- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดบนเกาะมรณะ พร้อมระบบแจ้งเตือนความตาย
- บทที่ 2 - คลื่นยักษ์ถล่ม
บทที่ 2 - คลื่นยักษ์ถล่ม
บทที่ 2 - คลื่นยักษ์ถล่ม
บทที่ 2 - คลื่นยักษ์ถล่ม
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
[นี่คือมนุษย์เงือกอายุน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน ในฐานะเผ่าพันธุ์เหนือสามัญ เธอได้รวบรวมปัจจัยเหนือสามัญเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดมาตั้งแต่เกิด เธอสามารถใช้เสียงเพลงและเกลียวคลื่นเพื่อทำให้เหยื่อสับสนและบดขยี้กระดูกของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย]
[หมายเหตุ: คุณกำลังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตตรงหน้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งกำลังตัดสินใจจากปฏิกิริยาของอีกฝ่ายว่าควรจะนำพวกเขามาเป็นอาหารดีหรือไม่]
ให้ตายเถอะ หลินเซี่ยร้องอุทานในใจ
ในขณะที่คนทั้งเรือกำลังเอะอะโวยวายอยากจะจับนางเงือกน้อย อีกฝ่ายกลับกำลังครุ่นคิดว่าพวกเขากลุ่มนี้จะกินได้หรือเปล่าเสียอย่างนั้น
คงพูดได้แค่ว่าต่างสายพันธุ์กระบวนการคิดก็ย่อมต่างกัน
เรือบุปผาโอ๊กแล่นตามเกลียวคลื่นที่นางเงือกน้อยสาดกระเซ็นเข้าสู่เขตน้ำลึกอย่างต่อเนื่อง
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเที่ยงวัน อากาศอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเค็มชื้นของทะเล
เมื่อเห็นมนุษย์เงือกที่รักษาระยะห่างอยู่หน้าเรือตลอดแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไล่ตามไม่ทัน เยวียเอินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
อีกฝ่ายดูเหมือนจะจงใจรักษาระยะห่างจากพวกเขา เห็นได้ชัดว่าความเร็วของมนุษย์เงือกนั้นเร็วกว่าเรือลำนี้มากโข
เยวียเอินเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาหม่น จู่ๆ ก็ออกคำสั่ง
"หยุดเรือ ลดความเร็วลง"
หลังจากวุ่นวายกันอยู่พักหนึ่ง ความเร็วของเรือก็ลดลง ไม่นานมนุษย์เงือกตนนั้นก็กลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ หายลับไปจากสายตาของทุกคน
เมื่อมองดูระลอกคลื่นที่แผ่ขยายออกไปรอบตัวเรือ เยวียเอินทอดสายตามองออกไปไกล ท้องทะเลราบเรียบราวกับกระจกสีคราม
แม้จะอยู่ในเขตทะเลรอบนอก แต่ผืนน้ำที่นิ่งสนิทราวกับหยุดนิ่งเช่นนี้ก็ถือว่าแปลกประหลาดมากแล้ว
จู่ๆ เกลียวคลื่นก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ศีรษะเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำไม่ไกลนัก เป็นมนุษย์เงือกตนนั้นนั่นเอง
เยวียเอินเข้าใจเรื่องหนึ่งกระจ่างแจ้งแล้ว เกลียวคลื่นที่ดูเหมือนปกติเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เงือกตนนี้
พวกเขาถูกหลอกให้ตามเธอมายังเขตน่านน้ำที่ไม่คุ้นเคยโดยไม่รู้ตัว
ทว่าโชคยังดีที่พวกเขาไล่ตามมาได้ไม่นานนัก ที่นี่ยังอยู่ไม่ไกลจากเส้นแบ่งเขตแดนของน่านน้ำปกติ แค่หันหัวเรือกลับไปก็พอแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยวียเอินก็ข่มความโกรธที่ถูกอีกฝ่ายปั่นหัวลงไป ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
"ตัวฝูเอ่อร์ ไปดูทิศทางหน่อย เราจะกลับกันแล้ว"
ตัวฝูเอ่อร์คือรองผู้การที่เขาไว้ใจที่สุด
"รับทราบครับกัปตัน"
ใบเรือถูกกางขึ้นสูง ตัวเรือเอียงเล็กน้อยขณะเริ่มหันหัวเรือกลับ
หลินเซี่ยได้รับมอบหมายงานอีกครั้งหลังจากยุ่งอยู่พักใหญ่ ตอนนี้เขาและคนอีกหลายคนต้องช่วยกันเข็นแทงก์น้ำกระจกที่ใส่ครึ่งมนุษย์เงือกกลับเข้าไปในห้องเครื่อง
นี่ไม่ใช่งานที่ง่ายดายเลย ใบหน้าอัปลักษณ์ของอีกฝ่ายมักจะแนบชิดติดกระจกอยู่เสมอ
ปากทรงกลมนั้นแทบจะประกบเข้ากับคุณอยู่รอมร่อ
เพียงระยะทางสั้นๆ หลินเซี่ยก็ได้ยินเสียงสบถด่าไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้ว
จู่ๆ ตัวเรือก็เอียงวูบอย่างรุนแรง แทงก์น้ำที่เพิ่งเข็นเข้าไปในห้องไถลไปด้านข้างตามความเอียงของเรือ
อัดกระแทกชายโชคร้ายคนหนึ่งเข้ากับกำแพงจนเขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
หลินเซี่ยชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก ท้องฟ้าที่เมื่อครู่ยังเป็นสีเทาหม่น บัดนี้เริ่มมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาแล้ว
ดูเหมือนเรือจะเผชิญกับคลื่นลมแรงจนเริ่มแกว่งไปมาซ้ายขวาอย่างควบคุมไม่ได้
"เฮ้ย มาช่วยกันหน่อย"
เสียงตะโกนดังมาจากด้านข้าง หลายคนรีบเข้าไปดึงตัวชายโชคร้ายที่ถูกแทงก์น้ำทับออกมาอย่างทุลักทุเล
ตอนนั้นเองที่ตัวเรือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง เสียงคำรามด้วยความหวาดผวาดังขึ้นไม่ขาดสาย
"เกิดอะไรขึ้นอีกวะเนี่ย"
พวกหลินเซี่ยรีบวิ่งออกจากห้องเครื่อง ภายนอกวุ่นวายโกลาหลไปหมด กัปตันเยวียเอินยืนอยู่บนที่สูงตะโกนโหวกเหวกพยายามรักษาความสงบอย่างสุดความสามารถ
แต่ความหวาดกลัวก็ไม่อาจกดทับไว้ได้เลย เพราะม่านสีน้ำเงินที่บดบังท้องฟ้ากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
"คลื่นยักษ์งั้นหรือ เกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้ได้ยังไงกัน"
ภายในเวลาเพียงครึ่งนาที คลื่นยักษ์ลูกนี้ก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ และไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยงได้เลย
เยวียเอินพยายามสั่งการให้ลูกเรือปรับทิศทางเรือ หันหัวเรือรับคลื่นยักษ์
ลูกเรือที่มีประสบการณ์ต่างพากันหาที่ยึดเกาะบนดาดฟ้าเรือ หลายคนก็วิ่งหนีเข้าไปในห้องเครื่องแล้วปิดประตูแน่นหนา
หลินเซี่ยยังคงอยู่บนดาดฟ้าเรือ หลังจากหาที่ยึดเกาะได้แล้ว เขาก็แหงนหน้ามองเกลียวคลื่นที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ความหวาดหวั่นในใจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
คนอื่นอาจจะหวาดกลัวภัยธรรมชาติเช่นนี้ แต่ในสายตาของหลินเซี่ย เขากลับมองเห็นภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
[มนุษย์เงือกชั้นสูง เหนือสามัญขั้นสอง]
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
ข้อความเหล่านี้เรียงรายอัดแน่นแทบจะเต็มผืนเกลียวคลื่นยักษ์
นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่อย่างใด แต่เป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญที่จงใจก่อขึ้นต่างหาก
"จะชนแล้ว"
ท่ามกลางเสียงคำรามของเกลียวคลื่น พละกำลังมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ยกเรือทั้งลำขึ้นสูง น้ำทะเลซัดสาดเข้าใส่ทุกซอกทุกมุมของตัวเรือในพริบตา
หลินเซี่ยรู้สึกเพียงว่าร่างกายถูกน้ำทะเลโอบล้อมและหมุนคว้างอย่างรุนแรง ไม่รู้เหนือรู้ใต้ สติสัมปชัญญะดับวูบลงในชั่วขณะหนึ่ง
สิ่งสุดท้ายที่เขามองเห็น มีเพียงข้อความที่พุ่งผ่านหน้าไปมาไม่หยุดหย่อน
[??? เหนือสามัญขั้นสาม]
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
"เฮือก"
หลินเซี่ยเบิกตาโพลง
ความรู้สึกบีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ออกยังคงตกค้างอยู่ เขารีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ
ความทรงจำก่อนหมดสติหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าแปลกก็คือเขาไม่ได้จมอยู่ใต้ก้นบทะเล ทว่ากลับอยู่ท่ามกลางป่าไม้แห่งหนึ่ง
พื้นดินแข็งสีดำส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยมา
รอบตัวเป็นป่าไม้โกร๋นๆ ต้นไม้และพื้นดินกลืนเป็นสีเดียวกัน
หลินเซี่ยขยับมือซ้ายที่แข็งเกร็งเล็กน้อย มือซ้ายยังคงอยู่ในท่ากำแน่น ราวกับว่าก่อนหน้านี้เขากำลังคว้าอะไรบางอย่างไว้
เสื้อผ้าบนตัวเปียกโชก สิ่งที่เขาเผชิญก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน และดูเหมือนเวลาที่สลบไปก็ไม่ได้นานนัก
เพราะได้เห็นสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญจำนวนมากในคลื่นยักษ์
หลินเซี่ยจึงยอมรับสถานการณ์ประหลาดล้ำนี้ได้อย่างรวดเร็ว เขาเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างระแวดระวังทันที
[ไม้แห้ง]
[นี่คือไม้แห้งที่เกิดจากต้นไม้นิรนามที่ตายลง หากมันยังไม่ตาย สามารถลอกเปลือกไม้เพื่อกินเนื้อไม้ด้านในได้]
[หมายเหตุ: หลังจากตายลง แม้แต่นำมาเผาไฟเพื่อให้ความอบอุ่นก็ยังทำไม่ได้]
หลังจากอ่านข้อมูลจบหลินเซี่ยก็ดึงสายตากลับมา ภายในป่าเงียบสงัด ราวกับมีเขาอยู่เพียงคนเดียว
แต่เมื่อเขาเหลือบไปเห็นรอยลากจูงข้างต้นไม้ต้นหนึ่งและมีดสั้นเล่มหนึ่งตกอยู่บนพื้น เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที
เขาเดินเข้าไปหยิบมีดสั้นขึ้นมา หลินเซี่ยเดินตามรอยลากจูงไปสักพักก็พบว่าเบาะแสขาดหายไป ร่องรอยบนพื้นหายวับไปกับตา
หลินเซี่ยเดินต่อไปจนรู้สึกคอแห้งผาก ในที่สุดก็มองเห็นร่างคนสองคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เขากำมีดสั้นในมือแน่นด้วยความระทึก จนกระทั่งเห็นคำว่า [มนุษย์] ลอยอยู่บนหัวของทั้งสองคน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อเข้าไปใกล้ หนึ่งในนั้นก็จำเขาได้ชัดเจน
"นายคือลูกเรือที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่จากในเมืองสินะ ชื่ออะไรนะ"
ซิวหลุนเท่อเอ่ยปากถาม
เนื่องจากบนเรือมีลูกเรือจำนวนมาก เยวียเอินจึงแบ่งพวกเขาออกเป็นหลายหน่วย
หลินเซี่ยไม่ได้อยู่หน่วยเดียวกับตน ซิวหลุนเท่อจึงรู้สึกแค่ว่าหน้าคุ้นๆ แต่นึกชื่อไม่ออก
"หลินเซี่ย"
ซิวหลุนเท่อพยักหน้า
"ฉันคือซิวหลุนเท่อ หัวหน้าลูกเรือหน่วยสอง นายคงรู้จักฉัน นี่คือเฉิง"
ซิวหลุนเท่อและเฉิงต่างก็เป็นลูกเรือของเยวียเอิน ถือเป็นเพื่อนร่วมงานของหลินเซี่ย เมื่อทั้งสามคนมารวมตัวกัน ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็บรรเทาลงมาก
หลินเซี่ยนั่งยองๆ พักเหนื่อยอยู่กับที่ ยังมีคนอีกสองคนที่เพิ่งมาสมทบกับซิวหลุนเท่อ พวกเขาแยกย้ายกันไปสำรวจพื้นที่และน่าจะกลับมาในไม่ช้า
ไม่นานนัก คนทั้งสามก็เดินกลับมาหาพวกหลินเซี่ย
"ดูเหมือนเหลยหนู่เค่อกับชาเอ่อร์ซือจะกลับมาแล้ว แถมยังเจอคนอื่นด้วย"
ซิวหลุนเท่อลุกขึ้นไปต้อนรับ หลินเซี่ยเดินตามหลังเขาไปและมองไปยังคนทั้งสาม ทว่าเพียงแค่ปราดตามอง สายตาก็ไม่อาจละไปได้อีกเลย
ข้อความสามบรรทัดปรากฏขึ้น
[มนุษย์]
[มนุษย์]
[ลิงหน้าผี]
[จบแล้ว]