- หน้าแรก
- ข้ามภพเป็นศิษย์รับใช้ ข้ามีคัมภีร์อัพเลเวลไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 6 - แปดเคล็ดวิชาลับแห่งนักพรตจื้อกัง
บทที่ 6 - แปดเคล็ดวิชาลับแห่งนักพรตจื้อกัง
บทที่ 6 - แปดเคล็ดวิชาลับแห่งนักพรตจื้อกัง
บทที่ 6 - แปดเคล็ดวิชาลับแห่งนักพรตจื้อกัง
"เกิดอะไรขึ้น?"
เมื่อนักพรตเขาเหลาซานได้ยินเสียงของซ่งหลิน เขาก็ทะลุกำแพงเข้ามาทันที
ในเวลานี้ หนังสือโบราณของซ่งหลินลอยอยู่กลางอากาศ แต่นักพรตเขาเหลาซานกลับมองไม่เห็นมันเลยแม้แต่น้อย
"ไม่มีอะไรขอรับท่านอาจารย์"
วันรุ่งขึ้น ซ่งหลินตื่นนอนและบำเพ็ญเพียรตามปกติ
เขาฝึกฝนเช่นนี้ผ่านไปอีกครึ่งปี
วันหนึ่ง กลางป่าทึบ
เบื้องหน้าของซ่งหลินมีศพมนุษย์นอนเกลื่อนกลาดนับสิบศพ
ส่วนตรงหน้าของเขานั้นมีคนผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่
คนผู้นี้เปลือยท่อนบน แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบ ชายฉกรรจ์ผู้นี้ตัวแดงก่ำไปทั้งตัว ราวกับกุ้งต้มสุก
ตอนนั้นเอง ชายฉกรรจ์ก็ลุกพรวดขึ้นมากวัดแกว่งดาบยาวในมือ ฟาดฟันออกไปจนเกิดเสียงลมดังขวับๆ บนตัวมีเสียงกระดูกลั่นเป๊าะแป๊ะดังราวกับถั่วคั่ว
"ย๊ากก!!"
ชายฉกรรจ์แผดเสียงคำรามลั่น ฟาดดาบตัดต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบตรงหน้าขาดสะบั้นลงครึ่งท่อน
"นายท่าน! ข้าน้อยสัมผัสได้ถึงลมปราณก่อกำเนิด ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ใหญ่ได้สำเร็จแล้วขอรับ!"
ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีนามว่าหยางซิง เขาก้มหน้าคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าซ่งหลิน
สิ่งที่เรียกว่าปรมาจารย์ใหญ่ แท้จริงแล้วก็คือคำเรียกขานขั้นเข้าสมาธิในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์บนโลกมนุษย์นั่นเอง
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาขัดเกลากล้ามเนื้อและกระดูก ฝึกฝนวิทยายุทธ์จนถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถแปรเปลี่ยนแก่นแท้ให้กลายเป็นลมปราณ เกิดเป็นกำลังภายในขึ้นมาได้
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีกำลังภายใน สามารถต่อสู้กับคนนับสิบได้สบายๆ
ความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดของผู้ฝึกยุทธ์นั้นถือว่าไม่เลว แต่หากเทียบกับเด็กรับใช้ในขั้นเข้าสมาธิแล้ว ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่บ้าง เพราะอย่างไรเสีย เด็กรับใช้ก็สามารถใช้ยันต์และอาวุธวิเศษได้
ลำพังแค่ดาบอัคคีสามสุริยะของซ่งหลิน ชายฉกรรจ์ตรงหน้านี้ก็รับมือไม่ไหวแล้ว
"ดีมาก รวบรวมวัตถุดิบสำหรับทำผงมังกรซ่อนพ่นลมหายใจต่อไป แล้วก็ไปเกณฑ์คนมาเพิ่มอีกเยอะๆ"
"ขอรับ นายท่าน!"
คนพวกนี้คือโจรป่าจากค่ายโจรลมดำบนภูเขาใกล้ๆ ที่ซ่งหลินจับตัวมาทดลองยา
สิบแปดคน รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว แต่ก็ถือว่าทดสอบผงมังกรซ่อนพ่นลมหายใจได้สำเร็จ
เมื่อกินผงยานี้เข้าไป ในช่วงที่ยาออกฤทธิ์ มันจะช่วยกระตุ้นศักยภาพแฝงของมนุษย์ออกมาได้
ข้อเสียก็คือ หากกินมากไป ร่างกายจะเกิดอาการดื้อยา อย่างมากที่สุดก็ช่วยพยุงไปได้ถึงแค่ขั้นทารกปราณเท่านั้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ระดับพลังตบะโดยรวมของโลกใบนี้ไม่ได้สูงมากนัก นักพรตเขาเหลาซานก็น่าจะอยู่ราวๆ ขั้นทารกปราณเท่านั้น แถมวิชาอาคมส่วนใหญ่ก็ยังเน้นไปที่วิชาภาพลวงตาอีกด้วย
เมื่อกลับมาถึงอารามเขาเหลาซาน
ซ่งหลินตรวจสอบข้อมูลในหนังสือโบราณ พบว่ากรรมปัจจัยเพิ่มขึ้นมาประมาณหนึ่งในสาม
จากนั้นเขาก็หยิบห่อยากระดาษน้ำมันออกมาห่อหนึ่ง พอแกะเชือกออก ก็พบผงยาเตะตาสีเขียวเข้มอยู่ด้านใน เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ดมมันเข้าไปฟอดใหญ่
ฟู่!
ผงยาสีเขียวเข้มลอยเข้าจมูกราวกับควันสีเขียวสายหนึ่ง
พลังงานบริสุทธิ์ไหลเวียนไปทั่วแขนขากระดูก ซ่งหลินรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ความคิดแล่นฉิวรวดเร็วกว่าปกติมาก
ไม่นาน เขาก็เข้าสู่สภาวะสมาธิอีกครั้ง
จิตใจไร้ซึ่งความคิดฟุ้งซ่าน รักษาความสงบในห้วงวิญญาณเอาไว้
ในไม่ช้า เขาก็ดำดิ่งเข้าสู่สภาวะสมาธิถาวรอย่างแท้จริง
จากนี้ไป เขาไม่จำเป็นต้องตั้งใจนั่งสมาธิอีกแล้ว แก่นปราณจะเปลี่ยนรูปเป็นลมปราณโดยอัตโนมัติ
จากเดิมที่ลมปราณมีขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ ตอนนี้มันขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่าสองนิ้วแล้ว
นั่นหมายความว่า เขาได้ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นเข้าสมาธิแล้ว
คลายสมาธิ! ซ่งหลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ชื่อ: ซ่งหลิน
ระดับ: ขั้นเข้าสมาธิ
พลังตบะ: หนึ่งปี
วิชา: วิชาค้างคาวเบิกเนตรราตรี
สิ่งของ: ดาบอัคคีสามสุริยะ, โอสถบำรุงปราณ, ผงมังกรซ่อนพ่นลมหายใจ
พลังตบะเพิ่มขึ้นมาครึ่งปี
แม้จะไม่สามารถนำระดับพลังตบะติดตัวออกไปได้ แต่อย่างน้อยเขาก็มีประสบการณ์ในการทะลวงระดับแล้ว
เมื่อกลับไปสู่โลกความจริง ซ่งหลินคิดว่าภายในครึ่งเดือน เขาน่าจะก้าวเข้าสู่สภาวะสมาธิแท้จริงได้สำเร็จ
"หากต้องการฝึกฝนให้ถึงขั้นทารกปราณ ยังต้องใช้ผงมังกรซ่อนอีกมาก ต้องให้หยางซิงไปหาวัตถุดิบมาเพิ่มเยอะๆ ส่วนโอสถบำรุงปราณข้ายังมีเหลืออีกห้าเม็ด"
สามวันต่อมา
นักพรตเขาเหลาซานเรียกซ่งหลินไปพบ แล้วพูดว่า "ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับของสำนักเราให้เจ้า"
พูดจบ เขาก็ยื่นสมุดเล่มเล็กที่มีชื่อว่า 【แปดเคล็ดวิชาลับแห่งนักพรตจื้อกัง】 มาให้
เนื้อหาในนั้นประกอบไปด้วย วิชาคว้าดาวจับเดือน วิชาเสกเหล้าจากความว่างเปล่า วิชาเรียกนางฟ้าจากดวงจันทร์ วิชาทะลุกำแพง วิชาค้างคาวเบิกเนตรราตรี วิชาฝึกปราณ รวมถึงยันต์ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล และยันต์ประกายเพลิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ่งหลินไม่เคยเห็นมาก่อน
สองวิชาหลังน่าจะเป็นวิชาสายสังหาร
"สามวิชาแรกเป็นวิชาภาพลวงตา หากฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ ก็สามารถใช้ลวงตาและจิตใจศัตรูได้ ยันต์ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลใช้ขับไล่ภูตผีปีศาจร้าย ยันต์ประกายเพลิงใช้สังหารศัตรู ส่วนวิชาทะลุกำแพงก็เอาไว้ใช้หนีเอาตัวรอด"
นักพรตเขาเหลาซานอธิบายไปพลาง สาธิตให้ซ่งหลินดูไปพลาง
เขาหยิบกระดาษยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ
กระดาษยันต์ลุกไหม้ขึ้นเอง สาดแสงสีทองเจิดจ้าสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง
ชั่วพริบตานั้น ซ่งหลินก็สัมผัสได้ว่าไอพลังหยินได้มลายหายไปจนสิ้น
วิชานี้ใช้งานได้ดีเยี่ยมจริงๆ อีกสามวันข้างหน้าตอนที่เขากลับไปโลกความจริงเพื่อเฝ้าแท่นบูชา คงได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ
ยันต์อีกแผ่นหนึ่งมีสีแดงฉาน มันแปรสภาพกลายเป็นลูกไฟขนาดเท่าหัวคน
"ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?"
"เพิ่งเข้าสู่สภาวะสมาธิถาวรเมื่อไม่กี่วันก่อนขอรับ"
"งั้นก็พอจะใช้คาถาได้สองครั้งอย่างเฉียดฉิวล่ะนะ เอากลับไปศึกษาให้ดีๆ อย่าได้ใจร้อนเด็ดขาด ไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามข้าได้"
นักพรตเขาเหลาซานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ วางสมุดเล่มเล็กไว้บนโต๊ะ ก่อนที่สีหน้าจะเคร่งขรึมลง
"ท่านอาจารย์มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมเขาเหลาซานถึงได้ชื่อว่าเขาเหลาซาน?"
"หือ?" ซ่งหลินงุนงงไปหมด แต่ในใจกลับตื่นตัวขึ้นมา นี่ต้องเป็นกรรมปัจจัยก้อนใหญ่แน่ๆ
"แปดสิบปีก่อน สมัยที่ยังเป็นราชวงศ์หนานเฉา มีคนและสัตว์เลี้ยงบริเวณตีนเขาหายตัวไปอยู่บ่อยครั้ง พอตามหาก็เจอแต่ซากกระดูก เลือดเนื้อถูกกินจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว คนเฒ่าคนแก่บอกว่าเป็นฝีมือของปีศาจออกอาละวาด"
"ต่อมา มีคนไปพบชายชราสวมชุดสีเขียวในป่า แท้จริงแล้วคือหนูตัวสูงเท่าคน ยืนสองขาเหมือนคน มันพ่นลูกแก้วสีเขียวออกมา ลูกแก้วนั้นพ่นไอพิษออกมาอีกที สิ่งมีชีวิตใดที่สัมผัสโดนไอพิษนี้ ผิวหนังจะเน่าเปื่อยพุพองและตายลง"
นักพรตเขาเหลาซานเล่าเรื่องราวอย่างเนิบนาบ
ทางการส่งมือปราบขึ้นเขาไปปราบปีศาจ แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลว ซ้ำยังบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งมียอดคนผู้บรรลุธรรมท่านหนึ่งเดินทางมาถึง ท่านผู้นี้ก็คือนักพรตจื้อกังนั่นเอง
นักพรตได้พบกับชายชราชุดเขียวในป่าเขา ทั้งสองเปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ท้ายที่สุด ทั้งนักพรตและชายชราชุดเขียวต่างก็บาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ โชคดีที่นักพรตสามารถผนึกปีศาจตนนั้นไว้ในถ้ำได้สำเร็จ
ตั้งแต่นั้นมา นักพรตผู้นี้ก็ได้ก่อตั้งอารามไร้ชื่อขึ้นที่นี่ ภูเขาลูกนี้เนื่องจากเป็นสถานที่สะกดปีศาจร้ายเอาไว้ จึงถูกเรียกว่า เขาเหลาสาน (ภูเขาคุมขัง) และเพี้ยนมาเป็นเขาเหลาซานในภายหลัง
ผู้คนที่อยู่บนเขานี้จึงถูกเรียกว่านักพรตเขาเหลาซานไปโดยปริยาย
"นักพรตท่านนั้นก็คืออาจารย์ของข้าเอง ภายหลังท่านก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและมรณภาพลง ปีศาจไอพิษจึงฉวยโอกาสนั้นหลบหนีออกไป พร้อมกับลั่นวาจาไว้ว่าจะกลับมาแก้แค้นอย่างแน่นอน"
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี เด็กรับใช้ตัวน้อยในวันนั้นก็ได้กลายเป็นนักพรตเขาเหลาซานคนใหม่
แม้ปีศาจไอพิษจะยังไม่กลับมา แต่มันก็ยังเป็นเสี้ยนหนามตำใจเขาอยู่เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว หากปีศาจร้ายฟื้นฟูพลังกลับมาได้ มันต้องบุกมาล้างแค้นเรื่องในอดีตแน่ๆ
"นักพรตเฒ่าอย่างข้าก็อายุมากแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าต้องขยันหมั่นเพียรให้มากๆ นะ" นักพรตเขาเหลาซานถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินทะลุกำแพงจากไป
ทิ้งให้ซ่งหลินยืนนิ่งเงียบอยู่ตามลำพัง
นี่น่าจะเป็นกรรมปัจจัยก้อนใหญ่ของโลกนี้ และเป็นกุญแจสำคัญในการหลุดพ้นจากโลกใบนี้ด้วย
หากถูกปีศาจสังหารตาย ความทรงจำและวิชาอาคมทั้งหมดที่ได้รับจากที่นี่จะหายวับไปกับตา รวมถึงวิชาต่างๆ ที่บันทึกไว้บนหน้ากระดาษ หรือแม้แต่วิชาค้างคาวเบิกเนตรราตรีที่เรียนไปแล้วด้วย เท่ากับว่าสูญเสียกรรมปัจจัยไปฟรีๆ หนึ่งเหรียญ
เรื่องนี้ต้องระมัดระวังให้จงหนัก
เวลาผ่านไปอีกครึ่งปี ซ่งหลินทำตัวขยันขันแข็งมาก เขาคอยตามตื๊อนักพรตเขาเหลาซานให้สอนวิธีวาดระดาษยันต์ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและยันต์ประกายเพลิงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นักพรตเขาเหลาซานเองก็ประทับใจในความขยันของเขา จึงให้ความสำคัญกับเขามากกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ
ในขณะเดียวกัน ซ่งหลินก็แอบสั่งให้หยางซิงและพรรคพวกขยายอิทธิพลของกลุ่มอย่างลับๆ
เวลาผ่านไปอีกสองปี ซ่งหลินก็เรียนรู้แปดเคล็ดวิชาลับจนครบ
ตลอดสามปีเต็ม ภายใต้ความช่วยเหลือของผงมังกรซ่อนพ่นลมหายใจที่ถูกส่งมาอย่างไม่ขาดสาย และโอสถบำรุงปราณเจี่ยเฉิน
ในที่สุด ซ่งหลินก็แอบทะลวงเข้าสู่ขั้นทารกปราณได้สำเร็จ เขาสามารถบังคับให้ลมปราณโคจรไปตามเส้นลมปราณเป็นการโคจรจักรวาลน้อยได้แล้ว
ปริมาณลมปราณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งคุณภาพและความเร็วในการฟื้นฟูก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ภายในอารามเขาเหลาซาน มีนักพรตหนุ่มรูปหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
ลมหายใจของเขายืดยาวต่อเนื่อง ผิวหนังเปล่งประกายแสงสีเขียวอ่อนๆ
ทันใดนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น ประกายแสงสีทองสาดส่องออกมาจากนัยน์ตา
"พรวด!"
ซ่งหลินกระอักเลือดออกมาเต็มปาก สีหน้าซีดเผือด
เขาเช็ดเลือดที่มุมปากพลางสรุปบทเรียนในใจ
"ใจร้อนอยากเห็นผลเร็วเกินไปสินะ ขั้นทารกปราณสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบปี แต่ดูจากสภาพข้าตอนนี้ คงอยู่ได้เต็มที่ก็แค่หกสิบปีเท่านั้นแหละ"
สาเหตุมาจากการใช้ผงมังกรซ่อนพ่นลมหายใจบ่อยเกินไป และการดูดซับโอสถบำรุงปราณได้ไม่หมด ทำให้เกิดพิษสะสมตกค้างในร่างกาย มีหลายครั้งที่เขาเกือบจะธาตุไฟเข้าแทรก จนทิ้งรอยแผลเป็นแฝงเอาไว้
นี่แหละคือความยากลำบากและอันตรายของการฝึกตน
แต่พวกนี้มันก็ไม่สำคัญหรอก ยังไงซะนี่ก็เป็นแค่โลกภาพลวงตา ขอแค่ไม่ตายก็พอแล้ว
ตอนนี้เขาสะสมประสบการณ์ในการทะลวงขั้นทารกปราณไว้พร้อมแล้ว
หากกลับไปสู่โลกความจริง ซ่งหลินมั่นใจว่าเขาจะสามารถทะลวงระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ โดยไม่ทิ้งบาดแผลแฝงใดๆ ไว้เลย
"ใกล้จะครบสามวันแล้ว ได้เวลาออกไปเสียที"
(จบแล้ว)