- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 4 - มีคนนั่งไม่ติด ซูเฉินเตรียมลงมือ
บทที่ 4 - มีคนนั่งไม่ติด ซูเฉินเตรียมลงมือ
บทที่ 4 - มีคนนั่งไม่ติด ซูเฉินเตรียมลงมือ
บทที่ 4 - มีคนนั่งไม่ติด ซูเฉินเตรียมลงมือ
◉◉◉◉◉
ในเวลานี้
ณ ลานบ้านด้านหลังของหอวสันต์หยก
น้ากุ้ยผู้เป็นแม่เล้าเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องที่เงียบสงบห้องหนึ่ง นางยืนรออย่างนอบน้อม
"เข้ามาสิ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่ด้านหน้าอย่างนั้นหรือ"
ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมกับเสียงหวานใสไพเราะของหญิงสาวดังขึ้น
"เรียนฮูหยิน ประมุขคนใหม่ของหอพิรุณทองที่ชื่อซูเฉินมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ แถมยังเจาะจงเรียกฉินหลานดาวเด่นดวงใหม่ของเราด้วย บ่าวชราไม่อาจปฏิเสธได้เลยเจ้าค่ะ!"
"บ่าวเกรงว่าจะกระทบต่อแผนการของฮูหยิน จึงต้องรีบมาเรียนให้ทราบเจ้าค่ะ"
ขณะที่พูด น้ากุ้ยก็เดินเข้าไปในห้อง
ภายในห้องดูเงียบสงบมาก
ควันธูปหอมลอยอวลไปทั่ว นางเดินเข้าไปแล้วก็ยืนค้อมตัวอยู่กับที่
"ซูเฉิน... ซูเฉินคนที่ถูกพวกหลิงเทียนเหอดันขึ้นไปเป็นแพะรับบาปน่ะหรือ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาที่หอวสันต์หยกในเวลาแบบนี้!"
"หรือว่าเขารู้ตัวแล้วว่าชีวิตตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย หรืออาจจะรู้ตัวว่าคงเป็นประมุขหอพิรุณทองได้อีกไม่นาน เลยมาหาความสำราญที่นี่ เพื่อแสดงให้คนนอกเห็นว่าเขาเป็นแค่ลูกคุณหนูเสเพล จะได้ทำให้คนอื่นลดความระแวงและไว้ชีวิตเขาอย่างนั้นหรือ"
เสียงนั้นยังคงดังมาอย่างต่อเนื่อง
ต้นเสียงมาจากด้านหลังม่านลูกปัด หลังม่านลูกปัดยังมีฉากกั้นอันงดงามที่บางเบาราวกับปีกจักจั่นอีกชั้นหนึ่ง
บนฉากกั้น
ปรากฏเงาสะท้อนของหญิงสาวผู้มีเรือนร่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวหันหลังให้ฉากกั้น นางกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ซึ่งไม่อาจทราบได้
"เรื่องนี้บ่าวชราก็มองไม่ออกเหมือนกันเจ้าค่ะ!"
น้ากุ้ยตอบกลับ
"จับตาดูต่อไป บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสของเราก็ได้"
"กิจการของหอพิรุณทองก็ถือว่าไม่เลว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักจันทน์ม่วงที่อยู่นอกด่านด้วย บางทีเราอาจจะอาศัยโอกาสนี้ผูกมิตรกับตำหนักจันทน์ม่วงได้"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าฮูหยินกล่าว
"บ่าวชราเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!"
น้ากุ้ยรับคำสั่ง
"อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าไปคัดเลือกเด็กใหม่จากกลุ่มตัวสำรองออกมาสักคน แล้วหาโอกาสส่งไปให้ตาเฒ่าเฉิงหยางด้วย"
"จะได้ป้องกันไม่ให้ตาเฒ่านั่นมาหาเรื่องพวกเรา"
ฮูหยินกล่าวเสริม
เฉิงหยางคือเจ้าเมืองชิ่งคนปัจจุบัน เป็นผู้ปกครองเมืองที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์โจว
"เจ้าค่ะ! ถ้าเช่นนั้นบ่าวชราขอตัวก่อนนะเจ้าคะ!"
น้ากุ้ยพูดจบก็ค้อมตัวเดินถอยหลังออกจากห้องไป
หลังจากน้ากุ้ยจากไป หญิงสาวที่อยู่หลังฉากกั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
นางเดินออกมาจากหลังฉากกั้น
หญิงสาวอายุราวสามสิบปี รูปร่างเย้ายวนใจ ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาววัยเติบโตเต็มที่ นอกเหนือจากกลิ่นอายแล้ว นางยังมีใบหน้าที่ชวนให้ผู้พบเห็นเกิดจินตนาการไปได้มากมายเพียงแค่ปรายตามอง
"ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนฆ่าซูเมิ่งไป๋ ซูเมิ่งไป๋คนนี้มีความเกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้นแห่งตำหนักจันทน์ม่วงเชียวนะ!"
"การที่หอพิรุณทองกลายมาเป็นหนึ่งในห้าขุมกำลังใหญ่ของเมืองชิ่งได้ ก็เพราะมีท่านผู้นั้นคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง"
"คนที่ฆ่าเขา เจาะจงเป้าหมายไปที่เขา หรือมุ่งเป้าไปที่ตำหนักจันทน์ม่วงกันแน่"
"แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสของเราเหมือนกัน"
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานบ้านด้านหลัง
ซูเฉินไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
ภายในม่านมุ้งสีชมพู
ซูเฉินลืมตาขึ้น เขามองดูร่างอรชรที่นอนอยู่ข้างเตียงด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
เขามองดูท้องฟ้าด้านนอก
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
"คุณชาย เวลานี้ดึกแล้ว พวกเรามาต่อกันเถอะเจ้าค่ะ!"
ฉินหลานที่อยู่ข้างกายเขาเอ่ยปากขึ้น
แม้ฉินหลานจะเพิ่งรับแขกเป็นครั้งแรก แต่หอวสันต์หยกเป็นสถานที่แบบไหนกันล่ะ นางได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องต่างๆ มาเป็นอย่างดี ลีลาจึงถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
"เอาสิ ยังไงกลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว พวกเรามาต่อกันเถอะ!"
ซูเฉินคว้าตัวฉินหลานเข้ามากอดพร้อมกับหัวเราะ
ตอนนี้เขายังไม่อยากกลับไป กลับไปแล้วจะได้อะไร เขาต้องรอต่างหาก
รอเพื่อดูว่าจะมีใครลงมือ หรือจะมีใครเผยพิรุธออกมาหรือไม่
ซูเฉินไม่ได้ออกจากหอวสันต์หยกเลยเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน ราวกับว่าเขาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เสียแล้ว
ทางหอวสันต์หยกเองก็ดูเหมือนจะรู้ใจซูเฉิน
พวกเขาให้ฉินหลานรับรองเพียงแค่ซูเฉินคนเดียวเท่านั้น
จวนตระกูลหลิง
คฤหาสน์ของหลิงเทียนเหอ
ในเวลานี้ภายในคฤหาสน์ของเขายังมีคนอยู่อีกสามคน เป็นชายชราสองคนและชายวัยกลางคนอีกหนึ่งคน
พวกเขาทั้งหมดคือผู้ดูแลกิจการของหอพิรุณทอง
"ท่านรองประมุข ไอ้เด็กซูเฉินนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ หลายวันมานี้มันขลุกอยู่แต่ในหอวสันต์หยกไม่ยอมออกมาเลย นี่มันทำลายชื่อเสียงของหอพิรุณทองเราชัดๆ"
ชายชราคนหนึ่งเอ่ยปากด้วยความโกรธ
"ท่านรองประมุข ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว พวกนั้นก็ยังไม่ลงมือ พวกเราน่าจะหาโอกาสฆ่าซูเฉินได้แล้วนะขอรับ!"
ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
หลิงเทียนเหอส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น "จะรีบร้อนไปทำไม นี่เพิ่งจะผ่านไปกี่วันเอง แต่ซูเฉินนี่ก็ถือว่ามีความฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง ที่รู้จักหนีไปกบดานอยู่ในหอวสันต์หยก"
"นี่เป็นการประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นแค่คนที่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับการบริหารหอพิรุณทอง"
"ข้าประเมินซูเฉินต่ำไปจริงๆ"
ขณะที่หลิงเทียนเหอพูด แววตาของเขาก็แฝงไปด้วยความเย็นชา
แผนการก่อนหน้านี้คือการดันให้ซูเฉินขึ้นเป็นประมุขหอพิรุณทอง
เพื่อรอดูท่าทีของคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าซูเฉินจะหนีไปหลบอยู่ในหอวสันต์หยก
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ มือขวาเคาะโต๊ะด้านข้างเป็นจังหวะ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ผู้อาวุโสเจียง ท่านไปที่หอวสันต์หยกสักหน่อย บอกไปว่าหอพิรุณทองมีธุระสำคัญที่ต้องการให้ประมุขกลับมาจัดการ"
"ถ้าเขายังมัวหลงใหลแม่นางฉินหลานแห่งหอวสันต์หยกอยู่ล่ะก็ ท่านก็ไถ่ตัวนางแล้วพากลับมาพร้อมกันเลย!"
"อย่าปล่อยให้เขามีข้ออ้างบ่ายเบี่ยงได้เด็ดขาด!"
"ถ้าเขากลับมาจัดการธุระของหอพิรุณทองแล้ว อีกฝ่ายยังไม่ยอมลงมือ นั่นก็คือเวลาที่เราต้องจัดการเขาเสียเอง"
จิตสังหารวาบผ่านดวงตาของหลิงเทียนเหอ
"ขอรับ!"
ชายชราที่พูดก่อนหน้านี้รับคำ
"ท่านรองประมุข แล้วคนในหอพวกนั้นล่ะขอรับ ยังมีบางคนที่ภักดีต่อซูเมิ่งไป๋อยู่ ข้าเกรงว่าถึงเวลาแล้วพวกเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยซูเฉิน"
"เรื่องนั้นไม่ต้องถึงมือเราหรอก รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน ข้าจะติดต่อหอสุขาวดี ถึงตอนนั้นพอพวกเขาออกโรง คนพวกนั้นก็ไม่มีทางรอดชีวิตข้ามคืนไปได้หรอก!"
หลิงเทียนเหอเอ่ยปาก
"หอสุขาวดี องค์กรนักฆ่าที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลหลิ่งหนาน ได้ยินมาว่าพวกเขาเคยสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมจิตระดับปลายมาแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงเทียนเหอ แววตาของคนทั้งสามในห้องก็เป็นประกายขึ้นมา
ชื่อเสียงของหอสุขาวดีโด่งดังที่สุดในมณฑลหลิ่งหนาน
การจัดการคนพวกนั้นคงเป็นเรื่องง่ายดายมาก
"หอสุขาวดีไม่ได้เป็นแค่องค์กรนักฆ่าที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลหลิ่งหนานเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์กรนักฆ่าอันดับสองของเก้ามณฑลแดนเหนือ เป็นรองเพียงแค่จวนอสูรพรายเท่านั้น"
"เรื่องนี้พวกท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ไปเชิญประมุขซูเฉินของเรากลับมาก่อนเถอะ"
หลิงเทียนเหอกล่าว
"ขอรับ!" ทั้งสามคนโค้งคำนับหลิงเทียนเหอแล้วรีบเดินออกไป
หลังจากทั้งสามคนจากไป
หลิงเทียนเหอก็พึมพำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ซูเฉิน แกอย่ามาโทษอาคนนี้เลยนะ ปัญหาคือข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อของแกไปล่วงเกินใครเข้า เลยต้องยืมชีวิตของแกมาหยั่งเชิงดูเท่านั้น!"
อีกด้านหนึ่ง
คฤหาสน์ตระกูลซู
ภายในเรือนหลังเล็กที่ลานบ้านด้านหลัง
"คุณหนู ตั้งแต่ซูเฉินรับตำแหน่งประมุขหอก็ขลุกอยู่แต่ในหอวสันต์หยกไม่ยอมออกมาเลยเจ้าค่ะ!"
"ช่างทำลายชื่อเสียงของหอพิรุณทองเสียจริงๆ"
เสี่ยวหลานที่อยู่ข้างกายช่างกวนจื่ออวิ๋นพูดด้วยความโมโห
ทว่าช่างกวนจื่ออวิ๋นที่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางยังคงมีท่าทีสงบเยือกเย็น
"เจ้าดูถูกซูเฉินเกินไปแล้ว ถ้าเขาไม่หมกตัวอยู่ที่นั่น ป่านนี้คงเกิดเรื่องไปแล้วล่ะ!"
"แต่ทริคนี้ของซูเฉินก็เป็นแค่ลูกไม้ตื้นๆ มีคนไม่อยากให้เขาซ่อนตัวอยู่ที่นั่นตลอดไปหรอก!"
"ข้าอยากจะรอดูเหมือนกันว่าเจ้าจะมีความสามารถทำลายกระดานนี้ได้ไหม!"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นเอ่ยเสียงเบา
ในขณะเดียวกันที่หอวสันต์หยก ภายในห้องส่วนตัว
ซูเฉินนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ยาว เขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง
ผ่านมาหลายวันติดกันแล้ว
ตอนนี้คนข้างนอกกำลังเตรียมลงมือ ซูเฉินอย่างเขาก็ต้องลงมือแล้วเหมือนกัน
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้
แม้เขาจะขลุกอยู่แต่ในหอวสันต์หยก แต่ในหัวก็คอยปะติดปะต่อเรื่องราวและความสัมพันธ์ต่างๆ ไปด้วย
คนบางส่วนที่สนิทสนมกับหลิงเทียนเหอ
เขาต้องลงมือฆ่าใครบางคน เพื่อดูความเคลื่อนไหวของหลิงเทียนเหอ
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงต้องลงมือเองนั้น ในเมื่อมาเกิดในยุคของยุทธภพแล้ว เขาก็ต้องผ่านการล้างบาปด้วยเลือดบ้าง
อีกอย่างก็คือมียอดฝีมือคอยคุ้มครองอยู่ ความปลอดภัยจึงไม่ต้องเป็นห่วงเลย
[จบแล้ว]