงสูญเปล่าไปมากอยู่ดี ทว่าหวังเจี้ยนเฉียงกลับไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย เขารีบรวบรวมสมาธิ แล้วทุ่มเทดูดซับพลังอย่างเต็มที่
ครึ่งวันผ่านไป
เมื่อพลังยาสายสุดท้ายถูกใช้จนหมดสิ้น กลิ่นอายบนร่างของหวังเจี้ยนเฉียงก็พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับ
"ทะลวงขั้นแล้ว!"
หวังเจี้ยนเฉียงลืมตาขึ้นมา ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
พลังยาของโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก ดีไม่ดีอาจจะเหนือกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงเสียด้วยซ้ำ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ โอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบนี้ไม่มีพิษโอสถเจือปนเลยแม้แต่น้อย!
เขาจึงสามารถสวาปามโอสถเพื่อเร่งทะลวงขั้นได้อย่างไร้ความกังวล
หลังจากนั้น เขาก็ไปเปิดน้ำใส่อ่างเพื่ออาบชำระล้างคราบไคลและสิ่งสกปรกเหม็นหึ่งที่ถูกขับออกมาจากร่างกายตอนที่ทะลวงขั้น ก่อนจะกลับมาลงมือปรุงโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบต่อไป
รุ่งสางของวันถัดมา
หลังจากใช้เวลาปรุงยามาตลอดทั้งคืน ในที่สุดโอสถอีกสองเม็ดก็เพิ่งจะเสร็จสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะซื้อสูตรโอสถสองชนิดกับสมุนไพรมา เขาก็ได้ผลาญเงินเก็บจนเกลี้ยงกระเป๋าไปแล้ว แถมโอสถรวบรวมปราณเม็ดสุดท้ายก็ยังประเคนให้เฉินเจียวเจียวไปแล้วอีก
ตอนนี้เนื้อตัวของเขานอกจากโอสถชิงหลิงสองเม็ดนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าจนกรอบเป็นข้าวเกรียบเลยทีเดียว
ด้วยคติประจำใจที่ว่า 'น้ำซึมบ่อทรายค่อยๆ หาค่อยๆ เก็บ' โอสถสองเม็ดนี้เขาจึงไม่ได้ตั้งใจจะเอาไว้กินเอง แต่กะจะเอาไปขายที่หอกิจการภายนอก
...
ณ หอกิจการภายนอก
ต่งเยว่ที่มีสีหน้าเย็นชายังคงนั่งพิงอยู่หลังโต๊ะตามปกติ
หวังเจี้ยนเฉียงแอบมองนางอย่างแนบเนียนเพื่อเป็นอาหารตาไปอีกหนึ่งกรุบ
ต่งเยว่เหลือบมองหวังเจี้ยนเฉียง แววตาประหลาดใจวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง
ทะลวงขั้นแล้วงั้นหรือ?
ก่อนจะแอบส่ายหน้าอยู่ในใจ
ถึงจะทะลวงขั้นได้ แต่มันก็เป็นแค่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่อยู่ดี ยังไงก็หนีความตายที่ใกล้เข้ามาทุกทีไม่พ้นหรอก
ใบหน้าของนางกลับมาเย็นชาดังเดิม
"จะซื้อหรือจะขายของ?"
หวังเจี้ยนเฉียงหยิบโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบสองเม็ดที่เตรียมไว้ออกมา "ข้าต้องการขายโอสถสองเม็ดนี้ รบกวนผู้อาวุโสต่งช่วยประเมินราคาให้ด้วยขอรับ"
โอสถชิงหลิงงั้นหรือ?
ต่งเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เพียงแค่สองวันสั้นๆ ก็สามารถปรุงโอสถชิงหลิงออกมาได้สำเร็จ หวังเจี้ยนเฉียงผู้นี้ช่างมีความพากเพียรไม่เบาเลยทีเดียว
ทว่าเขาเพิ่งจะเลื่อนระดับมาเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นกลาง ต่อให้ปรุงโอสถชิงหลิงออกมาได้ ก็คงจะเป็นแค่ของระดับคุณภาพต่ำสุดอยู่ดี
ทั้งที่รู้ตัวว่าใกล้จะสิ้นอายุขัยอยู่รอมร่อ แต่จิตใจที่มุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรกลับยังคงแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ไม่รู้เลยว่าควรจะนับถือหรือเวทนาเขาดี
ต่งเยว่ลอบถอนหายใจ
เอาเถอะ เดี๋ยวตอนจ่ายเงินก็แถมหินวิญญาณเพิ่มให้เขาสักหน่อยก็แล้วกัน
"ราคารับซื้อโอสถชิงหลิงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ราวๆ หนึ่งร้อยห้าสิบไปจนถึงสองร้อยห้าสิบก้อนหินวิญญาณ ราคาที่แน่นอนจะต้องประเมินจากคุณภาพของตัวโอสถอีกที"
พูดพลางนางก็ยื่นมือออกไป ดึงดูดโอสถทั้งสองเม็ดให้ลอยเข้ามาอยู่ในฝ่ามือ
"โอสถชิงหลิงสองเม็ดนี้ถือว่าคุณภาพพอใช้ได้ ข้าจะตีราคาให้เม็ดละหนึ่งร้อยแปดสิบหินวิญญาณ..."
"นี่มัน..."
"จะเป็นไปได้ยังไง?"
ตอนที่รับโอสถมา ต่งเยว่เพียงแค่ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก
แต่หลังจากที่ได้มองเพียงแวบเดียวนั้น นางกลับไม่สามารถละสายตาไปไหนได้อีกเลย
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของนาง เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ซึ้งถึงความผิดปกติของโอสถชิงหลิงสองเม็ดนี้แล้ว
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของโอสถชิงหลิงสองเม็ดนี้จะไม่ต่างอะไรกับโอสถชิงหลิงทั่วไป แต่หากพิจารณาดูให้ดี ก็จะพบว่าผิวสัมผัสของมันมีความละเอียดอ่อนกว่าโอสถทั่วไปอยู่เล็กน้อย
และเมื่อสัมผัสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็จะพบว่าพลังยาที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้น แข็งแกร่งกว่าโอสถชิงหลิงธรรมดามากมายนัก
และที่สำคัญที่สุดคือ นางกลับสัมผัสไม่พบร่องรอยของพิษโอสถในโอสถชิงหลิงสองเม็ดนี้เลยแม้แต่น้อย!
สรรพคุณทางยาแข็งแกร่งจนเหนือกว่าสามัญสำนึก แถมยังปราศจากพิษโอสถอีก!
นี่คือสิ่งที่หวังเจี้ยนเฉียง... คนที่ศิษย์สายนอกทุกคนตราหน้าว่าเป็น 'คนไร้ค่า' และเป็นตัวตลกในสายตาของทุกคน สามารถปรุงมันขึ้นมาได้จริงๆ หรือ?
ทันใดนั้น ใบหน้าของนางก็ปรากฏแววตื่นเต้นยินดีขึ้นมา
โอสถระดับสมบูรณ์แบบที่ไร้ซึ่งพิษโอสถ!
นี่มันไม่ใช่คุณสมบัติของนักปรุงโอสถที่นางกำลังตามหาอยู่หรอกหรือ?
แต่วินาทีต่อมา นางก็กลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง
เขาอ่อนแอเกินไป อีกทั้งใกล้จะสิ้นอายุขัยแล้ว...
นางปรายตามองหวังเจี้ยนเฉียง แววตาสลดวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ "โอสถชิงหลิงไร้พิษ คุณภาพระดับสมบูรณ์แบบ สรรพคุณทางยาดีเยี่ยมถึงขั้นเหนือกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงทั่วไปเสียอีก"
"ข้าให้ราคาเม็ดละสองพันหินวิญญาณก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเจี้ยนเฉียงก็ตาโตเป็นประกาย
ต้นทุนในการปรุงโอสถชิงหลิงระดับสมบูรณ์แบบนั้น ใช้หินวิญญาณไม่ถึงหนึ่งร้อยก้อนด้วยซ้ำ
นี่มันกำไรบานเบอะตั้งยี่สิบเท่าตัวเชียวนะ!
แบบนี้มันหาเงินได้ไวกว่าไปฆ่าคนชิงทรัพย์เสียอีก
เขายอมควักกระเป๋าจ่ายหินวิญญาณสามพันก้อนเพื่อเหมาซื้อสมุนไพรมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ปรุงโอสถระดับสมบูรณ์แบบทั้งสิ้น
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะแบ่งเงินไปซื้อโอสถรวบรวมปราณมาอีกจำนวนหนึ่ง
จากนั้นจึงเดินออกจากหอกิจการภายนอกไป
...
เมื่อกลับมาถึงที่พัก หวังเจี้ยนเฉียงก็เพิ่งจะลงมือปรุงโอสถบำรุงกายระดับสมบูรณ์แบบไปได้แค่ไม่กี่เตา
จู่ๆ เสียงร่าเริงสดใสก็ดังทะลุเข้ามาจากนอกประตู
"ท่านอาหวัง อยู่หรือเปล่าขอรับ?"
"ข้ากับหลานสาวคนสวยของท่านแวะมาเยี่ยมขอรับ"
หนิวโส่วเหรินงั้นรึ?
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หวังเจี้ยนเฉียงก็ชะงักไป
หนิวโส่วเหรินคือคู่บำเพ็ญเพียรของเฉินเจียวเจียว
หมอนี่เป็นคนรักหน้าตาเป็นที่สุด ตั้งแต่ตกลงปลงใจเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเฉินเจียวเจียว หมอนี่ก็โผล่หัวมาเยี่ยมเขาแทบจะนับครั้งได้
ก็เพราะกลัวว่าจะต้องมาเกี่ยวพันกับ 'ตัวตลกของสำนักสายนอก' อย่างเขา แล้วจะโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเอาน่ะสิ
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความที่เขา 'โง่เง่าแต่กระเป๋าหนัก' ล่ะก็ ป่านนี้หนิวโส่วเหรินคงบังคับให้เฉินเจียวเจียวตัดขาดกับเขาไปตั้งนานแล้ว
"จู่ๆ ทำไมถึงนึกอยากจะมาเยี่ยมข้าล่ะเนี่ย?"
"แถมยังมาพร้อมกับเฉินเจียวเจียวเสียด้วย"
ใบหน้าของหวังเจี้ยนเฉียงปรากฏความเคลือบแคลงสงสัย ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ร่างสองร่างยืนรออยู่หน้าประตู
ร่างหนึ่งมีทรวดทรงองค์เอวบอบบางอรชร ใบหน้างดงามหยดย้อยราวกับลูกพีชสุกงอม นั่นคือเฉินเจียวเจียวนั่นเอง
ส่วนชายวัยกลางคนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอก็คือ...
"โส่วเหริน ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ รีบเข้ามาข้างในก่อนสิ"
เมื่อเห็นชายหน้าตาหล่อเหลา หวังเจี้ยนเฉียงก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความเมตตาปรานี
เขาเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในห้องรับแขก พลางแอบลอบส่งสายตาให้เฉินเจียวเจียวอย่างแนบเนียน
เมื่อเห็นว่าเฉินเจียวเจียวยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
"โส่วเหริน มีธุระอะไรกับอาหรือเปล่า?"
หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หวังเจี้ยนเฉียงก็เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
หนิวโส่วเหรินหัวเราะฮ่าๆ "ไม่มีอะไรหรอกขอรับ แค่ไม่ได้มาเยี่ยมท่านซะนาน ก็เลยอยากจะมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเสียหน่อย"
หวังเจี้ยนเฉียงฟังแล้วก็แทบอยากจะผายลมใส่หน้า เขายังคงปั้นหน้ายิ้มแย้มเมตตาเหมือนเดิม พูดคุย 'อย่างออกรสออกชาติ' กับหนิวโส่วเหริน
หลังจากคุยกันได้สักพัก หนิวโส่วเหรินก็แสดงสีหน้า 'อึกอัก' และ 'ลำบากใจ' ออกมา ก่อนจะถอนหายใจยาว "ท่านอาหวังขอรับ ตอนนี้ข้ากับเจียวเจียวทะลวงถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับหกแล้ว หากภายในสามปีนี้สามารถทะลวงไปถึงระดับเจ็ดได้ โอกาสที่จะบรรลุขั้นสร้างรากฐานก็ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วขอรับ"
"ท่านอาคือญาติผู้ใหญ่ที่ข้ากับเจียวเจียวเคารพรักและสนิทสนมที่สุด ท่านต้องช่วยพวกเราด้วยนะขอรับ"
มาไม้นี้จริงๆ ด้วยสิเนี่ย
หวังเจี้ยนเฉียงหัวเราะเยาะอยู่ในใจ แต่ใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นลำบากใจ "แต่ว่า... ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าก็คอยส่งเสียทรัพยากรให้เจ้ากับเจียวเจียวมาตลอด จนตอนนี้ข้าเองก็ขัดสนเงินทองเหมือนกันนะ"
"ท่านอาหวัง ท่านจะพูดแบบนั้นไม่ได้นะขอรับ" หนิวโส่วเหรินส่ายหน้า "ทรัพยากรพวกนั้น ท่านเป็นคนมอบให้เจียวเจียว แล้วเจียวเจียวก็ค่อยเอามาแบ่งให้ข้าอีกที มันก็ถือว่าเป็นของที่เจียวเจียวเป็นคนให้ข้าสิขอรับ จะนับว่าเป็นของที่ท่านให้ข้าไม่ได้หรอก"
"ที่ผ่านมา ข้าไม่เคยเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอร้องให้ท่านช่วยเลยสักครั้ง ครั้งนี้ท่านต้องช่วยข้านะขอรับ!"
หวังเจี้ยนเฉียงยังคงมีสีหน้าลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจอย่างหนัก "ก็ได้ โส่วเหริน ในเมื่อเจ้าพูดขนาดนี้แล้ว อาก็ต้องช่วยอยู่แล้วล่ะ"
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็กัดฟันกรอดราวกับจำยอม
"ในห้องของอายังมียาที่กำลังหลอมอยู่อีกสองเตา ถ้าปรุงสำเร็จล่ะก็ พอเอาไปรวมกับเงินเก็บที่อามีอยู่ ก็น่าจะพอซื้อโอสถชิงหลิงได้สักสิบกว่าเม็ด"
"พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวอาจะรีบหลอมยาพวกนี้ให้เสร็จโดยเร็ว"
"แบบนั้นได้ยังไงกันล่ะขอรับ?" หนิวโส่วเหรินรีบแสร้งทำเป็นเกรงใจ "ท่านอาอายุอานามก็ปูนนี้แล้ว จะปล่อยให้ท่านต้องมาเหน็ดเหนื่อยทนลำบากเพื่อพวกข้าได้ยังไง ข้ากับเจียวเจียวคงทนดูไม่ได้หรอกขอรับ"
"เอาอย่างนี้ดีไหมขอรับ ข้ากับเจียวเจียวจะอยู่เป็นลูกมือช่วยท่านที่นี่เอง"
เป็นลูกมือ?
มาเฝ้าจับตามองกันมากกว่ามั้ง?
หวังเจี้ยนเฉียงสบถด่าในใจ แต่ภายนอกกลับไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ
"โส่วเหรินช่างมีน้ำใจจริงๆ แต่อาทำเองคนเดียวไหว ไม่ต้องลำบากหรอก"
"ได้ยังไงกันเล่าขอรับ ต้องให้ช่วยสิขอรับ"
"ไม่ต้องหรอกจริงๆ"
"ไม่ได้ขอรับ ท่านต้องฟังข้านะ"
"อาทำเองไหวจริงๆ"
"งั้นเอาอย่างนี้ เจียวเจียวนางเป็นคนละเอียดอ่อนแถมยังเก่งงานบ้านงานเรือน ให้เจียวเจียวอยู่ช่วยท่านอาคนเดียวก็แล้วกันนะขอรับ"
"เอ่อ... แบบนั้นก็ได้"
(จบแล้ว)