- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 17 - ตระหนักรู้มรรคาดาบ หลั่งเลือดเซ่นสังเวยดาบ
บทที่ 17 - ตระหนักรู้มรรคาดาบ หลั่งเลือดเซ่นสังเวยดาบ
บทที่ 17 - ตระหนักรู้มรรคาดาบ หลั่งเลือดเซ่นสังเวยดาบ
บทที่ 17 - ตระหนักรู้มรรคาดาบ หลั่งเลือดเซ่นสังเวยดาบ
◉◉◉◉◉
ในใจกดใช้งานการ์ดเสริมแกร่งขั้นต้นใบนั้นทันที
หึ่ง!
ชั่วพริบตาแสงสีเงินสายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นบนดาบพิรุณของเขา ภายในห้องเกิดแสงสีเงินสว่างไสวขึ้นชั่วขณะ
โชคดีที่ในห้องนี้มีเพียงซูเฉินอยู่คนเดียว ไม่อย่างนั้นถ้ามีคนมาเห็นเข้าจะต้องส่งเสียงร้องด้วยความตกตะลึงอย่างแน่นอน
ใบดาบที่บางเฉียบราวกับปีกจักจั่นคล้ายกับถูกเติมเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มันส่งเสียงสั่นสะเทือนเบาๆ
อีกทั้งบนใบดาบยังปรากฏลวดลายที่ดูราวกับหยาดฝนโปรยปรายลงมา
ซูเฉินใช้ฝ่ามือลูบไล้ใบดาบเบาๆ ทันใดนั้นบนใบดาบก็แผ่เจตจำนงดาบขุมหนึ่งออกมา
ร่างของซูเฉินสั่นสะท้าน
ในหัวนึกถึงเพลงดาบพิรุณยามอัสดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
แม้เขาจะไม่ค่อยได้ฝึกฝนเพลงดาบนี้เท่าไหร่ แต่นี่ก็คือวิชาเอกของซูเมิ่งไป๋ เขาจดจำมันได้ขึ้นใจมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นซูเฉินจึงร่ายรำมันออกมาอย่างไม่รู้ตัว
อีกทั้งลมปราณพิรุณทองในร่างกายก็เริ่มเดินพลังขึ้นในวินาทีนี้เช่นกัน
ผสานเข้ากับเพลงดาบพิรุณยามอัสดง
เดิมทีมันเป็นเพียงดาบยาวสีเงิน แต่เมื่อร่ายรำออกมากลับปรากฏแสงโพล้เพล้ที่พบเห็นได้เฉพาะยามอัสดง ภายในแสงนั้นมีหยาดฝนโปรยปราย จากที่เชื่องช้าในตอนแรกกลับกลายเป็นพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องในตอนท้าย
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ประกายดาบสาดส่องไปทั่วทั้งห้องอย่างบ้าคลั่ง
ครู่ต่อมาซูเฉินก็หยุดร่ายรำ ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มที่พึงพอใจ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าแค่การ์ดเสริมแกร่งขั้นต้น จะทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความตระหนักรู้ในมรรคาดาบที่ผู้ใช้คนก่อนทิ้งไว้บนตัวดาบ
แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่เพลงดาบพิรุณยามอัสดงที่ก้าวหน้าขึ้นเท่านั้น
แม้แต่ลมปราณพิรุณทองในร่างกายของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นมากเช่นกัน
"ถ้าฉันหายาลูกกลอนก่อกำเนิดมาเพิ่ม แล้วเอามาผสานกับพลังปราณก่อกำเนิดสามปีที่ได้มาก่อนหน้านี้ บางทีความแข็งแกร่งอาจจะก้าวไปถึงขั้นก่อกำเนิดระดับกลางได้เลย"
"ความเร็วในการฝึกฝนนี้ช่างรวดเร็วเสียจริง"
ซูเฉินคิดในใจ
จากนั้นก็อดนึกถึงหลิงเทียนเหอไม่ได้ หมอนั่นฝึกฝนมาตั้งนานถึงเพิ่งจะมาถึงขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง
ฝึกฝนได้ชักช้าเหลือเกิน
ในตอนนั้นเอง
ตึง! ตึง!
โต๊ะและตู้ที่ถูกประกายดาบของซูเฉินฟันผ่านก่อนหน้านี้พังทลายลงมากองกับพื้นในพริบตาพร้อมกับส่งเสียงดังตึงตัง
เมื่อเห็นภาพนี้
ซูเฉินก็ลอบดีใจที่ตัวเองไม่ได้เล็งดาบไปที่หลังคา
ไม่อย่างนั้นถ้าหลังคาถล่มลงมา สภาพในห้องคงเละเทะไปหมดแน่
เมื่อได้ยินเสียงจากชั้นบน
ศิษย์ของหอพิรุณทองคนหนึ่งที่อยู่ชั้นล่างก็รีบวิ่งขึ้นมาทันที
"ท่านประมุข เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ"
ศิษย์คนนั้นโค้งตัวถามจากหน้าประตู
"ไม่มีอะไร พวกนายลงไปเถอะ ถ้าไม่มีคำสั่งของฉันห้ามขึ้นมาเด็ดขาด"
ซูเฉินเอ่ยปาก
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเฉิน ศิษย์คนนั้นก็เหลือบมองเข้าไปในห้องและเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่พังกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
เขาคิดในใจ "ท่านประมุขคงจะไปกินแห้วจากฝั่งท่านรองประมุขหลิงมาแน่ๆ ถึงได้มาลงพาลกับเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ ข้าว่ารีบหนีไปให้ไกลดีกว่า"
สำหรับสถานการณ์ของซูเฉินในตอนนี้ คนนอกต่างก็รู้ดี
ศิษย์ของหอพิรุณทองก็รู้ดีเช่นกัน
เขาเป็นแค่หุ่นเชิดที่ท่านรองประมุขหลิงดันขึ้นมาเท่านั้นแหละ
คิดได้ดังนั้นเขาก็รีบโค้งตัวแล้วถอยออกไปทันที
ซูเฉินมองดูโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกฟันขาด เขานำมันยัดเข้าไปในแหวนมิติทั้งหมด
บนโต๊ะเก้าอี้เหล่านี้มีรอยดาบและปราณดาบหลงเหลืออยู่ ไม่ควรปล่อยให้คนอื่นเห็น
สาเหตุหลักก็คือซูเฉินยังต้องการเก็บตัวเงียบๆ ในตอนนี้
เพราะเรื่องของซูเมิ่งไป๋เข้าไปพัวพันกับฉินฮ่าวคุณชายสามแห่งตระกูลฉิน
ต่อให้ข้างกายเขาจะมีไป๋เทียนอวี่อยู่ แต่หากต้องเผชิญหน้ากับตระกูลฉิน เขาก็ยังไม่มีโอกาสชนะ ดังนั้นเขาจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไปก่อน
ถึงเวลาที่เขาฆ่าฉินฮ่าวตาย ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของเขา
แต่เขาก็อยากจะรู้เหมือนกัน
ว่าจุดประสงค์ที่ฉินฮ่าวมาที่นี่คืออะไรกันแน่
การที่เหลยอ้าวมาทวงเหมืองแร่ ก็น่าจะได้รับคำสั่งมาจากฉินฮ่าวคนนี้แหละ
ฉินฮ่าวคงไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อเหมืองแร่นอกหมู่บ้านฮั่วของพวกเขาหรอก น่าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่แน่
"ดาบที่คมกริบขนาดนี้ควรจะได้ดื่มเลือดในมือฉันเสียหน่อย เอาเป็นว่าใช้นักฆ่าในคฤหาสน์ตระกูลเหลยคนนั้นมาเซ่นสังเวยดาบก็แล้วกัน ถือโอกาสแก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิมสักนิดด้วย"
ซูเฉินเก็บดาบพิรุณเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องโถงหลักแล้วนั่งลงเริ่มจมเข้าสู่ห้วงความคิด
สิ่งที่เหลยอ้าวต้องการคือเหมืองแร่ที่หมู่บ้านฮั่ว
ภายในเหมืองแร่ก็มีแต่แร่ธาตุ แค่ไปสืบดูว่าช่วงนี้ตระกูลเหลยได้รับซื้อแร่ธาตุบ้างหรือเปล่าก็พอแล้ว
ถ้าไม่ได้มีการรับซื้อแร่ธาตุ นั่นก็แสดงว่าภายในเหมืองแร่หมู่บ้านฮั่วมีอย่างอื่นซ่อนอยู่
คิดได้ดังนี้ซูเฉินก็ทำใจให้สงบลง
รอให้หลิงเทียนเหอกลับมาก่อน ค่อยสั่งให้ไปสืบข่าวทางด้านนี้ดู
"คนของตัวเองมีน้อยเกินไปจริงๆ"
ซูเฉินทอดถอนใจอีกครั้ง
เพื่อไม่ให้ความลับแตกว่าเขามีฝีมือ เขาจึงยังไม่อาจออกหน้าไปทำเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองได้ในตอนนี้
เดิมทีเขาคิดจะแสดงฝีมือออกมาสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะไปพัวพันกับตระกูลฉิน เขาจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่อไป
"ไว้ค่อยใช้ยันต์ทาสกับลุงฝูก็แล้วกัน"
ซูเฉินคิดในใจ
บางทีลุงฝูอาจจะจริงใจกับซูเฉินจริงๆ แต่นั่นมันก็คือซูเฉินคนก่อน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยสักนิด
เขาจำเป็นต้องขจัดความเสี่ยงทุกอย่างทิ้งไป
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยากจะรู้เรื่องแม่รองของเขาจากปากลุงฝูด้วย
คำพูดของลุงฝูก่อนหน้านี้ ซูเฉินยังคงจดจำได้ดี
ดูเหมือนว่าฐานะแม่รองของฉันจะไม่ธรรมดาเสียแล้วสิ
เมื่อลำดับความคิดจนกระจ่างแล้ว ซูเฉินก็หันไปดูคัมภีร์วิทยายุทธ์ของหอพิรุณทองที่หลิงเทียนเหอเตรียมไว้ให้
ส่วนใหญ่เป็นวิชาขั้นก่อตั้งและวิชาฝึกฝนร่างกาย
อย่างเช่นหมัดเหล็กไหล เพลงจับคว้าสิบแปดกระบวนท่า เสื้อเกราะเหล็ก ระฆังทองคุ้มกาย และวิชาอื่นๆ
วิชาขั้นก่อกำเนิดมีเพียงสามเล่มเท่านั้น ได้แก่ พลังปราณวัชระเอกะ ลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับ และฝ่ามือไท่อี้ไร้ลักษณ์
ซูเฉินกวาดตามองรอบหนึ่ง สุดท้ายเขาก็เลือกพลังลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับ
เขามีแขนกิเลนน้ำแข็งอยู่ หากผสานเข้ากับพลังลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับ อานุภาพจะต้องเพิ่มขึ้นมากอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน
ณ คฤหาสน์ของหลินจื้อหนึ่งในสิบแปดผู้ดูแลแห่งหอพิรุณทอง
หลิงเทียนเหอพาเจียงเฉินตงและลู่เหวินชางมาปรากฏตัวที่นี่
"ไม่ทราบว่าท่านรองประมุขหลิงมาที่นี่มีธุระอะไรหรือขอรับ"
หลินจื้อมีอายุราวสี่สิบปี
เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดเมื่อหนึ่งปีก่อน รับผิดชอบดูแลโรงรับจำนำของหอพิรุณทองในเขตเหนือของเมืองชิ่ง
และยังเป็นหัวหน้าเครือข่ายข่าวกรองในเขตถนนสายเหนือด้วย
ก่อนหน้านี้หอพิรุณทองมีผู้ดูแลอยู่สิบแปดคน ทว่าคนที่ประจำการอยู่ในเมืองชิ่งและบริเวณใกล้เคียงมีเพียงแปดคนเท่านั้น
ส่วนอีกสิบคนที่เหลือถูกส่งไปประจำการในสิบอำเภอที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองชิ่ง
การได้สิทธิ์ดูแลกิจการของหอพิรุณทองทั้งในเบื้องหน้าและเบื้องหลังภายในเมืองชิ่ง
นั่นแสดงให้เห็นว่าซูเมิ่งไป๋ให้ความไว้วางใจหลินจื้อมาก
หลินจื้อเองก็จงรักภักดีต่อซูเมิ่งไป๋มากเช่นกัน
แต่หลังจากซูเมิ่งไป๋ตาย คนของตระกูลหวังก็มาหาเขา
ตระกูลหวังครอบครองหอโภชนาซึ่งเป็นหนึ่งในห้าขุมกำลังใหญ่ของเมืองชิ่ง
หอโภชนาควบคุมกิจการโรงเตี๊ยมถึงเจ็ดในสิบส่วนของเมืองชิ่ง
พวกเขาเห็นว่าซูเมิ่งไป๋ตายแล้ว จึงหวังจะฮุบกิจการบางส่วนของหอพิรุณทอง ก็เลยติดต่อมาหาหลินจื้อ
ทางฝั่งหลินจื้อเองก็มองว่าหลังจากซูเมิ่งไป๋ตายไปแล้ว
หลิงเทียนเหอกับซูเฉินก็ไม่มีปัญญาประคับประคองหอพิรุณทองเอาไว้ได้หรอก
สาเหตุหลักก็คือเรื่องของความแข็งแกร่ง
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุดก็คือความแข็งแกร่ง
ซูเฉินไม่ต้องพูดถึงเลย ฝีมืออ่อนด้อยเกินไป ส่วนหลิงเทียนเหอแม้อีกระดับเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดระดับปลายแล้ว
ทว่าขุมกำลังอย่างหอพิรุณทองจำเป็นต้องมียอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดระดับสูงสุดคอยคุ้มครองถึงจะรอด
ดังนั้นหอพิรุณทองจะต้องถูกเตะกระเด็นออกจากห้าขุมกำลังใหญ่แน่
แน่นอนว่าเขารู้ว่าเบื้องหลังหอพิรุณทองคือตำหนักจันทน์ม่วงแห่งนอกด่าน
แต่ทันทีที่คนของตำหนักจันทน์ม่วงมาถึง ก็อาจจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจ ตำแหน่งผู้ดูแลของเขาอาจจะถูกปลดไป ดังนั้นเขาจึงตกลงร่วมมือกับตระกูลหวัง
เขาเชื่อว่าภายในหอพิรุณทองไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ร่วมมือกับขุมกำลังอื่น
"พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"
หลิงเทียนเหอพูดจบก็เดินนำเข้าไปในห้องโถง
หลินจื้อหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเดินตามหลิงเทียนเหอเข้าไปในห้องโถง
"ที่ข้ามาในครั้งนี้ หลักๆ ก็เพื่อตำแหน่งประมุขหอพิรุณทอง ข้าต้องการให้น้องหลินสนับสนุนข้าในการปลดซูเฉินออกจากตำแหน่งประมุขหอ"
ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงหลิงเทียนเหอก็พูดเข้าประเด็นทันที
พร้อมกับโบกมือให้เจียงเฉินตงและลู่เหวินชางออกไป
ทั้งสองคนเดินออกไปแล้วปิดประตูลง
ภายในห้อง หลินจื้อขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม "ท่านรองประมุข ก่อนหน้านี้ท่านเป็นคนผลักดันให้ซูเฉินขึ้นเป็นประมุขหอนี่นา ตอนนี้เรื่องราวก็ยังไม่จบสิ้นเลย ทำไมถึง..."
เขาแอบคิดในใจ "หรือว่าหลิงเทียนเหอจะได้รับการสนับสนุนจากใคร ถึงได้กล้าทำแบบนี้"
"ข้าได้รับการสนับสนุนมาบ้าง น่าจะช่วยแก้ปัญหาในครั้งนี้ได้ ซูเฉินจึงหมดประโยชน์แล้ว"
หลิงเทียนเหอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลินจื้อแล้วเอ่ยปาก
"ไม่ทราบว่าท่านรองประมุขหลิงได้รับการสนับสนุนจากใครหรือขอรับ"
หลินจื้อแอบตกใจในใจก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
"ข้าได้รับการสนับสนุนจากท่านประมุขน้อยยังไงล่ะ"
ในขณะที่หลิงเทียนเหอกำลังพูด แววตาของเขาก็มีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน ฝ่ามือถูกยกขึ้น แสงสีม่วงไหลเวียนอยู่ระหว่างนิ้วทั้งห้า เขาตะปบเข้าที่ลำคอของหลินจื้อด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
ในจังหวะที่หลินจื้อยังไม่ทันตั้งตัว พลังจากนิ้วทั้งห้าก็ระเบิดออก บีบขยี้ลำคอของหลินจื้อจนแหลกเหลว
[จบแล้ว]