- หน้าแรก
- มุกมังกรมายา พลิกชะตาราชันยุทธ์
- บทที่ 18 - หากปรารถนาถามไถ่มรรคา ต้องหล่อหลอมความกล้าเสียก่อน
บทที่ 18 - หากปรารถนาถามไถ่มรรคา ต้องหล่อหลอมความกล้าเสียก่อน
บทที่ 18 - หากปรารถนาถามไถ่มรรคา ต้องหล่อหลอมความกล้าเสียก่อน
บทที่ 18 - หากปรารถนาถามไถ่มรรคา ต้องหล่อหลอมความกล้าเสียก่อน
"ให้เคล็ดวิชาระดับสูงกับเจ้างั้นหรือ ข้าไม่มีปัญญาหรอก เคล็ดวิชาที่ดีที่สุดของข้าก็แค่ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ ซึ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่าเคล็ดวิชาในหอคัมภีร์ชั้นหนึ่งสักเท่าไหร่
อีกอย่าง ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาของสำนักให้เจ้าด้วย กฎของสำนักฉีอวิ๋นเจ้าก็รู้ดี การลักลอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาของสำนัก โทษคือถูกทำลายวรยุทธ์และไล่ออกจากสำนัก"
ผู้ดูแลจ้าวราวกับอ่านใจเย่เจินออก ทำเอาเย่เจินหน้าแดงก่ำ ความผิดหวังฉายแวบขึ้นในดวงตาของเขา เย่เจินหลงคิดไปเองว่าผู้ดูแลจ้าวอาจจะมอบเคล็ดวิชาระดับสูงให้เขา แต่ดูเหมือนเขาจะคิดมากไปเอง กฎของสำนักก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
เคล็ดวิชาและวรยุทธ์ในดินแดนเจินเสวียนที่มีมาอย่างยาวนาน แบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ ระดับฟ้า ระดับดิน ระดับมนุษย์ และระดับปุถุชน แต่ละระดับก็แบ่งย่อยออกเป็นสามขั้น
อย่างเคล็ดวิชาโลหิตและหมัดราชันหมีแบกขุนเขาที่สำนักฉีอวิ๋นถ่ายทอดให้ศิษย์รับใช้ ล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับปุถุชนขั้นต่ำทั้งสิ้น ส่วนหอคัมภีร์ของสำนักฉีอวิ๋นมีทั้งหมดหกชั้น แต่ละชั้นก็เก็บรักษาเคล็ดวิชาระดับต่างๆ ลดหลั่นกันไป
ชั้นแรกส่วนใหญ่จะเป็นเคล็ดวิชาระดับปุถุชน มีตั้งแต่ขั้นต่ำไปจนถึงขั้นสูง ชั้นที่สองขึ้นไปส่วนใหญ่จะเป็นเคล็ดวิชาล้ำค่าระดับมนุษย์ไปจนถึงระดับดิน
ส่วนชั้นที่หกของหอคัมภีร์นั้น เป็นที่เก็บรักษาเคล็ดวิชาที่เป็นสมบัติประจำสำนักฉีอวิ๋น ว่ากันว่าบนชั้นที่หกมีเคล็ดวิชาระดับฟ้าที่หาได้ยากยิ่งเก็บไว้อยู่ มีเพียงกัวฉีจิงผู้เป็นเจ้าสำนักฉีอวิ๋นเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปได้
ตามปกติแล้ว ระดับเคล็ดวิชาสูงสุดที่ศิษย์สายนอกสามารถเรียนรู้ได้ก็คือระดับปุถุชนขั้นสูง ส่วนเคล็ดวิชาระดับมนุษย์นั้น สงวนไว้สำหรับศิษย์สายในเท่านั้น
แต่ก็อาจจะมีศิษย์สายนอกบางคนที่สร้างผลงานชิ้นใหญ่ให้แก่สำนัก ก็อาจจะได้รับรางวัลเป็นเคล็ดวิชาระดับมนุษย์เช่นกัน
"แต่ว่า แม้ข้าจะมอบเคล็ดวิชาให้เจ้าไม่ได้ ข้าก็สามารถมอบโอกาสให้เจ้าได้รับเคล็ดวิชาที่ดีกว่าได้นะ"
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเย่เจิน ผู้ดูแลจ้าวก็เปลี่ยนเรื่องพูดทันที
สีหน้าของเย่เจินเปลี่ยนจากผิดหวังเป็นยินดีทันที แต่ผู้ดูแลจ้าวก็พูดดักคอไว้ก่อน
"แต่เจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจไป ข้าก็แค่ชี้ทางให้เจ้าเท่านั้น จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้วล่ะ"
"ขอคำชี้แนะจากผู้ดูแลจ้าวด้วยขอรับ"
"หึ เย่เจิน ในสำนักฉีอวิ๋นของเรา มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่มีสิทธิ์กราบอาจารย์เป็นการส่วนตัว แม้ศิษย์สายนอกจะได้เข้าสู่ทำเนียบศิษย์แล้ว แต่เนื่องจากมีจำนวนมากเกินไป ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่จึงต้องไปเลือกเคล็ดวิชาจากสำนักแล้วนำมาฝึกฝนด้วยตัวเอง
แต่สำนักก็ไม่ได้ทอดทิ้งศิษย์สายนอกไปเสียทีเดียว ทางสำนักได้จัดเตรียมผู้ฝึกสอนประจำสำนักไว้ให้สิบคนสำหรับศิษย์สายนอกบนยอดเขาตงไหล เรื่องนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่เจินก็พยักหน้ารับ
"เย่เจิน แล้วเจ้าคิดว่าผู้ฝึกสอนทั้งสิบคนนี้มีหน้าที่อันใดบนยอดเขาตงไหล"
"ผู้ดูแลหลิวบอกว่า หากศิษย์สายนอกมีข้อสงสัยใดๆ ในการฝึกฝน ก็สามารถไปขอคำชี้แนะจากผู้ฝึกสอนประจำสำนักได้ขอรับ"
เย่เจินตอบด้วยความสงสัยเล็กน้อย
"แล้วเย่เจิน เจ้าคิดว่าผู้ฝึกสอนทั้งสิบคนนี้ทำหน้าที่คล้ายกับตำแหน่งใด"
"น่าจะคล้ายกับอาจารย์กระมังขอรับ"
เมื่อได้ยินคำตอบของเย่เจิน ผู้ดูแลจ้าวก็หันขวับมาทันที
"คล้ายกับอาจารย์งั้นหรือ งั้นเจ้าลองบอกข้ามาสิว่า พวกศิษย์สายนอกหน้าใหม่แบบพวกเจ้า มีใครเห็นผู้ฝึกสอนเป็นอาจารย์บ้าง
แล้วพวกศิษย์ใหม่ก่อนที่จะไปเลือกเคล็ดวิชา เคยไปขอคำปรึกษาจากผู้ฝึกสอนบ้างหรือไม่ ว่าตนเองเหมาะสมกับเคล็ดวิชาประเภทใด"
ดวงตาของเย่เจินเบิกกว้างขึ้นมาทันที ราวกับว่าเขาเริ่มจะจับจุดอะไรบางอย่างได้แล้ว
"ความจริงแล้ว ไม่ใช่แค่ศิษย์สายนอกรุ่นพวกเจ้าหรอกนะ แต่ศิษย์สายนอกในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนแต่เห็นผู้ฝึกสอนประจำยอดเขาตงไหลเป็นเพียงของประดับตกแต่งกันทั้งนั้น
จนทำให้ตำแหน่งผู้ฝึกสอนที่เคยมีอำนาจบารมีและเป็นที่แย่งชิงกันในอดีต กลายเป็นเพียงตำแหน่งลอยๆ ที่ไร้ความหมายในปัจจุบัน ซึ่งนี่ก็ส่งผลให้มีศิษย์สายนอกที่โดดเด่นขึ้นมาน้อยลงเรื่อยๆ
พูดถึงตรงนี้ ผู้ดูแลจ้าวก็มองเย่เจินอย่างมีความหมายพร้อมกล่าวว่า
"เจ้ารู้หรือไม่ว่า ผู้ฝึกสอนประจำสำนักคือหนึ่งในไม่กี่ตำแหน่งของสำนักที่มีสิทธิ์ในการถ่ายทอดเคล็ดวิชา เย่เจิน เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่"
"เข้าใจขอรับ"
เย่เจินรีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ผู้ดูแลจ้าวอธิบายจนเห็นภาพขนาดนี้แล้ว หากเขายังไม่เข้าใจอีก สมองของเขาก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ
"เข้าใจก็ดีแล้ว แต่การสอนของผู้ฝึกสอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขาด้วย เจ้าจะได้รับผลประโยชน์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและวาสนาของเจ้าแล้วล่ะ"
"เข้าใจขอรับ ขอบพระคุณผู้ดูแลจ้าวที่ชี้แนะ"
เย่เจินโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้ง
"แล้วของขวัญที่ข้ามอบให้ เจ้าพอใจหรือไม่"
ผู้ดูแลจ้าวถามด้วยรอยยิ้ม
"พอใจขอรับ พอใจมากเลยขอรับ"
เย่เจินพยักหน้ารับรัวๆ
"งั้นก็รีบไปเถอะ"
ขณะที่เย่เจินกำลังจะหันหลังกลับ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบหันไปถามผู้ดูแลจ้าว
"ผู้ดูแลจ้าว ซาเฟยสหายของข้ายังคงอยู่ที่ยอดเขาร้อยสน ข้าขออนุญาตแวะมาเยี่ยมเขาบ่อยๆ ได้หรือไม่ขอรับ"
"ย่อมได้สิ เจ้ามาเยือนยอดเขาร้อยสน ข้ายินดีต้อนรับอยู่แล้ว"
ผู้ดูแลจ้าวตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่เจินก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่เขาถามเช่นนี้ การมาเยี่ยมซาเฟยก็เป็นแค่เหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลหลักคือเขาต้องการมาเอาหยาดวารีไขหินที่ถ้ำลับหลังยอดเขาร้อยสนต่างหาก
แม้หยาดวารีไขหินจะสามารถเก็บสะสมไว้ได้หลายวันค่อยมาเอาทีหนึ่ง แต่ถ้าเย่เจินมาบ่อยเกินไป ก็อาจจะทำให้คนสงสัยได้ ตอนนี้เขาก็ได้ข้ออ้างในการมาเยือนยอดเขาร้อยสนอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังจากประสานมือขอบคุณ เย่เจินก็ก้าวเดินออกไป ทว่าก่อนจะพ้นประตู เสียงของผู้ดูแลจ้าวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เย่เจิน เท่าที่ข้ารู้ ในบรรดาผู้ฝึกสอนทั้งสิบคนบนยอดเขาตงไหลตอนนี้ เลี่ยวเฟยไป๋ ผู้ฝึกสอนเลี่ยว เป็นคนซื่อสัตย์ สอนศิษย์เก่ง มีความรู้กว้างขวาง และที่สำคัญคือเขาชอบชี้แนะศิษย์สายนอกที่มาจากศิษย์รับใช้มากที่สุด เจ้าลองไปหาผู้ฝึกสอนเลี่ยวดูก่อนสิ"
ผู้ดูแลจ้าวกล่าวแนะนำ
"ขอบพระคุณผู้ดูแลจ้าว ข้าจะจำไว้ขอรับ"
ไม่นานหลังจากเย่เจินเดินจากไป สายตาของผู้ดูแลจ้าวก็ทอดยาวออกไปไกล
"เฟยไป๋ คนที่เจ้าตามหา ข้าส่งไปให้แล้วนะ ส่วนที่เหลือ ก็คงต้องแล้วแต่วาสนาของพวกเจ้าแล้วล่ะ"
ระหว่างทางกลับ เย่เจินเอาแต่ครุ่นคิดถึงคำพูดของผู้ดูแลจ้าว ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
ผู้ฝึกสอนประจำสำนัก ก็เป็นเพียงชื่อเรียกที่เปลี่ยนไปเพราะมีศิษย์มากเกินกว่าจะสอนแบบตัวต่อตัวได้ แต่ในเมื่อบรรดาศิษย์สายนอกต่างก็มองข้ามผู้ฝึกสอนเหล่านี้ไป หากเขาเข้าไปหา โอกาสที่เขาจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษก็ย่อมมีสูงไม่ใช่หรือ
ตอนที่เย่เจินยังเป็นศิษย์รับใช้ การที่ต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาโลหิตและหมัดราชันหมีแบกขุนเขาโดยไม่มีใครคอยชี้แนะ ทำให้เขาต้องทนทุกข์และเดินหลงทางไปมาก
มาตอนนี้ ต่อให้เขาดวงซวยไม่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ อย่างน้อยผู้ดูแลจ้าวก็ยังชี้ทางสว่างให้เขาแล้ว
อีกอย่าง ที่ผู้ดูแลจ้าวแนะนำให้เขาไปหาเลี่ยวเฟยไป๋ ผู้ฝึกสอนเลี่ยวในตอนท้าย ย่อมต้องมีความหมายแฝงอยู่แน่นอน เลี่ยวเฟยไป๋ผู้นี้ น่าจะเป็นผู้ฝึกสอนที่ดีและเก่งกาจในหมู่สิบคนนี้เป็นแน่
ทว่าวันนี้ก็เย็นมากแล้ว แถมเขายังต้องวิ่งวุ่นมาทั้งวันจนเหงื่อท่วมตัว เย่เจินจึงยังไม่ได้รีบไปหาผู้ฝึกสอนเลี่ยวในทันที เขาตั้งใจจะพักผ่อนสักคืน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปพบผู้ฝึกสอนเลี่ยว
วันรุ่งขึ้น เย่เจินในชุดสะอาดตาที่ดูองอาจสง่างามก็มุ่งหน้าไปยังยอดเขาตงไหล
เนื่องจากผู้ฝึกสอนประจำสำนักมีสถานะที่ค่อนข้างสูงในยอดเขาตงไหล ผู้ฝึกสอนทั้งสิบคนและผู้ดูแลยอดเขาตงไหล จึงพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่เงียบสงบที่สุดบนยอดเขา
เมื่อมาถึงยอดเขาตงไหล เย่เจินก็เริ่มจะปวดหัว เพราะบ้านพักของผู้ฝึกสอนทั้งสิบหลังตั้งเรียงรายกันเป็นแถว เขาไม่รู้เลยว่าบ้านหลังไหนคือบ้านของเลี่ยวเฟยไป๋ ผู้ฝึกสอนเลี่ยว
สิ่งที่ทำให้เย่เจินปวดหัวหนักกว่าเดิมคือ บริเวณที่พักของผู้ฝึกสอนบนยอดเขานี้กลับไม่มีเงาผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว ราวกับที่ผู้ดูแลจ้าวพูดไว้ไม่มีผิด ว่าศิษย์สายนอกไม่ให้ความสำคัญกับผู้ฝึกสอนเลย ตอนนี้เขาอยากจะหาคนถามก็ยังหาไม่ได้
ขณะที่กำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น ร่างกลมๆ ของใครบางคนก็พุ่งพรวดขึ้นมาบนยอดเขาด้วยความรวดเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวของเขาช่างขัดกับรูปร่างที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เสียเหลือเกิน
เมื่อคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ เย่เจินก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร คนผู้นั้นยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาว ก่อนจะกระโดดเข้ามาตบบ่าเย่เจินอย่างแรง
"ฮ่า ศิษย์น้องเย่ มาทำหน้าเครียดอะไรอยู่ตรงนี้แต่เช้าล่ะเนี่ย"
จินหยวนเป่าผู้มีใบหน้ากลมจนตาหยีเป็นสระอิเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ข้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝึกฝน เลยตั้งใจจะมาขอคำชี้แนะจากผู้ฝึกสอนเลี่ยว แต่ข้าไม่รู้ว่าผู้ฝึกสอนเลี่ยวพักอยู่บ้านหลังไหน"
เย่เจินตอบ
"ผู้ฝึกสอนเลี่ยวหรือ"
ใบหน้ากลมๆ ของจินหยวนเป่าแสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
"เหตุใดเจ้าถึงนึกอยากจะมาหา... ผู้ฝึกสอนเลี่ยวล่ะ"
"มีสหายบอกข้าว่าผู้ฝึกสอนเลี่ยวเป็นคนซื่อสัตย์ สอนศิษย์เก่ง ข้าเลยตั้งใจมาขอคำชี้แนะ"
เย่เจินตอบ
"ผู้ฝึกสอนเลี่ยวเป็นคนซื่อสัตย์ สอนศิษย์เก่งงั้นหรือ"
จินหยวนเป่าอ้าปากค้าง ก่อนจะมองไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งดูทรุดโทรมที่สุดทางซ้ายมือด้วยสายตาหวาดผวา
"บ้านหลังที่รกๆ ตรงนั้นแหละคือบ้านของผู้ฝึกสอนเลี่ยว น้องชาย ข้ามีธุระต้องไปขอคำปรึกษาจากผู้ฝึกสอนเหอ ข้าขอตัวก่อนนะ"
พูดจบ ร่างของจินหยวนเป่าก็กลิ้งหลุนๆ ราวกับก้อนเนื้อ พุ่งตรงไปยังบ้านของผู้ฝึกสอนอีกหลังหนึ่งทันที
"บ้านที่ทรุดโทรมที่สุดงั้นหรือ"
เย่เจินสังเกตเห็นว่า บ้านพักของผู้ฝึกสอนอีกเก้าหลังนั้น ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีแม้แต่เศษหญ้าสักต้น มีเพียงบ้านที่จินหยวนเป่าชี้ให้ดูเท่านั้นที่มีหญ้าขึ้นรกชัฏและดูทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะทรุดโทรม แต่เย่เจินก็ยังคงเดินเข้าไป เพราะนี่คือคนที่ผู้ดูแลจ้าวแนะนำมา หากไม่ได้เรื่องจริงๆ เย่เจินค่อยไปกราบไหว้ผู้ฝึกสอนคนอื่นก็ยังไม่สาย
เย่เจินย่ำไปบนพื้นหญ้ารกชัฏ เดินผ่านลานบ้านเข้าไปจนถึงห้องโถงใหญ่ของผู้ฝึกสอน
ภายในห้องโถงใหญ่นั้นกลับดูรกยิ่งกว่าลานบ้านเสียอีก มีทั้งเศษผ้าหักๆ ดาบหักๆ เศษไม้ และเศษเหล็กกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นศิลาจารึกครึ่งท่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถง
"หากปรารถนาถามไถ่มรรคา ต้องหล่อหลอมความกล้าเสียก่อน"
มองเผินๆ ตัวอักษรทั้งเจ็ดตัวนี้ดูยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งกร้าวและดุดันที่แฝงอยู่ ราวกับตวัดเขียนด้วยเหล็กไหล ทำให้เย่เจินไม่กล้าจ้องมองตรงๆ
"เรียนถามผู้ฝึกสอนเลี่ยวอยู่หรือไม่ ศิษย์เย่เจินมาขอคำชี้แนะขอรับ"
ฟุ่บ
ยังไม่ทันที่เย่เจินจะพูดจบ ประกายดาบสีน้ำเงินน้ำแข็งก็พุ่งแหวกอากาศออกมาจากภายในห้องโถง พุ่งตรงเข้าฟาดฟันใส่ศีรษะของเย่เจินทันที
[จบแล้ว]