- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงเทพเปิดโปรให้ข้าอีกแล้ว
- บทที่ 12 - วิชาสื่อสารสัตว์
บทที่ 12 - วิชาสื่อสารสัตว์
บทที่ 12 - วิชาสื่อสารสัตว์
บทที่ 12 - วิชาสื่อสารสัตว์
จางหน้าบากตวัดมือ ฟันมีดสั้นลงบนหนวดเส้นนั้นอย่างดุเดือด ทว่ากลับถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวสะท้อนจนคมมีดบิ่นงอ มีดสั้นหลุดกระเด็นออกจากมือ
หนวดเส้นนั้นเพียงแค่ออกแรงกระชาก ร่างของจางหน้าบากก็ร่วงตกลงไปในน้ำเสียงดังตูม
ผิวน้ำแตกฟองปุดๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงียบเสียงลง
ปลาหลดน้อยรังเกียจจางหน้าบาก ไม่แม้แต่จะชายตามองก็โยนศพทิ้งไป ทว่ากลับอ้าปากเขมือบสุนัขดุร้ายตัวนั้นลงท้องไปแทน
จากนั้น มันก็ลากสังขารอันหนักอึ้ง บิดตัวเลื้อยขึ้นฝั่งมา
ซุนฉางหมิงเดินออกมาจากป่าด้านข้าง นับแต่นี้ไปจะไม่มีบุคคลที่ชื่อจางหน้าบากในหมู่บ้านอีกแล้ว ศพที่แช่อยู่ในแม่น้ำ อีกไม่นานก็คงกลายเป็นอาหารของพวกสัตว์ร้ายจนหมด
เขามองดูปลาหลดน้อย เจ้านี่กินจนจุกอีกแล้ว หน้าท้องป่องออกมาเป็นก้อนเบ้อเริ่ม
ซุนฉางหมิงเกิดนึกสนุกขึ้นมา หยิบโซ่ล่ามสุนัขขึ้นมาแกว่งไปมาเพื่อแหย่มัน “เจ้าชอบกินนักไม่ใช่หรือ กินต่อสิ”
ปลาหลดน้อยกลอกตาบน ร้องครางหงิงๆ นอนผึ่งแดดอยู่บนพื้น ไม่สนใจไยดีเจ้าคนใจร้ายนี่เลย
ความสามารถในการย่อยอาหารของปลาหลดน้อยนั้นน่าสะพรึงกลัว ซุนฉางหมิงมองดูหน้าท้องของมันที่ค่อยๆ ยุบลง ในขณะที่ลำตัวกลับยาวขึ้นอีกปล้องหนึ่ง
กระแสความอบอุ่นอันคุ้นเคยส่งผ่านมาทางปลาหลดน้อย ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้ไหลเวียนไปตามร่างกาย แต่กลับพุ่งตรงเข้าสู่ห้วงสมองของเขา ภายในหัวของซุนฉางหมิงมีบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเข้ามา: วิชาสื่อสารสัตว์
มีที่มาจากสมัยก่อนตอนที่จางหน้าบากอยู่บ้านเกิด เขาไปดักปล้นฆ่าบัณฑิตชราที่เดินทางผ่านมา แล้วรื้อค้นเจอตะกร้าหนังสือจนพบกับตำราโบราณฉบับไม่สมบูรณ์เล่มนี้เข้า
การที่เขาสามารถกำราบสุนัขดุร้าย และสั่งให้มันไปลอบทำร้ายท่านอาสี่เหยาได้ ก็เพราะวิชาอาคมแขนงนี้นี่เอง
เพียงแต่จางหน้าบากฝึกปรือได้ไม่ถึงขั้น จึงสามารถสื่อสารได้แค่กับสัตว์ป่าระดับต่ำอย่างสุนัขดุร้ายเท่านั้น หากฝึกวิชานี้จนถึงขั้นสูง จะสามารถสื่อสารกับสัตว์อสูรที่ทรงพลังได้
ซุนฉางหมิงเรียนรู้จนเข้าใจแล้ว ทว่าตอนนี้ยังไม่มีเป้าหมายให้ทดลองใช้ จึงปล่อยปละละเลยไปก่อน
เขาแหงนมองดูท้องฟ้า ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกแล้ว เมื่อวานกลับดึกจนทำให้น้องสาวเป็นห่วง วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า รีบกลับบ้านแต่หัววัน
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับ ระหว่างทางได้ยินเสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจของท่านอาสี่เหยาดังแว่วมาแต่ไกล จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ออกมา
พอมาถึงหมู่บ้าน ซุนฉางหมิงก็เห็นอวิ๋นเนี่ยนอิ่งเดินออกมาจากบ้านพอดี เขาชะงักไปครู่หนึ่ง: นอกหมู่บ้านมีบ้านเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เขาเดินเข้าไปเตือนด้วยความหวังดี “ตอนกลางคืนอย่าไปนอนในบ้านเลยนะ”
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งงุนงงยิ่งนัก “ไม่ให้นอนในบ้าน แล้วจะให้ข้าไปนอนที่ไหน”
ซุนฉางหมิงมองนางด้วยความประหลาดใจ: เจ้าจะไปนอนที่ไหนแล้วมาถามข้าทำไม หรือว่าเจ้าอยากจะมาขออาศัยนอนเบียดที่บ้านข้า? แบบนั้นไม่ได้หรอกนะ โพรงดินเล็กๆ นั่นแค่ข้านอนกอดน้องสาวก็เบียดจะแย่อยู่แล้ว... หรือว่าเจ้าคิดจะเบียดน้องสาวข้ากระเด็นออกไป?
“ก็ขุดหลุมนอนสิ”
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งกลอกตาบน “ประสาท”
ซุนฉางหมิงส่ายหน้าแล้วเดินจากไป ข้าอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี ในเมื่อเจ้าไม่ฟังก็ช่างเถอะ
อวิ๋นเนี่ยนอิ่งมองตามแผ่นหลังของเขาไป แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนยิ่งนัก
วันนี้นางไปที่ที่ว่าการอำเภอมา เพื่อตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ของหมู่บ้านสิ้นตระกูล
สำหรับทุกราชวงศ์ จำนวนประชากรล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แม้แต่สถานที่อย่างหมู่บ้านสิ้นตระกูล ก็ยังมีทะเบียนราษฎร์เช่นกัน
พอตรวจสอบดู ก็พบความผิดปกติจริงๆ
ใครๆ ต่างก็บอกว่าหมู่บ้านสิ้นตระกูลจะเปลี่ยนหน้าคนใหม่ทุกๆ สามปี ทว่าในทะเบียนราษฎร์กลับมีชายชราสองสามคน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของหมู่บ้านนี้มานานหลายปีแล้ว
ตกลงว่าคนตายไปแล้วแต่ยังไม่ได้ถอนชื่อออก หรือว่าคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสิ้นตระกูลมานานหลายปีแล้วจริงๆ กันแน่ พรุ่งนี้นางตั้งใจจะหาใครสักคนมาสอบถามให้ละเอียดอีกครั้ง
ส่วนเด็กหนุ่มที่ชื่อซุนฉางหมิงคนนี้... ดูท่าทางไม่ค่อยจะฉลาดนัก เกรงว่าคงถามอะไรไม่ได้ความกระมัง
แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ไอ้เด็กบื้อคนนี้ยังสามารถควบแน่นอักขระวิเศษได้... อดีตอัจฉริยะนางฟ้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองติ้งโปก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “ข้าต้องรีบทะลวงคอขวด ควบแน่นอักขระวิเศษให้ได้โดยเร็ว”
“ไอ้เด็กบื้อแบบนี้ยังกล้ามาเก่งกาจแซงหน้านางฟ้าผู้เลอโฉมอย่างข้าได้”
“ถึงจะมีผู้ยิ่งใหญ่ยอดฝีมือคอยถ่ายทอดพลัง ช่วยเหลือให้เขาควบแน่นสำเร็จก็เถอะ ข้าก็ทนไม่ได้อยู่ดี”
...
ซุนฉางหมิงกลับถึงหน้าบ้าน น้องสาวจอมเซ่อซ่าก็ร้องประสานเสียงด้วยความดีใจพุ่งเข้ามาหา “ท่านพี่!”
ซุนฉางหมิงยิ้มแฉ่งอ้าแขนกว้างรับ: ก้นจ้ำเบ้า ก้นจ้ำเบ้า!
น้องสาวจอมเซ่อซ่าเบรกเอี๊ยดกะทันหัน
“เอ๊ะ ทำไมวันนี้ถึงได้ฉลาดขึ้นมาล่ะ”
ซุนฉางเยียนใช้สองมือกุมก้นน้อยๆ ของตัวเองไว้ พลางทำหน้าทะเล้นใส่เขา “ท่านพี่ใจร้าย! อย่าหวังว่าจะได้ทำก้นข้าพังอีกเลย ชิ!”
“ฮ่าๆๆ...” ซุนฉางหมิงระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เอื้อมมือไปบีบจมูกน้องสาวเบาๆ “อยากกินเนื้อไหม”
“เนื้อ เนื้อ!” น้ำลายของซุนฉางเยียนสอเต็มปาก
ซุนฉางหมิงยิ้ม “รออีกสองวันนะ”
...
กร๊อบ——
ท่ามกลางความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว ลานเรือนที่เกิดจากอาวุธวิเศษถูกเหยียบแหลกละเอียดในเท้าเดียว
อัจฉริยะนางฟ้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองติ้งโป สวมเพียงชุดชั้นในบางเบา ท่อนแขนเรียวขาวผ่องราวกับหิมะทั้งสองข้างกอดอกแน่น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ฟันกระทบกันดังกึกๆ เงาดำขนาดมหึมากำลังค่อยๆ เดินจากไป
“นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย?!”
หากฝ่าเท้าขนาดยักษ์ข้างนั้นเบี่ยงมาอีกแค่นิดเดียว ร่างของนางก็คงแหลกเหลวไปพร้อมกับลานเรือนแล้ว
พอนางนึกถึงคำพูดของไอ้เด็กบื้อคนนั้น ก็จำต้องควบคุมกระบี่บินเงียบๆ ขุดหลุมบนพื้นแล้วมุดลงไปซ่อนตัว
หากไอ้เด็กบื้อคนนั้นอยู่ที่นี่ คงต้องวิจารณ์อีกแน่ๆ ว่านางบังคับกระบี่บินได้ทื่อมะลื่อและจงใจเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
แต่คงแอบชื่นชมอยู่ในใจว่า รูปร่างของนางช่างกลมกลึงและอวบอิ่มเป็นธรรมชาติเสียจริง
...
เมื่อคืนจางหน้าบากไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้าน ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น
ในหมู่บ้านสิ้นตระกูล เรื่องพรรณนี้เกิดขึ้นถมไป คนงมไข่มุกหากแช่อยู่ในน้ำนานไปสักจิบชาเดียว ก็อาจจะถูกแช่แข็งจนตัวแข็งทื่อ จมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำตลอดกาล และถูกพวกปลาร้ายรุมทึ้งกินจนเหลือแต่กระดูก
จนกระทั่งสองวันต่อมา ท่านอาสี่เหยาที่กังวลว่าจางหน้าบากจะมาแก้แค้น ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเจ้านั่นหายหัวไปแล้ว
บ้านของจางหน้าบากเป็นหนึ่งในไม่กี่หลังที่สภาพดีที่สุดในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าเจ้าของคนก่อนตายยังไง ตอนที่จางหน้าบากมาถึงหมู่บ้านใหม่ๆ ก็ไปแย่งชิงกับคนอื่น ซ้อมคนจนพิการไปสองคนแล้วถึงได้ย้ายเข้าไปอยู่
ตอนนี้บ้านว่างเปล่า ทุกคนต่างรู้สึกว่าไม่เป็นมงคล จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เคยมีใครสงสัยซุนฉางหมิงเลยแม้แต่น้อย
พรุ่งนี้ก็ถึงวันจ่ายภาษีแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ซุนฉางหมิงหาไข่มุกเพิ่มมาได้อีกสองเม็ด ล้วนมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ไข่มุกในแม่น้ำใหญ่มีจำนวนมากและขนาดใหญ่กว่าจริงๆ
สองวันนี้ซุนฉางหมิงใช้ยาลูกกลอนที่ท่านลุงตงฟางทิ้งไว้ ป้อนให้ปลาหลดน้อยกินตลอด
กระแสความอบอุ่นที่ปลาหลดน้อยส่งกลับมา ล้วนตกตะกอนอยู่ในจุดชีพจรหลักบริเวณหน้าอกข้างขวาทั้งหมด สัญลักษณ์ภายในนั้นก่อตัวขึ้นจนสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนจะเป็นตัวอักษรคำว่า “มิ่ง” (ชีวิต)
เพียงแต่เจ้านี่นับวันก็ยิ่งกินจุขึ้นเรื่อยๆ ยาลูกกลอนสามขวดที่ท่านลุงทิ้งไว้ ตอนนี้เหลือเพียงครึ่งขวดเท่านั้น
ดูเหมือนว่าปลาหลดน้อยก็รู้ตัวว่าภาษีต่อชีวิตงวดนี้เพียงพอแล้ว วันนี้จึงไม่ค่อยตั้งใจหาไข่มุกเท่าไรนัก เอาแต่ว่ายเพ่นพ่านไปทั่วแม่น้ำ เพียงเพื่อจะหาของอร่อยกินเท่านั้น
เจ้าตัวเล็กที่มีความยาวทะลุหนึ่งจั้งไปแล้ว ตอนนี้ได้กลายเป็นจ้าวถิ่นตัวจริงเสียงจริงของแม่น้ำสายนี้ สัตว์ร้ายในแม่น้ำ ตัวใหญ่ๆ ก็ถูกมันเขมือบเรียบ ส่วนตัวเล็กๆ... ก็ไม่พอให้มันยาไส้
ดังนั้นเจ้าตัวเล็กจึงกระโดดผลุงขึ้นฝั่ง บิดตัวเลื้อยมาที่แทบเท้าของซุนฉางหมิง เริ่มเอาหัวไถๆ เท้าของซุนฉางหมิงแล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือก งอแงเอาแต่ใจ หากมันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ คงต้องร้องงอแงออดอ้อนว่า: เบบี๋หิวแล้ว เบบี๋รอให้ป้อนข้าวอยู่นะ!
ซุนฉางหมิงใช้เท้าเขี่ยมันไปด้านข้าง เจ้านั่นก็กระดึ๊บๆ เลื้อยกลับมาอีก
ซุนฉางหมิงกุมขมับ ของที่เอาให้มันกินได้ก็กินจนหมดเกลี้ยงแล้ว จะให้เอาชุดเกราะกับง้าวฟันม้าที่ท่านลุงตงฟางทิ้งไว้มาป้อนมันงั้นหรือ เขาก็ตัดใจทำไม่ลงหรอก
ทันใดนั้นซุนฉางหมิงก็นึกถึงของสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวละครเอกในหนังสยองขวัญสาดเลือดพวกนั้น ยังทิ้งของไว้ให้อีกอย่างนี่นา ซุนฉางหมิงล้วงถุงผ้าออกมา มันคือกระดองเต่าขนาดเท่าฝ่ามือ
ของชิ้นนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นอาวุธวิเศษเช่นกัน แต่ซุนฉางหมิงไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จึงไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วมันเอาไว้ทำอะไรกันแน่
“เอาไว้ป้องกันหรือ”
“หรือเอาไว้ทำนายทายทัก”
ซุนฉางหมิงพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโยนส่งๆ ให้ปลาหลดน้อยไป
[จบแล้ว]