- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 18 - ลัทธิจันทร์เหมันต์ จื่อหานเยว่
บทที่ 18 - ลัทธิจันทร์เหมันต์ จื่อหานเยว่
บทที่ 18 - ลัทธิจันทร์เหมันต์ จื่อหานเยว่
บทที่ 18 - ลัทธิจันทร์เหมันต์ จื่อหานเยว่
◉◉◉◉◉
หลินจื้อเบิกตากว้าง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลิงเทียนเหอจะลงมืออย่างกะทันหัน และไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลิงเทียนเหอเลยสักนิด
"ท่านประมุขบอกว่าไม่ต้องการให้คนที่มีใจคิดคดอยู่ในหอพิรุณทองต่อไป ดังนั้นฉันจึงมาขจัดพวกแกแทนท่านประมุข"
"อีกอย่างก็คือ ฉันได้สวามิภักดิ์ต่อท่านประมุขแล้ว"
ระหว่างที่พูดหลิงเทียนเหอก็คลายมือออก
ตุบ
ร่างของหลินจื้อล้มตึงลงกับพื้น สองตายังคงเบิกกว้าง เพียงแต่แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่เข้าใจ
มองดูศพที่นอนอยู่บนพื้น
หลิงเทียนเหอเดินไปตรงหน้าเขาแล้วลูบปิดตาให้
จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากห้องโถงไป หันไปสั่งลู่เหวินชางและเจียงเฉินตงที่อยู่ข้างๆ "ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว"
หลิงเทียนเหอในตอนนี้ยอมสยบต่อซูเฉินอย่างราบคาบแล้ว
เขาต้องการจะเป็นเพชฌฆาตของซูเฉิน ใช้ความเด็ดขาดอำมหิตกำจัดคนที่มีใจคิดคดเหล่านั้น
ลู่เหวินชางกับเจียงเฉินตงมองหน้ากัน
แววตาชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ลังเล โดยเฉพาะเจียงเฉินตง เขาจุดพลุสัญญาณส่งออกไปทันที
กำลังคนที่จัดเตรียมไว้ด้านนอกคฤหาสน์พุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ของหลินจื้อ
เพียงชั่วเวลาสั้นๆ แค่วันเดียว
หลิงเทียนเหอก็กำจัดผู้ดูแลทั้งแปดคนของหอพิรุณทองไปจนหมดสิ้น
ยามโพล้เพล้ ภายในหอพิรุณทอง
"ท่านประมุข จัดการกวาดล้างคนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ยึดทรัพย์สินจากทั้งแปดตระกูลมาได้แปดแสนตำลึง ตอนนี้ถูกส่งเข้าหอหลักหมดแล้วขอรับ!"
หลิงเทียนเหอรายงาน
"แบ่งออกมาแสนตำลึงเพื่อตกรางวัลให้คนที่ลงมือ แล้วก็ไปเอาคัมภีร์ลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับมาให้ฉัน อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด"
"อ้อ แล้วก็ช่วยหาคฤหาสน์เงียบๆ ในเมืองให้ฉันสักหลังด้วย ฉันจะเอาไว้ใช้งาน!"
ซูเฉินออกคำสั่ง
"ขอรับ!"
หลิงเทียนเหอโค้งตัวแล้วถอยออกไป
เพียงไม่นานเขาก็นำคัมภีร์ลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับมามอบให้ซูเฉิน
"ฉันจะเอาคัมภีร์ไปก่อน ส่วนเรื่องคฤหาสน์ก็รีบจัดการให้เรียบร้อยล่ะ"
ซูเฉินหยิบคัมภีร์ลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับแล้วเดินออกไป หลังจากลงไปชั้นล่างเขาก็ขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลซู
ตลอดทางดูเงียบสงบมาก
ทว่าทั่วทั้งเมืองชิ่งกลับมีข่าวลือเรื่องความเด็ดขาดของหลิงเทียนเหอแพร่สะพัดไปทั่ว
กวาดล้างผู้เห็นต่าง ก่อคดีฆ่าล้างตระกูล เพียงวันเดียวกวาดล้างผู้ดูแลทั้งแปดของหอพิรุณทองจนเหี้ยน
หลายคนถึงกับหวาดผวาในความอำมหิตของหลิงเทียนเหอ
ไม่มีใครรู้เลยว่าทำไมจู่ๆ หลิงเทียนเหอถึงทำแบบนี้
ระหว่างที่ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองชิ่ง ซูเฉินก็กลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซูแล้ว
ลุงฝูผู้เป็นพ่อบ้านกำลังยืนรอซูเฉินอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อเห็นซูเฉินลงมาจากรถม้าเขาก็รีบเข้าไปหาทันที
"นายน้อย ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ!"
น้ำเสียงแฝงไปด้วยความห่วงใย
"ไม่เป็นไร ฉันก็แค่ไปขลุกอยู่ที่หอพิรุณทองทั้งวัน ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเสียหน่อย"
ซูเฉินเดินตามลุงฝูผู้เป็นพ่อบ้านเข้าไปในคฤหาสน์
เมื่อเห็นว่ารอบด้านไม่มีคน ลุงฝูก็เอ่ยปากขึ้น "นายน้อย วันนี้ท่านรองประมุขหลิงกำจัดผู้ดูแลไปถึงแปดคนรวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย เรียกได้ว่าเลือดนองเป็นสายน้ำเลยล่ะขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของลุงฝู ซูเฉินก็แกล้งทำหน้าตกตะลึง
"ท่านรองประมุขหลิงลงมือแล้วงั้นหรือ แถมยังฆ่าผู้ดูแลไปตั้งแปดคน เขาคิดจะทำอะไรกันแน่"
ซูเฉินขมวดคิ้วขณะที่พูด
ก่อนจะทอดถอนใจแล้วเอ่ย "ถึงตอนนี้ฉันจะเป็นประมุขหอพิรุณทอง แต่ฉันก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเลย"
"เรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนเถอะ ไปเตรียมอาหารมาให้ฉันหน่อย กินเสร็จฉันจะเข้าไปฝึกฝนในห้องลับสักพัก!"
ซูเฉินคิดจะฝึกฝนลมปราณเหมันต์น้ำแข็งลึกลับ
เพื่อดูว่าจะเข้ากับแขนกิเลนน้ำแข็งของเขาได้ดีแค่ไหน
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเฉิน แววตาของลุงฝูก็หม่นหมองลง ที่เขาบอกเรื่องนี้ให้ซูเฉินฟัง ความจริงแล้วก็แค่อยากให้ซูเฉินรับรู้เอาไว้เท่านั้น
เวลาผ่านไปไม่นาน
ทั้งสองคนก็มาถึงห้องอาหาร
ห้องอาหาร
การตกแต่งภายในค่อนข้างเรียบง่าย มีโต๊ะอาหารสไตล์โบราณหนึ่งตัวและเก้าอี้ไม้ไม่กี่ตัว
ทว่าในเวลานี้กลับมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว
ข้างกายคนผู้นั้นยังมีสาวใช้อีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
นั่นก็คือช่างกวนจื่ออวิ๋นแม่รองของซูเฉินและเสี่ยวหลานผู้เป็นสาวใช้
"ทำไมวันนี้พวกนางถึงมากินข้าวที่นี่ล่ะ"
ซูเฉินคิดในใจอย่างประหลาดใจ
เขาอดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปทางช่างกวนจื่ออวิ๋น ในความทรงจำของเขาแทบจะไม่มีความประทับใจใดๆ ต่อแม่รองคนนี้เลย
นางเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลซูหลังจากที่เขาเข้าไปเป็นศิษย์สำนักขุนเขาสายน้ำแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะเคยเจอช่างกวนจื่ออวิ๋นแค่ครั้งเดียวในงานศพของซูเมิ่งไป๋
"คารวะแม่รอง!"
ซูเฉินโค้งตัวทำความเคารพเล็กน้อย
เรื่องมารยาทที่ควรทำในที่แจ้ง ซูเฉินก็ยังต้องรักษามันเอาไว้
"นั่งสิ!"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยปาก
ซูเฉินเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม สาวใช้คนอื่นที่ยืนอยู่ในห้องก็รีบยกอาหารมาให้ซูเฉินทันที
ช่างกวนจื่ออวิ๋นไม่พูดอะไร นางหยิบชามและตะเกียบขึ้นมา
"ได้ยินมาว่าช่วงนี้เธอเอาแต่ฝึกฝนสินะ ระดับพลังของเธออยู่ขั้นก่อตั้งระดับสูงสุดแล้ว นี่คือยาลูกกลอนเฉินหยวนหนึ่งขวดที่พ่อของเธอเตรียมไว้ให้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ข้างในมียาสิบเม็ด เดิมทีเขาตั้งใจจะมอบให้ตอนที่เธอกลับมา แต่ยังไม่ทันได้มอบให้ก็ถูกลอบสังหารเสียก่อน"
"ฉันเก็บรักษามันเอาไว้ตลอด ตอนนี้ฉันขอมอบให้เธอแทนเขาก็แล้วกัน"
ผ่านไประยะหนึ่ง ช่างกวนจื่ออวิ๋นเห็นว่าซูเฉินวางชามและตะเกียบลงแล้ว
นางจึงวางชามและตะเกียบในมือลงบ้าง ก่อนจะล้วงขวดหยกออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ซูเฉิน
นิ้วมือที่ยื่นออกมานั้นเรียวยาวราวกับหยก
"ขอบคุณมากครับแม่รอง"
ซูเฉินรีบลุกขึ้นรับขวดหยกมา ใบหน้าเผยความตื่นเต้นดีใจออกมา
ทว่าในใจกลับลอบคิด "ยาพวกนี้ไม่น่าจะใช่ของที่ซูเมิ่งไป๋หามาได้หรอก คงจะเป็นของช่างกวนจื่ออวิ๋นเองมากกว่า"
"นางกำลังช่วยให้ฉันทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิด เพื่อให้ฉันเอาไปรับมือกับหลิงเทียนเหองั้นหรือ"
วันนี้หลิงเทียนเหอลงมือกวาดล้างผู้ดูแลไปถึงแปดคน
คงทำให้ช่างกวนจื่ออวิ๋นคนนี้รู้สึกถูกคุกคามแล้วสิ
ยาลูกกลอนเฉินหยวนเป็นยาวิเศษที่ดีที่สุดในการทะลวงคอขวดจากขั้นก่อตั้งไปสู่ขั้นก่อกำเนิด หาได้ยากยิ่ง
สาเหตุหลักก็คือยานี้ใช้สำหรับทะลวงคอขวดขั้นก่อกำเนิดโดยเฉพาะ การหลอมสกัดนั้นยากลำบากมาก มันจึงล้ำค่ายิ่งกว่ายาลูกกลอนที่ช่วยเพิ่มพลังลมปราณขั้นก่อกำเนิดเสียอีก
ช่างกวนจื่ออวิ๋นคนนี้กลับหยิบออกมาให้รวดเดียวถึงหนึ่งขวด เห็นได้ชัดว่าฐานะของนางต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
คนระดับนี้ทำไมถึงยอมมาแต่งเป็นภรรยารองของซูเมิ่งไป๋ได้นะ
คงต้องสืบประวัติให้ละเอียดเสียแล้ว
ซูเฉินแกล้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจพร้อมกับเก็บของใส่ลงในอกเสื้อ
จากนั้นก็หันไปพูดกับช่างกวนจื่ออวิ๋น "แม่รอง ฉันอิ่มแล้วล่ะ ขอตัวไปฝึกฝนในห้องลับก่อนนะ ถ้ามีธุระอะไรก็ให้ลุงฝูไปรอฉันที่หน้าห้องลับก็แล้วกัน"
ซูเฉินลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปาก
ช่างกวนจื่ออวิ๋นพยักหน้ารับ "ไปเถอะ วิถีแห่งการฝึกยุทธ์ก็เหมือนการข้ามภูเขาข้ามทะเลทราย หากไม่ก้าวไปข้างหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง หวังว่าเธอจะทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดได้ในเร็ววันนะ"
ซูเฉินพยักหน้ารับ
ซูเฉินอย่างเขาคือผู้เล่นสายเปิดโปร ขั้นก่อกำเนิดน่ะเขาทะลวงผ่านไปตั้งนานแล้ว
เขาโค้งตัวทำความเคารพเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้องอาหาร มุ่งหน้าไปยังห้องลับสำหรับฝึกฝน
ลุงฝูเองก็เดินตามซูเฉินออกไปเช่นกัน
ที่หน้าห้องลับ
ซูเฉินหันไปสั่งลุงฝู "ลุงฝู ในห้องลับต้องเพิ่มของบางอย่างหน่อย ลุงตามฉันเข้ามาข้างในที"
ลุงฝูไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเดินตามซูเฉินเข้าไปในห้องลับ
ทันทีที่เข้าไปในห้องลับ ลุงฝูกก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับลงมาบนร่างอย่างกะทันหัน
จิตใจของเขาคล้ายกับถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับจนสติเลื่อนลอย
ส่วนซูเฉินก็เรียกอักขระยันต์ทาสออกมาไว้ในมืออีกครั้ง แล้วประทับมันลงในห้วงสมองของลุงฝูโดยตรง
ผลลัพธ์ออกมาดีเยี่ยม
เขาสามารถควบคุมลุงฝูเป็นทาสได้สำเร็จในครั้งเดียวเหมือนเคย
สาเหตุหลักก็เพราะระดับพลังของลุงฝูอยู่แค่ขั้นก่อตั้งระดับสูงสุด ยังไม่บรรลุขั้นก่อกำเนิดนั่นเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลุงฝูก็ได้สติกลับคืนมา เขามองซูเฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"คิดไม่ถึงเลยว่านายน้อยจะมีวิชาแบบนี้ ความกังวลของผู้น้อยก่อนหน้านี้ช่างเปล่าประโยชน์จริงๆ!"
ลุงฝูเอ่ยปาก
เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกระวนกระวายใจเลยสักนิดที่ถูกซูเฉินควบคุมไว้เป็นทาส
เพราะเดิมทีเขาก็จงรักภักดีต่อซูเมิ่งไป๋และซูเฉินอยู่แล้ว
"เล่าเรื่องแม่รองช่างกวนจื่ออวิ๋นให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่านางเป็นใครกันแน่"
ซูเฉินเอ่ยถาม
"นายน้อย ฐานะของฮูหยินรอง ผู้น้อยก็เพิ่งมารู้หลังจากที่นายท่านเสียชีวิตไปแล้วขอรับ นางคือหนึ่งในสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิจันทร์เหมันต์ มีนามว่าจื่อหานเยว่"
"ความจริงแล้วนางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนายท่านเลย การที่นางเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลซูก็น่าจะมีข้อตกลงอะไรบางอย่างกับนายท่านขอรับ"
"ส่วนรายละเอียดลึกๆ ผู้น้อยเองก็ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ"
ลุงฝูอธิบาย
"ลัทธิจันทร์เหมันต์ จื่อหานเยว่งั้นหรือ"
ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลัทธิจันทร์เหมันต์ไม่เหมือนกับขุมกำลังอื่น พวกเขาเป็นหนึ่งในลัทธิที่ถูกทางการราชวงศ์โจวหมายหัว เล่าลือกันว่าลัทธินี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยองค์หญิงผู้รอดชีวิตจากราชวงศ์ฉู่ซึ่งเป็นราชวงศ์ก่อนหน้าของมหาโจว
[จบแล้ว]