- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดบนเกาะมรณะ พร้อมระบบแจ้งเตือนความตาย
- บทที่ 3 - การลอกเลียนแบบ
บทที่ 3 - การลอกเลียนแบบ
บทที่ 3 - การลอกเลียนแบบ
บทที่ 3 - การลอกเลียนแบบ
[ลิงหน้าผี]
[นี่คือสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ พวกมันจะใช้เครื่องมือหินแหลมคมทุบหัวเหยื่อเพื่อดูดกินสมอง เมื่อใดที่พวกมันได้กลืนกินสมองของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา มันจะได้รับความทรงจำก่อนตายของผู้ถูกกลืนกิน อีกทั้งยังสามารถถลกหนังหน้าของอีกฝ่ายมาสวมทับใบหน้าของตนเพื่อลอกเลียนแบบได้ พวกมันคือนักเลียนแบบโดยกำเนิด]
[หมายเหตุ: คุณกำลังเลียนแบบพฤติกรรมก่อนตายของเหยื่อ เพื่อนของเหยื่อพาคุณมาพบกับเหยื่ออีกมากมาย แต่คุณต้องระวังให้ดี ความอดทนต่ำคือจุดอ่อนของคุณ เวลามากที่สุดเพียงหนึ่งถึงสองวัน คุณก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วถอดคราบการปลอมตัวออกมากระโดดโลดเต้นเหมือนลิง]
[สถานะ: เลียนแบบ]
หลินเซี่ยชักมีดสั้นออกมาเสียงดังชิ้ง เล็งไปที่คนที่มีข้อความ [ลิงหน้าผี] ลอยอยู่บนหัว สายตาของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง
"ทำไม พวกนายมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน"
ซิวหลุนเท่อยื่นมือไปกดมีดสั้นของหลินเซี่ยลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง
"ไม่ว่าจะมีความแค้นอะไรก็ต้องวางลงก่อน ไว้หาคนอื่นเจอแล้วกลับขึ้นเรือไปค่อยว่ากัน"
"จางเหลย" ที่ถูกหลินเซี่ยเอาชี้หน้าด้วยมีดสั้นก็กางแขนออกด้วยใบหน้าใสซื่อ
"ฉันจำนายได้ นายคือหลินเซี่ย พวกเรามาจากเมืองเดียวกันนี่นา นายจำฉันไม่ได้หรือไง ฉันไม่น่าจะเคยไปล่วงเกินนายนะ"
"จางเหลย" ทักทายหลินเซี่ยอย่างกระตือรือร้น ขณะที่พูด ใบหน้าก็เผยให้เห็นถึงความสงสัยและความหวาดหวั่นได้อย่างพอดิบพอดี
ทักษะการแสดงที่สมบูรณ์แบบ
แม้หลินเซี่ยจะยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายผ่านข้อความบนหัวแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการลอกเลียนแบบของอีกฝ่ายนั้นไร้ที่ติอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับพฤติกรรมก่อนตายของผู้ถูกเลียนแบบไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อเห็นหลินเซี่ยยังคงจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ แรงบีบที่ข้อมือหลินเซี่ยของซิวหลุนเท่อก็เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"จะให้ฉันช่วยเก็บมีดเล่มนี้ไว้ให้ก่อนไหม"
เมื่อเห็นทักษะการแสดงอันสมบูรณ์แบบของอีกฝ่าย หลินเซี่ยก็รู้ดีว่ายากที่จะโน้มน้าวคนอื่นๆ ที่นี่ได้ หากบอกไปตรงๆ ว่าเขามองออกตั้งแต่แวบแรกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน นอกจากจะสร้างความตื่นตระหนกแล้ว ร้อยทั้งร้อยเขาคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าแน่นอน
เผลอๆ ตอนนี้ซิวหลุนเท่ออาจจะมองว่าเขาเป็นตัวอันตรายในกลุ่มไปแล้วด้วยซ้ำ
หลินเซี่ยจึงเก็บมีดเข้าฝักทันทีพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง
"เมื่อกี้ฉันจำคนผิดน่ะ จางเหลยใช่ไหม ฉันจำนายได้ พวกเราเคยเก็บเปลือกหอยด้วยกันบนหาดทราย ไม่เจอกันนานเลยนะ"
หลินเซี่ยยิ้มและเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย แต่ซิวหลุนเท่อยังคงจับฝักมีดของเขาไว้แน่น หลินเซี่ยจึงจำใจต้องทิ้งมีดสั้นไว้แล้วเดินเข้าไปหา
"ไม่เจอกันนานงั้นหรือ พวกเราไม่ได้อยู่เรือลำเดียวกันหรอกหรือ อืม ไม่เจอกันนานเลยนะหลินเซี่ย"
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
หลินเซี่ยฝืนข่มความอึดอัดใจ สวมกอดอีกฝ่ายและฉวยโอกาสเอื้อมมือไปดึงหนังหน้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
"โหย ฉันจำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรกนายโดนอัดซะหน้ายับเป็นหมาปั๊กเลย ตอนนี้ดูเหมือนหน้าจะฟื้นฟูได้ดีมากเลยนะเนี่ย"
"งั้น งั้นหรือ ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะ"
แก้ม ลำคอ แม้กระทั่งริมฝีปากและปลายจมูก หลินเซี่ยดึงและคลำดูจนทั่ว แต่ก็ไม่พบจุดบกพร่องใดๆ เลย
'เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าถลกหนังหน้ามาสวมทับเพื่อเลียนแบบหรอกหรือ ทำไมถึงไม่มีร่องรอยอะไรเลยล่ะ'
หลินเซี่ยได้แต่ผละออกจากอีกฝ่ายอย่างจนใจ
เขาเดินหน้ามุ่ยกลับไปที่เดิม รับมีดสั้นที่เขาเก็บได้คืนมาจากมือของซิวหลุนเท่อ นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา
เรื่องระหว่างหลินเซี่ยและจางเหลยถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ผู้คนต่างตกอยู่ในความหวาดหวั่นและกังวลในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ พฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากปกติบ้างต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจได้
ไม่นานท้องฟ้าก็มืดสนิท กลุ่มของพวกเขายังไม่พบใครอื่นอีก และยังไม่พบอาหารที่กินได้เลย
รอบด้านราบเรียบเป็นหน้ากลอง มีเพียงต้นไม้หรอมแหรมเหมือนกันหมด
ซิวหลุนเท่อในฐานะหัวหน้ากะลาสี รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมของกลุ่มนี้ พวกเขาหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับค้างคืนและจัดเวรยามกันเรียบร้อยแล้ว
หลินเซี่ยนั่งพิงต้นไม้แห้งขดตัวเป็นก้อนกอดมีดสั้นไว้ในอ้อมอก
เพียงแค่เหลือบตามอง เขาก็สามารถเห็นจางเหลยที่นอนตะแคงหันหลังให้เขาอยู่ฝั่งตรงข้าม เหนือหัวของอีกฝ่ายยังคงมีข้อความ [ลิงหน้าผี] ปรากฏอยู่ตลอดเวลา
หลินเซี่ยลอบเตือนตัวเองให้ใจเย็นๆ การเลียนแบบของอีกฝ่ายนั้นไร้ที่ติ ราวกับว่ายังคงเป็นคนเดิมจริงๆ หากไม่ได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับ [ลิงหน้าผี] หลินเซี่ยก็คงไม่กล้าเชื่อว่านี่คือลิงที่กำลังเลียนแบบมนุษย์
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลินเซี่ยไม่กล้าลงมือกับ [ลิงหน้าผี] สุ่มสี่สุ่มห้า หากฆ่าอีกฝ่ายไปแล้วแต่มันยังคงรักษารูปลักษณ์ของมนุษย์ที่ถูกเลียนแบบเอาไว้ หลินเซี่ยก็จะกลายเป็นฆาตกรเสียเอง
ในดินแดนที่ไม่รู้จักแห่งนี้ คนที่ลงมือฆ่าเพื่อนร่วมทางโดยไม่มีเหตุผล มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกคนอื่นตัดสินโทษทันที
ต้องอดทนรอให้มันเผยไต๋ออกมาเอง ความอดทนของมันต่ำมาก อีกไม่นานก็คงจะเผยพิรุธออกมา ถึงตอนนั้นล่ะก็
หลินเซี่ยผล็อยหลับไป แม้จะบอกตัวเองว่าคืนนี้ห้ามหลับเด็ดขาด เพราะมี [ลิงหน้าผี] ที่แสนอันตรายอยู่ใกล้ๆ แถมคนอื่นก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ทั้งหมด
แต่ความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าทางร่างกายก็ลากหลินเซี่ยเข้าสู่ห้วงนิทราไประหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดโดยไม่รู้ตัว
สะลึมสะลือ หลินเซี่ยรู้สึกเหมือนมีคนเข้ามาใกล้ เมื่อมือของอีกฝ่ายแตะลงบนไหล่ หลินเซี่ยก็ชักมีดออกจากฝักด้วยสัญชาตญาณทันที
"เดี๋ยวก่อน ฉันเอง ฉันมาเรียกนายไปเข้าเวร"
หลินเซี่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นคำว่า [มนุษย์] บนหัวของอีกฝ่ายจึงค่อยละสายตากลับมาที่ใบหน้าของเขา
ชาเอ่อร์ซือเห็นหลินเซี่ยสงบลงแล้วจึงพูดต่อ
"ถึงตาพวกเราสองคนเข้าเวรแล้ว หัวหน้าซิวหลุนเท่อกับคนอื่นนอนพักผ่อนแล้วล่ะ"
หลินเซี่ยหันไปมอง ซิวหลุนเท่อและเหลยหนู่เค่อที่เป็นเวรผลัดแรกนอนพักผ่อนแล้ว อีกด้านหนึ่งเฉิงและ "จางเหลย" ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเช่นกัน
"เข้าใจแล้ว"
หลินเซี่ยนั่งนิ่งอยู่กับที่ สายตาจับจ้องไปที่จางเหลยตาไม่กะพริบ
ชาเอ่อร์ซือเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ นั่งลงข้างๆ หลินเซี่ยอย่างระมัดระวัง
ค่ำคืนไร้สายลม พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางฟ้า ผ่านไปเนิ่นนาน จู่ๆ ชาเอ่อร์ซือที่อยู่ข้างๆ หลินเซี่ยก็เอ่ยถามขึ้นมา
"หลินเซี่ย นายก็รู้สึกว่าจางเหลยมีอะไรแปลกๆ ใช่ไหม"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเซี่ยก็หันขวับไปมองชาเอ่อร์ซือด้วยความประหลาดใจ
อีกฝ่ายลดเสียงลงแล้วพูดต่อ
"ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แค่รู้สึกขัดๆ แปลกๆ แต่พอดูพฤติกรรมของนายเมื่อตอนกลางวัน นายคงจะดูอะไรออกสินะ จางเหลยเขาเป็นอะไรไปงั้นหรือ"
หลินเซี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในใจ อันที่จริงเขาไม่ได้ดูออกเลยว่า "จางเหลย" มีอะไรผิดปกติ การเลียนแบบของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เขาเพียงแต่อาศัยข้อความระบบจึงแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีปัญหา
แล้วชาเอ่อร์ซือดูออกได้อย่างไรกัน
"นายดูออกได้ยังไง อีกฝ่ายมีอะไรผิดปกติตรงไหนหรือ"
หลินเซี่ยร้อนรนอยากรู้คำตอบ
ชาเอ่อร์ซือชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น
"ฉันกับจางเหลยอยู่หน่วยเดียวกัน ปกติก็พอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง แต่จางเหลยที่เจอในวันนี้ให้ความรู้สึกแปลกๆ กับฉันมาก เหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ฉันคิดอยู่นานมากจนในที่สุดก็แน่ใจว่าจุดที่แปลกประหลาดมันอยู่ตรงไหน"
เขาชี้ไปที่ดวงตาของตัวเองแล้วพูดต่อ
"ดวงตา แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความจริงใจของจางเหลยมันหายไปแล้ว ฉันมองไม่เห็นความรู้สึกใดๆ จากดวงตาของจางเหลยในวันนี้เลย ไม่ว่าเขาจะแสดงความตื่นเต้น ดีใจ หรือหวาดผวาและกังวลใจ ทุกอย่างมันหยุดอยู่แค่ที่ร่างกาย แต่ไม่ส่งผ่านมาถึงดวงตาเลยสักนิด"
"ดวงตาของเขาราวกับถูกตัดขาดจากร่างกาย ราวกับว่ากำลัง"
ชาเอ่อร์ซือหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยข้อสรุปของตนเองออกมา
"ราวกับว่ากำลังลอกเลียนแบบอย่างงุ่มง่ามอยู่นั่นแหละ"
[จบแล้ว]