- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงเทพเปิดโปรให้ข้าอีกแล้ว
- บทที่ 23 - มารร้ายในกล่องผ้าต่วน
บทที่ 23 - มารร้ายในกล่องผ้าต่วน
บทที่ 23 - มารร้ายในกล่องผ้าต่วน
บทที่ 23 - มารร้ายในกล่องผ้าต่วน
ริมแม่น้ำหมางเจียง ผู้คนต่างชุลมุนวุ่นวายช่วยชีวิตจางจี้หู่กันยกใหญ่ หลังจากง่วนกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เบาใจลงได้ “พิษไม่ได้ร้ายแรงถึงตาย แค่ทำให้ชาเท่านั้น”
ซุนฉางหมิงออกคำสั่งกับพรรคพวกของจางจี้หู่ “พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว แบกเขาขึ้นมา พวกเรารีบกลับหมู่บ้านกันเถอะ”
ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเป็นอย่างดี จึงรีบออกเดินทางกลับทันที
ป้ายหยกลอยตามหลังพวกเขาไป ส่งผ่านภาพเหตุการณ์ทั้งหมดกลับไปยังเรือนไม้หน้าหมู่บ้านอย่างซื่อสัตย์
ซูโยวโยวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ซุนฉางหมิงเดินไปพลางตอบไปพลาง “เขาโชคดีน่ะสิขอรับ เดิมทีเขากำลังจะถูกกินอยู่แล้ว แต่ผลคือสัตว์อสูรตัวที่กำลังล่าเขานั้น กลับถูกสัตว์อสูรอีกตัวที่แข็งแกร่งกว่าลอบโจมตี ข้าถึงได้สบโอกาสช่วยเขาออกมาได้ โชคดีที่สัตว์อสูรสองตัวนั้นไม่ได้สังเกตเห็นพวกเรา ไม่เช่นนั้นเราสองคนคงไม่ได้กลับมาแล้ว”
“ข้าไม่ได้ถามถึงเขา ข้าถามเจ้าต่างหาก ว่าทำไมเจ้าถึงอยู่ในแม่น้ำหมางเจียงได้นานขนาดนั้น?” ซูโยวโยวโพล่งออกมา ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพูดแบบนี้ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมกับจางจี้หู่เท่าไหร่นัก
ทว่าทางฝั่งพรรคพวกของจางจี้หู่ก็ไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้ กลับพากันจ้องเขม็งไปที่ซุนฉางหมิง พวกเขาเองก็อยากรู้คำตอบนี้ใจแทบขาดเหมือนกัน
ทุกคนก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน รอวันตายมาสามปีด้วยกันแท้ๆ ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงได้เก่งกาจขึ้นมาได้ล่ะ?
ซุนฉางหมิงตอบ “ข้าบอกไปตั้งนานแล้ว ว่าข้าคือคนงมไข่มุกที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน แต่เป็นนางที่ไม่ยอมเชื่อเอง”
ซุนฉางหมิงชี้มือข้ามอากาศไปทางอวิ๋นเนี่ยนอิ่ง
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งเลิกคิ้วเรียวงามขึ้น เรื่องนี้จะข้ามไปไม่ได้เลยใช่ไหม? เจ้าพูดเรื่องนี้มากี่รอบแล้วฮะ? นางยกแขนขึ้นกอดอกอย่างฮึดฮัด ดันหน้าอกที่อวบอิ่มให้เด่นชัดขึ้น พลางตัดสินใจว่าจะไม่ถือสากับไอ้เด็กซื่อบื้อนี่
เหตุผลหลักก็คือตัวเองเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ขืนเถียงไปก็สู้ไม่ได้อยู่ดี
ซูโยวโยวหัวเราะ และไม่ได้ซักไซ้ต่อ “เจ้าอยู่ในแม่น้ำหมางเจียงตั้งนาน ค้นพบอะไรบ้างหรือไม่?”
“ข้าสงสัยว่ามันจะไม่ได้อยู่ในแม่น้ำหมางเจียงน่ะสิขอรับ” ซุนฉางหมิงกล่าว “พรุ่งนี้ข้าตั้งใจจะไปหาในแม่น้ำสาขาดูอีกที”
คนงมไข่มุกคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างพากันส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอก แม่น้ำสาขาช่วงนั้น พวกเราค้นหากันอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีเลยสักนิด”
ซุนฉางหมิงเอ่ย “ลองหาไล่ขึ้นไปทางต้นน้ำดูอีกที”
ซุนฉางหมิงมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจ ทว่าไม่สามารถพูดออกไปได้
เมื่อถึงหมู่บ้าน ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ซุนฉางหมิงมองเห็นลานเรือนและเรือนไม้ที่หรูหราโอ่อ่าตรงหน้าหมู่บ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนอวิ๋นเนี่ยนอิ่งอีกประโยค “อย่าลืมขุดหลุมล่ะ”
คนของสำนักเฉาเทียนต่างมองอวิ๋นเนี่ยนอิ่งด้วยความงุนงง ใบหน้างามของเด็กสาวแดงก่ำ นางถ่มน้ำลายใส่ซุนฉางหมิงอย่างแรง: เจ้านั่นแหละที่ต้องขุดหลุม บ้านเจ้าเป็นหนูกันทั้งครอบครัวเลยหรือไง
ทว่านางก็ยังคงบอกเล่าถึงความผิดปกติในยามค่ำคืนของหมู่บ้านสิ้นตระกูลอย่างซื่อสัตย์ ซูโยวโยวรู้สึกต่อต้านการขุดหลุมเป็นอย่างมาก “ลองหาถ้ำกว้างๆ แถวๆ นี้ดูเถอะ”
ความจริงแล้วการขุดหลุมก็ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ปลอดภัยกว่าการอาศัยอยู่ในบ้านก็เท่านั้น
ท่านจงฉีเฒ่ารู้สึกสงสัยยิ่งนัก “คืนนี้คงต้องขอดูสักหน่อยแล้ว”
……
คืนนี้มีเนื้อให้กินอีกแล้ว ทั้งซุนฉางหมิงและน้องสาวต่างรู้สึกมีความสุขมาก
จากนั้นน้องสาวจอมเซ่อซ่าก็เข้าสู่โหมดง่วงนอนหลังอาหารตามปกติ เอาหัวมุดเข้าไปซุกในอ้อมกอดของพี่ชาย
ซุนฉางหมิงอุ้มน้องสาวมุดลงไปในหลุมดิน ซุนฉางเยียนหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว ทว่าเขากลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องศพร่างนั้น
ซุนฉางหมิงมีความรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรง ว่าศพร่างนั้นอาจจะอยู่ในรังของเต่ายักษ์
“หรือว่าจะเกิดสติปัญญาขึ้นมาใหม่ กลายเป็นพวกผีดิบไปแล้ว?” ซุนฉางหมิงพึมพำในใจ
ขณะที่กำลังคิดอยู่ จู่ๆ ก็มีกระแสความอบอุ่นอันมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ร่างกาย ซุนฉางหมิงรู้ได้ทันทีว่านี่คือปลาหลดน้อยย่อยสัตว์อสูรตัวนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
กระแสความอบอุ่นไหลเวียนไปทั่วร่างของเขาหนึ่งรอบ ก่อนจะไปตกตะกอนอยู่ที่จุดชีพจรหลักบริเวณท้องน้อย หลอมรวมเข้ากับอักขระวิเศษที่เพิ่งควบแน่นขึ้นมาใหม่ อักขระวิเศษตัวนี้พลันแจ่มชัดขึ้นมาทันตาเห็น ซุนฉางหมิงรู้สึกว่า หากได้สัตว์อสูรมาเพิ่มอีกสักตัว อักขระวิเศษตัวนี้ก็จะสามารถสำแดง “วัตถุวิเศษ” ออกมาได้อย่างแน่นอน
จุดชีพจรหลักหนึ่งจุด มีวัตถุวิเศษถึงสองชิ้น? จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมเนี่ย?
จากนั้นเขาก็แอบเป็นห่วงปลาหลดน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ “น้องรอง” ของบ้านต้องออกไปค้างแรมข้างนอกตามลำพัง จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ?
ช่วงกลางวันหลังจากที่ช่วยจางจี้หู่ขึ้นมาแล้ว เพราะมีคนเยอะและสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ เขาจึงไม่มีโอกาสเก็บปลาหลดน้อยกลับเข้าไปในขวดไม้
คำสั่งที่เขามอบให้ปลาหลดน้อยก็คือ ให้ว่ายจากแม่น้ำหมางเจียงกลับไปที่แม่น้ำสาขา แล้วค้างคืนที่นั่น
ทว่าในฐานะลูกผู้ชาย สิ่งที่น่าหนักใจที่สุดก็คือ การไม่สามารถควบคุมน้องรองของตัวเองได้นี่แหละ
ซุนฉางหมิงรับรู้ตำแหน่งของปลาหลดน้อยได้ลางๆ เจ้านี่ยังคงอยู่ในแม่น้ำหมางเจียง
“ช่างเถอะ มันก็โตแล้ว คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”
……
พอตกกลางคืน ร่างกายของจางจี้หู่ก็ยังคงแข็งทื่ออยู่
เขาเองก็มีลูกมีเมีย คนในครอบครัวคอยดูแลเขาอยู่ ร่างกายของจางจี้หู่ขยับไม่ได้ ทว่าสมองกลับแจ่มใสดี เมื่อมองดูลูกเมียแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลดใจ
ลงไปในแม่น้ำหมางเจียงถึงสามครั้ง ซ้ำยังถูกพิษประหลาดเข้าไปอีก ยากที่จะต้านทานพิษเหมันต์ในยามค่ำคืนได้ จางจี้หู่รู้ดีว่าครั้งนี้ตนเองรอดชีวิตมาได้ก็จริง ทว่าร่างกายก็คงพังพินาศไปแล้ว หลังจากนี้คงยากที่จะหาเลี้ยงครอบครัวได้อีก
แต่จะไปโทษใครได้ล่ะ? โทษที่ซุนฉางหมิงมาช่วยตัวเองไว้งั้นหรือ?
เขายังไม่ถึงขั้นแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออกขนาดนั้น
การที่เขาไปแย่งชิงงานของสำนักเฉาเทียนกับซุนฉางหมิง นั่นเป็นเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิตบีบบังคับ การที่สู้ซุนฉางหมิงไม่ได้ ก็เป็นเพราะฝีมือด้อยกว่า
ซุนฉางหมิงตอบแทนบุญคุณความแค้นด้วยความดี ช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วเขาจะไปโกรธแค้นอีกฝ่ายได้อย่างไรล่ะ?
“เพียงแต่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าไอ้เด็กนั่นจะเก่งกาจขึ้นมาถึงเพียงนี้โดยไม่รู้ตัว สมแล้วที่เป็นคนงมไข่มุกอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน” จางจี้หู่ยอมรับอย่างศิโรราบ ลำพังแค่การที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ใต้แม่น้ำหมางเจียงได้นานขนาดนั้น เขาก็ไม่มีวันเทียบติดแล้ว
อีกอย่าง ตอนที่ช่วยชีวิตเขา อีกฝ่ายแหวกว่ายได้พลิ้วไหวราวกับปลาเป็นๆ
“ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
“พรุ่งนี้ค่อยบอกกับพวกพ้อง ให้พวกเขาไปติดตามซุนฉางหมิงแทนก็แล้วกัน” เขาไม่มีปัญญาจะนำพาทุกคนได้อีกแล้ว ต้องหาทางรอดไว้ให้ทุกคน
……
ท่ามกลางสายลมกลางคืนที่หนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำ มีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง ควบตะบึงมาจากแดนไกล มุ่งตรงไปยังเนินดินใหญ่หลังหมู่บ้าน
ทุกคนในสำนักเฉาเทียนที่ยืนอยู่ปากถ้ำ เมื่อเห็นภาพนี้ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน “อย่างน้อยก็เป็นสัตว์อสูรระดับสี่!”
ซูโยวโยวพลันนึกขึ้นมาได้ “หมู่บ้านสิ้นตระกูล? เนินดินด้านหลังหมู่บ้าน นั่นก็คือเนินเฟินชิวในตำนานงั้นหรือ?”
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งเอ่ยถาม “เนินเฟินชิวอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เนินเฟินชิว! เฟินที่แปลว่าเผาไหม้น่ะ”
“อ๋อ—” อวิ๋นเนี่ยนอิ่งถึงบางอ้อ “แปลว่าหลุมศพที่ติดไฟนี่เอง”
ฉลาดล้ำเลิศจริงๆ!
ซูโยวโยวเห็นท่านจงฉีเฒ่าและคนอื่นๆ หันหลังไปกลั้นขำ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “หลานรักเอ๋ย เจ้าได้ฉายาอัจฉริยะนางฟ้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองติ้งโปมาได้ยังไงกันเนี่ย?”
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งกะพริบตาปริบๆ ความเข้าใจของข้ามีปัญหาตรงไหนงั้นหรือ?
“เอาเป็นว่า... ช่วงที่ผ่านมานี้ เนินเฟินชิวแห่งนี้เคยปรากฏอยู่ในจดหมายข่าวภายในของที่ทำการสำนักด้วย” สำนักเฉาเทียนมีจดหมายข่าวเป็นของตนเอง ออกทุกๆ ครึ่งเดือน เรื่องราวมากมายที่ชาวบ้านทั่วไปมองว่าเป็น “ความลับสะท้านฟ้า” มักจะถูกตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าวนี้อย่างเปิดเผย เพื่อเตือนให้สาขาตามพื้นที่ต่างๆ คอยเฝ้าระวัง
จดหมายข่าวภายในฉบับที่แล้ว ได้ตีพิมพ์เหตุการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิด “วิกฤตการณ์” ตามพื้นที่ต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ “ความเคลื่อนไหวผิดปกติที่เนินเฟินชิว”
ทางสำนักใหญ่ได้รับข่าวมาว่า เร็วๆ นี้มีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่เนินเฟินชิว คาดเดาว่าน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น
มีแค่ข้อความสั้นๆ แค่นี้แหละ ทว่าข่าวสารในระดับเดียวกันนี้ กลับมีอยู่ถึง... สี่สิบเอ็ดหัวข้อ หากไม่อ่านให้ละเอียด ก็คงจะมองข้ามไป
ซูโยวโยวเองก็แค่อ่านผ่านๆ ตาเท่านั้น หากไม่ได้มาที่หมู่บ้านสิ้นตระกูลพอดี หลังจากนี้ก็คงจะนึกไม่ออกเหมือนกัน
“มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือ?” อวิ๋นเนี่ยนอิ่งพึมพำ พลางมองไปที่เนินดินใหญ่แต่ไกล ทว่ามันกลับมืดสนิท “มันไหม้ไฟตรงไหนกัน?”
……
คุณน้าซูโยวโยวผู้ชอบเล่นใหญ่ พอถึงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก็ให้อวิ๋นเนี่ยนอิ่งจัดวางเรือนไม้และลานบ้านเสียใหม่
ลูกน้องของนางคนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นเสี้ยวฉี ทางบ้านมีกิจการหอสุรา เขาประจบเอาใจซูโยวโยว ด้วยการจัดเตรียมอาหารเช้าที่ทั้งแปลกใหม่และอุดมสมบูรณ์มาจัดวางไว้หลายโต๊ะ ทำเอาซูโยวโยวพอใจกับฉากหน้าอันอลังการนี้เป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่ากินไม่หมด ซูโยวโยวจึงสั่งให้พวกเขาแบ่งไปให้พวกซุนฉางหมิง
ต้องยอมรับเลยว่า อาหารที่ทำมาอย่างประณีตเหล่านี้รสชาติดีจริงๆ ซุนฉางหมิงนึกถึงน้องสาวจอมเซ่อซ่า จึงเอ่ยถามอวิ๋นเนี่ยนอิ่งอย่างไม่เกรงใจว่า “มีเหลืออีกไหม ข้าจะเอาไปให้น้องสาวที่บ้านสักหน่อย”
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งส่งกล่องข้าวให้เขากล่องหนึ่ง ข้างในบรรจุอาหารแต่ละอย่างมานิดหน่อย ซุนฉางหมิงจึงวานให้ท่านอาสี่เหยาช่วยนำไปส่งที่บ้านให้
เขากินอิ่มแล้ว ก็ต้องเริ่มทำงาน
คนของสำนักเฉาเทียนเหล่านี้ ให้รางวัลตอบแทนอย่างงาม ซ้ำยังเลี้ยงอาหารเช้าเขาอีก แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เพราะเขาหน้าตาดีหรอก
ซุนฉางหมิงมุ่งตรงไปยังแม่น้ำสาขา พอลงน้ำไปก็ไปรวมตัวกับปลาหลดน้อย เมื่อเห็นว่าเจ้านี่ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ลำดับถัดมา เขาก็แสร้งทำเป็นค้นหาไปทั่วแม่น้ำ ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยง แน่นอนว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย จากนั้นซุนฉางหมิงก็จงใจขยับเข้าไปใกล้รังของเต่ายักษ์
หากมันอยู่ข้างในจริงๆ ซุนฉางหมิงก็ต้องหาวิธีล่อมันออกมา
ตำหนักใต้ดินที่อยู่ด้านหลังรังเต่ายักษ์ คือความลับของซุนฉางหมิง
กระดูกอักขระสัตว์อสูรที่อยู่ข้างในนั้น ปลาหลดน้อยหมายตาไว้นานแล้ว จะให้คนอื่นมาพบเข้าไม่ได้เด็ดขาด
……
ส่วนคนของสำนักเฉาเทียนก็ย่อมต้องรอคอยข่าวคราวอยู่ในลานเรือนไม้นั่นแหละ วันนี้ดูจะน่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าเดิม พวกเสี้ยวเว่ยหนุ่มๆ อีกหลายคน จึงพากันไปนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ด้านข้าง
ท่านจงฉีเฒ่าลุกขึ้นยืน “ข้าขอไปทำธุระส่วนตัวสักประเดี๋ยว”
ลานเรือนแห่งนี้คือของวิเศษของอวิ๋นเนี่ยนอิ่ง เรือนที่สร้างจากภาพมายา ย่อมไม่มีส้วมหรืออะไรเทือกนั้น เขาจึงจำเป็นต้องเดินออกไปให้ไกลหน่อย
จางจี้หู่ตื่นสายกว่าปกติไปหนึ่งชั่วยามกว่า ฤทธิ์พิษได้จางหายไปแล้ว หลังจากกินอะไรลงท้องไปบ้าง เขาก็ออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังแม่น้ำสาขา เพื่อดูว่าจะมีอะไรที่พอช่วยได้บ้าง
เขาอยากให้ซุนฉางหมิงรับช่วงต่อดูแลพวกพ้องเก่าแก่ของเขา จึงตั้งใจจะทำท่าทีอ่อนน้อมยอมแพ้ เพื่อขอโทษและผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน
ตอนที่เดินผ่านหน้าหมู่บ้าน จู่ๆ เขาก็เตะไปโดนของบางอย่างเข้า พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นกล่องผ้าต่วนเคลือบเงาวาดลวดลายสีทองอย่างประณีตงดงาม
ของชิ้นนี้มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นของพวกใต้เท้าจากสำนักเฉาเทียนทำตกไว้แน่ๆ คนในหมู่บ้านสิ้นตระกูล ไม่มีทางมีของที่ประณีตงดงามเช่นนี้หรอก จางจี้หู่ไม่มีความกล้าพอที่จะอมของๆ ใต้เท้าพวกนั้นไว้หรอก
เขาจึงเก็บมันขึ้นมาเตรียมจะนำไปคืน
ทว่าทันทีที่กล่องสัมผัสโดนมือ ความโลภที่ไร้ที่มาที่ไปสายหนึ่ง ก็พลันปะทุขึ้นในใจของเขา
ในสายตาของจางจี้หู่ กล่องใบเล็กๆ ใบนี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก จนทำให้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวคอยกระตุ้นเตือนว่า: เปิดดูสิว่าข้างในมีอะไร
จางจี้หู่หารู้ไม่ว่าดวงตาทั้งสองข้างของตน ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไปแล้ว พิษเหมันต์ในหมู่บ้านแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าจู่ๆ มันกลับเร่งความเร็วแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
เขาหลบเลี่ยงผู้คน เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง แล้วเปิดกล่องใบนั้นออกด้วยความโลภที่เปี่ยมล้น
ฟุ่บ—
ควันสีดำสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา จางจี้หู่ตาเหลือกค้าง แล้วสลบเหมือดไปในทันที
พอเขาค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างช้าๆ ร่างกายก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ทว่าสภาพจิตใจกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“หึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน คิดจะมาสั่นคลอนสถานะของข้าในหมู่บ้านงั้นหรือ? ฝันกลางวันไปเถอะ!”
“ของที่ข้าไม่ได้ มันก็อย่าหวังว่าจะได้ไป”
“ที่จงใจช่วยข้ากลับมา ก็เพื่อให้ข้าซาบซึ้งในบุญคุณ แล้วก็ยอมเป็นเบี้ยล่างให้มันในหมู่บ้านหลังจากนี้ล่ะสิ หึหึ คิดคำนวณมาดีนี่ ทว่าน่าเสียดายที่เจ้าคิดผิด ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าสมหวังหรอก!”
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของมัน ข้าจะแย่งชิงมาให้หมด!”
“มันคิดจะทำอะไร ข้าก็จะขัดขวางให้ถึงที่สุด!”
“สิ่งที่มันใส่ใจ ข้านี่แหละจะทำลายมันทิ้งเสีย!”
จางจี้หู่มองซ้ายมองขวา ในกล่องมีของกระเด็นออกมาสองสามอย่าง: หน้ากากหนังมนุษย์หนึ่งแผ่น ยาลูกกลอนสีดำสนิทหนึ่งขวด และหน้าไม้ที่ทำมาอย่างประณีตอีกหนึ่งคัน
บนตัวหน้าไม้สลักลวดลายซับซ้อน แผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำออกมาจางๆ คล้ายกับว่ามันสามารถเชื่อมโยงกับพลังอันลี้ลับบางอย่างในความว่างเปล่ารอบตัวได้โดยอัตโนมัติ
ส่วนลูกหน้าไม้นั้นยิ่งล้ำค่าไปกว่า เพราะมีเพียงแค่สามดอกเท่านั้น
จางจี้หู่คล้ายกับรู้สรรพคุณของสิ่งเหล่านี้ได้ “โดยสัญชาตญาณ”
หน้ากากหนังมนุษย์แผ่นนั้น หากสวมใส่แล้ว จะสามารถหายใจใต้น้ำได้อย่างอิสระ
ยาลูกกลอนสีดำสนิท มีชื่อว่า “ยามหาอิสระเทวะ” หลังจากกินเข้าไป จะช่วยเพิ่มพูนพลังยุทธ์ได้อย่างมหาศาล แม้แต่คนธรรมดาสามัญ ก็ยังสามารถเลื่อนระดับขึ้นไปได้ถึงสามขั้นภายในระยะเวลาอันสั้น!
ส่วนหน้าไม้นั้นยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่า มีชื่อว่า “หน้าไม้พิฆาตเทพ” หากเป้าหมายอยู่ต่ำกว่ามหาขั้นที่สอง ไม่มีสิ่งใดที่มันสังหารไม่ได้!
ทว่าน่าเสียดายที่เหลือลูกหน้าไม้เพียงแค่สามดอกเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจางจี้หู่คงรู้สึกว่าตนเองสามารถรวบอำนาจในหมู่บ้านสิ้นตระกูลได้อย่างเบ็ดเสร็จแน่นอน
เขากลืนยามหาอิสระเทวะลงไปหนึ่งเม็ด รู้สึกราวกับล่องลอยขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันหาที่สุดไม่ได้จริงๆ
จากนั้น เขาก็เก็บข้าวของ แล้วมุ่งตรงไปยังริมแม่น้ำสาขาทันที
[จบแล้ว]