- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 26 - ไปตามนัด หลิ่วอู๋เหมย
บทที่ 26 - ไปตามนัด หลิ่วอู๋เหมย
บทที่ 26 - ไปตามนัด หลิ่วอู๋เหมย
บทที่ 26 - ไปตามนัด หลิ่วอู๋เหมย
◉◉◉◉◉
ภายในแววตาเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ท่านประมุข หลิงเทียนเหอกำลังท้าทายพวกเราอยู่" เหลยมั่วมองไปยังหลิงเทียนเหอแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
"ตอนนี้เขามีคุณสมบัติพอที่จะท้าทายพวกเราแล้ว หากเจ้าไม่ยอมรับก็ลองไปแลกเปลี่ยนฝีมือกับอีกฝ่ายดูสิ" เหลยมู่กล่าวเสียงเย็น
ในตอนนี้หัวใจของเขายังคงสั่นสะท้านอยู่ เมื่อครู่เขาเห็นเพียงแค่ประกายดาบ
ประกายดาบสว่างวาบมั่วเป่ยหมิงก็ถูกคนฟันขาดเป็นสองท่อน มั่วเป่ยหมิงเป็นถึงยอดฝีมือขั้นหลอมจิตระดับกลาง ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในหออสนีบาตของพวกเขาก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสูงสุดเท่านั้น หากต้องเผชิญหน้ากับคนผู้นี้คาดว่าคงจบลงด้วยดาบเดียวเช่นกัน
"ท่านประมุข อันที่จริงพวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลไป หลิงเทียนเหอเชิญยอดฝีมือระดับนี้มา ค่าตอบแทนย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"
"หากคนที่เขาเชิญมาสามารถลงมือได้ตามอำเภอใจ ก่อนหน้านี้เขาก็คงไม่ต้องทนรับการท้าทายจากเหลยอ้าวหรอก!" เหลยกู่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเหลยกู่ เสียงลมหายใจของคนทั้งหลายภายในห้องส่วนตัวก็สงบลง ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกดาบของไป๋เทียนอวี่ข่มขวัญจนหวาดกลัวไปถึงขั้วหัวใจ
ตอนนี้เมื่อลองนึกทบทวนดูก็เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริง จิตใจจึงเริ่มสงบลงมาบ้าง
"นายท่านรอง ตอนนี้ท่านควรไปพบคุณชายฉินเพื่อดูว่าคุณชายฉินจะสั่งการอย่างไร ส่วนข้าจะไปนำศพของมั่วเป่ยหมิงกลับมาเอง" เหลยกู่กล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดของเหลยกู่เหลยมู่ก็พยักหน้ารับ
จากนั้นเหลยกู่ก็ก้าวออกจากหอสุราแล้วรีบตรงไปยังซากศพที่ขาดครึ่งของมั่วเป่ยหมิงอย่างรวดเร็ว
เขายื่นมือออกไปสัมผัสบริเวณบาดแผล ทว่ายังไม่ทันได้แตะโดน ฝ่ามือที่ดูราวกับกระดูกขาวของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบขึ้นมา
"ช่างเป็นปราณดาบที่เฉียบคมและดุดันเสียจริง แต่เมื่อดูจากบาดแผลนี้แล้ว ไม่ใช่คนเดียวกับคนที่ฆ่าเหลยอ้าวเมื่อคืนแน่!"
ฝ่ามือของเขาเปลี่ยนเป็นสีเหล็กเพื่อต้านทานปราณดาบนั้นไว้ เขาจับศพทั้งสองท่อนมาประกบเข้าด้วยกันแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าตอนนี้มั่วเป่ยหมิงจะกลายเป็นเพียงศพที่ขาดครึ่งแต่พวกเขาก็ยังสามารถหาข้อมูลจากมันได้ไม่น้อย
เมื่อศพของมั่วเป่ยหมิงถูกนำตัวไป รอยเลือดบนพื้นดินก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามการชะล้างของน้ำฝน
เวลาผ่านไปไม่นาน
ผู้คนบนท้องถนนก็เริ่มทยอยปรากฏตัวขึ้นและกลับคืนสู่สภาพเดิมดังก่อนหน้านี้
ในขณะเดียวกัน
ที่ชั้นบนสุดของโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
ฉินฮ่าวและเฒ่าเซวียกำลังยืนอยู่บนนั้น
พวกเขามองดูไป๋เทียนอวี่และหลิงเทียนเหอที่เดินกลับเข้าไปในหอพิรุณทองแล้วเอ่ยถามว่า "เฒ่าเซวีย ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง"
"สามารถสังหารมั่วเป่ยหมิงได้ในดาบเดียว ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้นับว่าร้ายกาจมาก แต่เขาไม่ได้แสดงพลังออกมามากนัก ผู้น้อยจึงไม่สามารถวิเคราะห์ระดับพลังของเขาได้เลย" เฒ่าเซวียกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ไป๋เทียนอวี่ลงมือเพียงแค่ดาบเดียว อีกทั้งดาบนี้ยังมีความรวดเร็วและปราณดาบก็เฉียบคมเป็นอย่างยิ่ง
ทำให้เขาไม่สามารถแยกแยะระดับพลังของไป๋เทียนอวี่ได้เลย
"เฒ่าเซวียสามารถหลบดาบนี้พ้นหรือไม่" ฉินฮ่าวเอ่ยปากถาม
"ดาบนี้ข้าคงหลบไม่พ้น แต่ทว่าดาบนี้ของเขาก็ไม่สามารถทะลวงการป้องกันของข้าได้เช่นกัน"
"ขอเพียงข้าต้านทานดาบนี้ไว้ได้ ข้าก็จะสามารถลงมือตอบโต้ ส่วนผลแพ้ชนะหลังจากที่ลงมือไปแล้วนั้นก็คงต้องรอให้ปะทะกันก่อนถึงจะรู้ผล" เฒ่าเซวียกล่าวตอบ
"แต่นายน้อย หลิงเทียนเหอกลับสามารถหายอดฝีมือเช่นนี้มาได้ ดูท่าจะรับมือยากกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้เสียแล้ว!"
"ตอนนี้หากต้องการจะยึดเหมืองศิลามิติเร้นลับคงจะเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้นคนของตำหนักจันทน์ม่วงก็ใกล้จะเดินทางมาถึงแล้วด้วย" เฒ่าเซวียเอ่ยเสียงขรึม
"เจ้าไปสืบเรื่องของคนผู้นี้มาก่อน ข้าต้องการรู้ว่าเขาเป็นใคร"
"แล้วก็จัดการให้ข้าได้มีโอกาสพบกับซูเฉินหน่อย ข้าอยากจะพบเขาสักครั้ง"
"การที่หลิงเทียนเหอมีผู้ช่วยเป็นยอดฝีมือเช่นนี้ ตอนนี้ซูเฉินก็คงจะหวาดผวาอยู่ไม่น้อย เขาคงต้องการคนที่จะมาร่วมมือด้วยอย่างเร่งด่วน"
"ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเขาสักหน่อย!"
"มั่วเป่ยหมิงคือสารอาหารชิ้นสุดท้ายที่ข้าเตรียมไว้ให้บุปผาโลหิตมาร ในเมื่อตอนนี้มันตายไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ใช้ไป๋เทียนอวี่ผู้นี้มาแทนที่มันก็แล้วกัน"
ภายในดวงตาของฉินฮ่าวมีประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่าน
จิตสังหารแผ่กระจายออกมา
หอพิรุณทอง ชั้นที่ห้า
ซูเฉินค่อยๆ เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ของตนเอง
ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เวลาผ่านไปไม่นาน
หลิงเทียนเหอและไป๋เทียนอวี่ก็เดินออกมาจากห้องลับและเข้ามาในห้องของเขา
เมื่อไป๋เทียนอวี่เข้ามาในห้องแล้วเขาก็หันหลังเดินเข้าไปในห้องข้างๆ
"ท่านประมุข หลังจากที่มั่วเป่ยหมิงถูกสังหารชั่วคราวนี้คนของหออสนีบาตคงไม่กล้ามาหาเรื่องข้าอีก ผู้น้อยจะรีบจัดเตรียมกำลังคนเพื่อสืบหาเบื้องหลังของพวกมันขอรับ!" หลิงเทียนเหอเอ่ยขึ้น
"เรื่องนี้เจ้าจัดการเองได้เลย ไปเอาข้อมูลของฮูหยินแห่งหอวสันต์หยกมาให้ข้าสักชุดด้วย" ซูเฉินสั่งการ
คืนนี้เขาจะต้องไปพบกับฮูหยินผู้นั้น แน่นอนว่าเขาจำต้องรู้ข้อมูลของนางไว้บ้าง
หลิงเทียนเหอรับคำสั่งแล้วรีบนำข้อมูลของฮูหยินผู้นั้นมามอบให้ซูเฉินอย่างรวดเร็ว
ซูเฉินอ่านข้อมูลเกี่ยวกับฮูหยินแห่งหอวสันต์หยกอย่างละเอียด
เนื้อหาภายในนั้นมีไม่มากนัก
ฮูหยินผู้นี้มีนามว่าหลิ่วอู๋เหมย เป็นศิษย์คนที่สามของกงหนานเยี่ยนผู้พิทักษ์ซ้ายแห่งตำหนักแค้นนิรันดร์ นางเดินทางมาที่เมืองชิ่งเมื่อสามปีก่อน จุดประสงค์ในการมานั้นไม่แน่ชัด ความแข็งแกร่งที่แท้จริงก็ไม่ปรากฏ ส่วนวิชาที่ฝึกฝนคาดว่าน่าจะเป็นเคล็ดวิชาวารีเทวะ วิชาหยินหยางประสานสิเน่หา และฝ่ามือมารอุดรเร้นลับ
เมื่อดูจากข้อมูลที่แนะนำมา
ซูเฉินรู้สึกว่าหลิ่วอู๋เหมยผู้นี้น่าจะรับมือยากกว่ามั่วเป่ยหมิงยอดฝีมือวิถีมารแห่งนอกด่านที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่เสียอีก
"บุคคลที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้กลับต้องการพบข้า สิ่งที่ปรารถนาคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่!" ซูเฉินพับเก็บข้อมูลข่าวกรอง
ตำหนักแค้นนิรันดร์ ศิษย์คนที่สามของผู้พิทักษ์ซ้าย ฐานะเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน การที่นางมาอยู่ที่เมืองชิ่งนานถึงสามปี
มีความเป็นไปได้เพียงสองทางเท่านั้น
ทางแรกคือหลิ่วอู๋เหมยมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
ทางที่สองก็คือถูกเนรเทศให้มาอยู่ชายแดนแห่งนี้
เขาพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
ซูเฉินหยิบหนังสือบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับแคว้นต้าโจวขึ้นมาเปิดอ่าน
สำหรับโลกใบนี้
ความทรงจำของเขายังคงขาดหายไปบางส่วน เขาจึงจำเป็นต้องอาศัยหนังสือบางเล่มเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของที่นี่
ยามเย็น
ซูเฉินออกจากหอพิรุณทองแล้วขึ้นรถม้า
มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่นัดหมายกับหลิ่วอู๋เหมยเอาไว้ซึ่งก็คือทะเลสาบเมฆาม่วง
ทะเลสาบเมฆาม่วง
เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่ง บนนั้นมีเรือสำราญจอดเทียบท่าอยู่มากมาย
เมื่อตกกลางคืนเรือสำราญแต่ละลำก็จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
เรือหมายเลขสิบห้า
หลิ่วอู๋เหมยฮูหยินแห่งหอวสันต์หยกกำลังนั่งอยู่ภายในห้องโดยสาร
ภายในห้องนี้ยังมีบุคคลอีกสองคน
คนหนึ่งคือแม่เล้าแห่งหอวสันต์หยก ส่วนอีกคนคือหญิงสาววัยกำดัดในชุดสีดำ
"ข้อมูลของมือดาบที่หลิงเทียนเหอเชิญมาสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง" ฮูหยินหลิ่วอู๋เหมยเอ่ยปากถาม
"ไม่มีข่าวคราวของคนผู้นี้เลยเจ้าค่ะ ราวกับว่าเขาโผล่มาจากความว่างเปล่าอย่างไรอย่างนั้น!" แม่เล้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ยอดฝีมือระดับนี้กลับไม่มีข้อมูลอะไรเลยหรือ"
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เล้าหลิ่วอู๋เหมยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องสืบเรื่องของอีกฝ่ายแล้ว รังแต่จะเสียเวลาและแรงกายไปเปล่าๆ"
"ไปสืบจากฝั่งของมั่วเป่ยหมิงแทน มันปรากฏตัวที่หออสนีบาต ช่วงนี้หออสนีบาตก็สนิทสนมกับฉินฮ่าวมาก น่าจะกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างอยู่"
"ข้าต้องการรู้ว่าพวกมันกำลังทำอะไรกันแน่" หลิ่วอู๋เหมยสั่งการ
"ฮูหยิน ท่านว่าพวกมันจะทำไปเพื่อฐานบัวห้าชั้นหรือไม่เจ้าคะ" หญิงสาววัยกำดัดในชุดสีดำอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวแววตาของหลิ่วอู๋เหมยก็เป็นประกายขึ้นมา
"แม่หนูเสี่ยวจื่อ สมองของเจ้าช่างปราดเปรื่องดีแท้ มั่วเป่ยหมิง คุณชายสามแห่งตระกูลฉิน และไป๋เทียนอวี่ที่เพิ่งปรากฏตัว คนเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น"
"ของธรรมดาทั่วไปพวกมันคงไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่หากเป็นฐานบัวห้าชั้นล่ะก็ ย่อมสามารถทำให้พวกมันหวั่นไหวได้อย่างแน่นอน" หลิ่วอู๋เหมยกล่าวเสียงเบา
"ทุ่มกำลังทั้งหมดสืบหาความเคลื่อนไหวของมั่วเป่ยหมิงก่อนหน้านี้ รวมไปถึงตระกูลเหลยและฉินฮ่าวให้ได้ ขอเพียงได้ของวิเศษอย่างฐานบัวห้าชั้นมาครอบครอง ข้าก็จะสามารถออกไปจากสถานที่บัดซบอย่างเมืองชิ่งแห่งนี้ได้เสียที!" หลิ่วอู๋เหมยยิ้มออกมา
ในเวลานั้นเอง
สาวใช้คนหนึ่งก็รายงานจากด้านนอกห้องโดยสารว่า "ฮูหยิน ท่านประมุขหอพิรุณทองซูเฉินมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเสียงของสาวใช้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิ่วอู๋เหมยก็หุบลง
"เชิญท่านประมุขซูขึ้นเรือได้เลย!"
นางไม่ได้ลุกขึ้นไปต้อนรับซูเฉินด้วยตนเอง
ฐานะของซูเฉินในยามนี้ยังไม่คู่ควรให้นางต้องออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง
[จบแล้ว]