เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 รางวัลพิเศษ

บทที่ 39 รางวัลพิเศษ

บทที่ 39 รางวัลพิเศษ


บทที่ 39 รางวัลพิเศษ

"ศิษย์น้องเย่ ไม่สิ ไม่สิ ตอนนี้ข้าควรเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่เย่แล้ว มาเถิด ข้าจะคำนวณให้เจ้าดู นอกเหนือจากส่วนที่ต้องจ่ายออกไปแล้ว พวกเราทำกำไรได้ทั้งหมดหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึง หากแบ่งคนละครึ่ง เจ้าและข้าก็จะได้คนละ..."

"ช้าก่อน เจ้าคืนส่วนที่ข้าลงเดิมพันไปให้ข้าก่อน แล้วพวกเราค่อยมาคุยเรื่องส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งนั่นทีหลัง"

เมื่อเห็นเย่เจินมองแผนการเล็กๆ ของตนออก จินหยวนเป่าก็รีบตบหน้าผากตนเองดังฉาด

"ไอหยา ดูข้าสิ เหตุใดข้าจึงลืมส่วนของเจ้าไปได้เล่า จุ๊ๆ แทงหนึ่งจ่ายสิบ ส่วนของเจ้าคือก้อนใหญ่เลยเชียวนะ พอหักลบกันแล้ว กำไรสุทธิในครั้งนี้คงหดหายไปมิใช่น้อย"

จินหยวนเป่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับว่ามันลืมเรื่องนี้ไปจริงๆ พูดปดหน้าตาย ใบหน้าอ้วนท้วนนั้นไม่ปรากฏรอยแดงเขินอายเลยแม้แต่น้อย

ในรอบที่เย่เจินประลองกับหม่าฮว่าน เย่เจินลงเดิมพันด้วยโอสถชำระกระดูกสองเม็ดและแต้มผลงานสำนักห้าสิบแต้ม นอกเหนือจากการคืนทุนแล้ว เย่เจินยังได้กำไรมาอีกสองพันห้าร้อยตำลึง

ทั้งหมดนี้ เย่เจินทุ่มลงเดิมพันในรอบที่ประลองกับหงเป้าจนหมดสิ้น หากคำนวณดูแล้ว มูลค่ารวมที่เย่เจินลงเดิมพันไป ก็สูงถึงห้าพันตำลึง

ทว่าในการประลองระหว่างเย่เจินและหงเป้า อัตราต่อรองคือแทงหนึ่งจ่ายสิบ

เมื่อคิดคำนวณดู จินหยวนเป่าก็ต้องจ่ายเงินก้อนโตถึงห้าหมื่นตำลึงให้กับเย่เจิน การจ่ายเงินครั้งนี้ทำเอามุมปากของจินหยวนเป่าเริ่มกระตุก เพราะกำไรสุทธิจากวงพนันครั้งนี้มีเพียงหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึงเศษเท่านั้น

การจ่ายเงินครั้งนี้ ทำให้รายได้สุทธิหายไปครึ่งหนึ่งเพื่อนำมาจ่ายให้เย่เจิน และเท่านั้นยังไม่พอ ในกำไรสุทธิที่เหลืออยู่ ยังต้องแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับเย่เจินตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ด้วย

ทว่า ในตอนลงเดิมพัน บรรดาศิษย์สายนอกต่างนำสิ่งของมาลงเดิมพันอย่างหลากหลาย มีทั้งเงิน โอสถ หรือแม้กระทั่งแต้มผลงานสำนักโดยตรง ดังนั้นการชำระบัญชีในเวลานี้ จึงเป็นเรื่องยุ่งยากยิ่งนัก

จินหยวนเป่ากลับผลักเงินเดิมพันทั้งหมดไปตรงหน้าเย่เจินอย่างใจป้ำ

"ศิษย์พี่เย่ เจ้าเลือกเอาตามสบายเถิด เลือกเอาของที่มีมูลค่าถึงแปดหมื่นตำลึงก็พอ อย่างไรเสียของที่นำมาลงเดิมพันได้ล้วนเป็นของมีค่า ของจุกจิกเหล่านั้น มอบหมายให้ข้าจัดการเองเถิด"

"หยวนเป่าเอ๋ย เจ้าเปิดวงพนันให้ข้า ข้าก็เป็นม้ามืดให้เจ้า เจ้าว่าด้วยความรู้ใจกันโดยธรรมชาติของพวกเราสองคน การเรียก 'ศิษย์พี่เย่' มันดูห่างเหินเกินไปหรือไม่"

ท่าทีของจินหยวนเป่าทำให้เย่เจินรู้สึกประทับใจ เพียงคำมั่นสัญญาด้วยปากเปล่า เงินก้อนโตหลายหมื่นตำลึงก็ยอมจ่ายให้โดยไม่อิดออด ซ้ำยังให้เขาสิทธิ์เลือกก่อน ความใจกว้างเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมีได้ เย่เจินจึงเกิดความคิดอยากจะผูกมิตรด้วย แม้จินหยวนเป่าผู้นี้จะมีนิสัยพ่อค้าหน้าเลือดอยู่บ้างก็ตาม

"จริงหรือ เรียกเจ้าว่าเหล่าเย่ได้หรือไม่ แม้พวกเราจะยังเป็นคนหนุ่ม แต่ข้าก็ชอบเรียกเพื่อนว่าเหล่าโน่นเหล่านี่ มันเรียกได้เต็มปากเต็มคำดีนัก"

"ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้ ขอเพียงเจ้าอย่าไปเรียกข้าว่าเหล่าเย่ต่อหน้าบิดาข้าก็พอ เหล่าจิน"

"เหล่าเย่"

เมื่อสบตากัน เด็กหนุ่มทั้งสองก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นโดยมีเงินหลายแสนตำลึงวางคั่นกลาง ในแววตาของจินหยวนเป่ายิ่งทอประกายแปลกประหลาดออกมา

"เหล่าเย่ ตอนนี้พวกเราเป็นพี่น้องกันแล้วใช่หรือไม่ เงินสามหมื่นตำลึงที่เจ้าจะแบ่งไป เจ้าก็ไม่ต้องเอาแล้วกระมัง หรือไม่ เงินพวกนี้ พวกเราก็แบ่งกันคนละครึ่งดีหรือไม่"

เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น จินหยวนเป่าก็ขยิบตาหลิ่วตาได้คืบจะเอาศอกทันที

"ไสหัวไปเลย พี่น้องร่วมสายโลหิต บัญชีหนี้สินก็ยังต้องคิดให้ชัดเจน"

เย่เจินโบกมือไล่ ก่อนจะลงมือเลือกของที่ตนต้องการจากกองเงินเดิมพันอย่างไม่เกรงใจ อย่างไรเสียของที่เหลือหากมีมูลค่า พ่อค้าคนกลางอย่างจินหยวนเป่าย่อมจัดการได้ทั้งหมด

"ยาโอสถควบรวมแก่นแท้สองขวดนี้ เป็นของข้าทั้งหมด"

"เหล่าเย่ ใจเจ้าดำเกินไปแล้ว ยาโอสถควบรวมแก่นแท้ไม่เหลือให้ข้าสักเม็ดเดียวเลยหรือ"

จินหยวนเป่ากลอกตามองบน

"เหล่าจิน เจ้าอย่าบอกนะว่าเจ้าไม่มีช่องทางหาโอสถควบรวมแก่นแท้น่ะ"

"ฮี่ฮี่ ยอดเขาหลวนอวิ๋นที่พักของศิษย์สายใน ข้าก็ไปบ่อยเหมือนกัน"

จินหยวนเป่าตอบด้วยความภาคภูมิใจ

เย่เจินกลอกตาวงใหญ่ใส่จินหยวนเป่า เขาจับจ้องไปยังกองเงินเดิมพันบนโต๊ะพลางครุ่นคิด

"โอสถโลหิตห้าขวดนี้ กับโอสถชำระกระดูกอีกสิบเม็ด ข้าขอก็แล้วกัน แล้วก็..."

"เหล่าเย่ เจ้าบรรลุถึงขั้นฝึกโลหิตระดับห้าขั้นสูงสุดแล้วไม่ใช่หรือ ยังจะเอาโอสถโลหิตกับโอสถชำระกระดูกไปทำไมอีก ของพวกนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์กับเจ้าแล้วกระมัง"

จินหยวนเป่าเอ่ยถาม

"ข้าน่ะ เตรียมจะกลับบ้านสักรอบ บิดามารดาของข้าเหน็ดเหนื่อยเพื่อข้ามานานหลายปี ถึงเวลาที่ข้าควรจะแสดงความกตัญญูต่อพวกท่านบ้างแล้ว"

เย่เจินตอบ

"สมควร สมควรอย่างยิ่ง โอสถชำระกระดูกนี้ ต่อให้คนธรรมดากินเข้าไป ก็สามารถยืดอายุขัย ขจัดโรคภัยและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายได้"

เมื่อเอ่ยถึงบิดามารดา สีหน้าของจินหยวนเป่าก็สลดลงวูบหนึ่ง ทว่าเย่เจินไม่ได้สังเกตเห็น

"ส่วนที่เหลือ ข้าขอรับเงินสองหมื่นตำลึง กับแต้มผลงานสำนักอีกสองพันแต้ม ถือเป็นอันครบถ้วน"

เมื่อเห็นเย่เจินเลือกเสร็จแล้ว จินหยวนเป่าก็ตวัดแขนรวบกอดสมบัติที่เหลือบนโต๊ะจนหายวับไปกับตา ก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างเบิกบานใจพลางกล่าว

"มีสมบัติเหล่านี้ การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ของข้า ก็คงอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว"

เย่เจินจับจ้องจินหยวนเป่าด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"เหล่าจิน เจ้ามีของวิเศษเก็บของด้วยหรือ ของพรรค์นั้น ได้ยินมาว่าต้องใช้แต้มผลงานสำนักตั้งหมื่นแต้มเพื่อแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือ เจ้ารวยเกินไปแล้วกระมัง"

"เหลวไหล เจ้าดูระดับพลังของข้าสิ ข้ามีคุณสมบัติพอจะเอาทรัพยากรมากมายขนาดนั้นไปแลกของพรรค์นั้นหรือ นี่เป็นของมีตำหนิที่ข้าไปกว้านซื้อมาจากศิษย์สืบทอดที่เรียนวิชาหลอมสร้างบนยอดเขาหลัก มีพื้นที่เก็บของแค่ครึ่งฟาง ข้าจ่ายไปเท่านี้"

จินหยวนเป่ายกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วให้เย่เจินดู

"หนึ่งพันหรือ"

"บ้าหรือ หากเจ้าเสนอราคาหนึ่งพัน ระวังเขาจะเอาของฟาดหัวเจ้าตาย หมื่นตำลึง เงินหนึ่งหมื่นตำลึง นี่ขนาดว่าข้าเคยช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ เขามาบ้างแล้วนะ"

จินหยวนเป่าอธิบาย

"เงินหนึ่งหมื่นตำลึง พื้นที่ครึ่งฟาง ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่ เหล่าจินเอ๋ย หากมีโอกาสก็หาให้ข้าสักชิ้นสิ"

เย่เจินกล่าว

"ไม่มีปัญหา ในเมื่อเหล่าเย่เอ่ยปาก ข้าต้องหาทางจัดหามาให้เจ้าจนได้นั่นแหละ"

ในจังหวะที่เย่เจินกล่าวลาเตรียมตัวจะกลับ จินหยวนเป่าก็ดึงตัวเย่เจินเอาไว้ เมื่อกวาดสายตามองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแล้ว มันก็ลดเสียงลงและเอ่ยกับเย่เจิน

"เหล่าเย่ วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ดูเหมือนจะให้ความสนใจในตัวเจ้าเป็นพิเศษนะ"

"หมายความว่าอย่างไร"

"ไม่รู้สิ อย่างไรเสียเขาก็ตั้งใจสืบหาข่าวคราวของเจ้า โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้าเพิ่งเป็นศิษย์รับใช้เมื่อสี่เดือนก่อน ทำให้เขาสนใจใคร่รู้เป็นอย่างมาก เขายังตั้งใจซักไซ้ด้วยว่า เมื่อก่อนเจ้าอยู่ที่ยอดเขารับใช้ลูกใด"

จินหยวนเป่าเล่าให้ฟัง

คิ้วของเย่เจินขมวดเข้าหากันทันที

"เขาสืบเรื่องนี้ไปทำไม"

"ไม่รู้สิ"

จินหยวนเป่าผายมือ

"ข้าเองก็แค่รู้สึกแปลกๆ จึงเตือนเจ้าเอาไว้ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ เป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก แต่ก็อาจจะเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นก็ได้ บางที เขาอาจจะคิดว่าเจ้าผู้รั้งอันดับสองคนใหม่แห่งทำเนียบดิน อาจจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งของเขาก็เป็นได้"

"อาจจะเป็นเช่นนั้น"

หลังจากบอกลาจินหยวนเป่า เย่เจินก็เตรียมจะกลับไปตั้งสติทบทวนสักรอบ ผลเก็บเกี่ยวในวันนี้ยิ่งใหญ่นัก เขาจำเป็นต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ว่าจะนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างไรให้ระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ตลอดทาง บรรดาศิษย์สายนอกชุดดำที่บังเอิญพบเย่เจิน ต่างพากันหลีกทางและประสานมือคารวะ ปากก็พร่ำเรียกศิษย์พี่เย่ สีหน้าแฝงไปด้วยความยำเกรง ทำให้เย่เจินรู้สึกราวกับตัวลอยเบาหวิว

การเปลี่ยนแปลงอันดับในทำเนียบดิน ได้แพร่กระจายไปทั่วยอดเขาตงไหลในพริบตา

การประลองทั้งสองรอบในวันนี้ รอบหนึ่งเย่เจินสังหารหม่าฮว่าน อีกรอบหนึ่งอัดหงเป้าจนบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังมีข่าวลือแพร่สะพัดว่า หากไม่มีผู้ดูแลสำนักเข้าขัดขวาง แม้แต่อดีตอันดับสองแห่งทำเนียบดินอย่างหงเป้า ก็คงถูกเย่เจินปลิดชีพไปแล้ว

ข่าวลือนี้ ทำให้ชื่อเสียงอันดุดันของเย่เจินบนยอดเขาตงไหลพุ่งทะยาน ส่งผลให้ศิษย์สายนอกบางคนถึงกับพูดจาติดขัดเมื่อต้องกล่าวทักทายเย่เจิน

นี่คือโลกแห่งความแข็งแกร่งเป็นใหญ่ โลกที่ยกย่องผู้มีพลังอำนาจอย่างแท้จริง

เมื่อเย่เจินกลับมาถึงที่พัก เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ดูแลหลิวแห่งยอดเขาตงไหลกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตู ท่าทางเช่นนั้น ชัดเจนว่ากำลังรอเขาอยู่

ภารกิจสำนักประจำเดือนนี้ของข้า เสร็จสิ้นไปตั้งนานแล้วนี่ เย่เจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าไม่มีเรื่องใดตกหล่น จึงเดินเข้าไปทักทาย

"คารวะผู้ดูแลหลิว"

"ฮ่าฮ่าฮ่า เย่เจิน ยินดีด้วยนะ ยินดีด้วยที่เจ้าสามารถคว้าอันดับสองแห่งทำเนียบดินมาครองได้ในคราวเดียว"

เมื่อเห็นรอยยิ้มเบิกบานบนใบหน้าของผู้ดูแลหลิว ในตอนแรกเย่เจินยังรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจ เมื่อก่อนไม่ว่าจะพบผู้ดูแลหลิวผู้นี้เมื่อใด ก็มักจะเห็นแต่ใบหน้าเย็นชาประดุจคนตายอยู่เสมอ

บัดนี้ สถานะและตำแหน่งของตนเปลี่ยนไปแล้ว การปฏิบัติที่ได้รับย่อมต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา

"เย่เจิน ข้าเห็นเจ้าเพิ่งทะยานเข้าสู่ทำเนียบดินเป็นครั้งแรก ก็พุ่งพรวดมาถึงอันดับสอง เกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ถึงผลประโยชน์ของการคว้าอันดับสองแห่งทำเนียบดิน จึงตั้งใจมาบอกกล่าวให้เจ้าทราบ"

ผู้ดูแลหลิวอธิบาย

"รางวัลของสิบอันดับแรกแห่งทำเนียบดิน ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะสามารถเบิกโอสถโลหิตได้สี่เม็ดหรอกหรือ"

เย่เจินเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"ย่อมไม่ได้มีเพียงเท่านี้แน่นอน ศิษย์สายนอกหากฝ่าฟันเข้าสู่สามอันดับแรกแห่งทำเนียบดินได้ จะได้รับรางวัลพิเศษด้วย"

ผู้ดูแลหลิวกล่าว

"รางวัลพิเศษหรือ รางวัลพิเศษอันใดกัน"

ดวงตาของเย่เจินทอประกายวาบขึ้นในทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 รางวัลพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว