- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดบนเกาะมรณะ พร้อมระบบแจ้งเตือนความตาย
- บทที่ 1 - ออกทะเลจับเงือก
บทที่ 1 - ออกทะเลจับเงือก
บทที่ 1 - ออกทะเลจับเงือก
บทที่ 1 - ออกทะเลจับเงือก
ลมทะเลพัดโชย เกลียวคลื่นแกว่งไกวเบาบาง ในห้องพักชั้นล่างของเรือ หลินเซี่ยลืมตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด
'เจ็ดวันแล้วสินะ'
กลิ่นหอมชื้นของไม้ผลลอยเตะจมูก หลินเซี่ยยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางลูบคลำเหรียญกษาปณ์ในมือ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ย่อยข้อมูลที่อยู่ในหัว
เจ็ดวันก่อนเขาทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ซึ่งในตอนนั้นเขาก็อยู่บนเรือลำนี้เรียบร้อยแล้ว เป็นช่วงเวลาที่พวกเขากำลังออกเรือพอดี
หลินเซี่ยยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือด้วยใบหน้ามึนงง มองดูคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งร้องตะโกนโหวกเหวกบอกลาตนเอง
หลังจากนั้นในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ความทรงจำตลอดสิบแปดปีของร่างนี้ก็ทยอยปรากฏขึ้นในความฝัน ราวกับว่าเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสิบแปดปีจริงๆ
ชื่อสกุลเหมือนกัน รูปร่างหน้าตาเหมือนกัน เพียงแต่วิธีการตื่นขึ้นของความทรงจำมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างเล็กน้อย
บัดนี้เมื่อจิ๊กซอว์ความทรงจำชิ้นสุดท้ายถูกเติมเต็ม เขาก็ได้รู้ถึงเป้าหมายในการออกทะเลของตนเองในครั้งนี้แล้ว
เพื่อตามหาพี่ชายของตนเอง
สิบปีก่อน ภัยพิบัติทางทะเลครั้งใหญ่โตชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้เด็กในเมืองเล็กๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่เกือบครึ่งหนึ่งต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า
นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชาย คอยประคับประคองและเติบโตมาด้วยกัน
เมื่อสองเดือนก่อน พี่ชายของเขาได้ติดตามกองเรือล่าเงือกออกทะเลไป
หลังจากนั้นก็ไร้ซึ่งวี่แวว กองเรือราวกับอันตรธานหายไปจากท้องทะเลแห่งนี้ แม้แต่เศษไม้สักแผ่นก็ยังหาไม่พบ
หัวใจของเขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานแสนนาน ในที่สุดหลินเซี่ยก็รอจนมีเรือที่เต็มใจจะออกทะเลเพื่อล่าเงือกอีกครั้ง เขาจึงก้าวขึ้นเหยียบดาดฟ้าเรือลำนี้
เมื่อห้วงคำนึงสิ้นสุดลง หลินเซี่ยก็เหม่อมองเหรียญในมือ หน้าต่างแสงบานหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาทันที
[เหรียญกษาปณ์]
[นี่คือเหรียญกษาปณ์รุ่นที่เจ็ดที่ออกโดยอาณาจักรปะการัง ด้านหน้าสลักพระพักตร์ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ส่วนด้านหลังเป็นตราสัญลักษณ์ราชวงศ์แห่งอาณาจักรปะการัง เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนทั่วไป]
[หมายเหตุ: เหรียญกษาปณ์เหรียญนี้มีการผสมโลหะราคาถูกอื่นๆ ในขั้นตอนการหลอม มูลค่าที่แท้จริงจึงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย]
นี่คือความสามารถที่เขาค้นพบหลังจากมาถึงโลกใบนี้ ตอนนั้นเขายืนทำหน้างงอยู่บนดาดฟ้าเรือ
นอกเหนือจากความสับสนที่จู่ๆ ก็โผล่มาในโลกที่ไม่รู้จักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งก็คือเหนือหัวของทุกคนบนท่าเรือล้วนมีคำว่า [มนุษย์] ปรากฏอยู่ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองหลุดเข้ามาอยู่ในเกมหรือเปล่า
หลินเซี่ยเพ่งสมาธิไปที่ตนเอง ข้อมูลบนหน้าต่างแสงตรงหน้าก็เปลี่ยนไปตามลำดับ
[มนุษย์]
[พละกำลัง: 5]
[ร่างกาย: 5]
[ความคล่องแคล่ว: 6]
[พลังเวท: 0]
[นี่คือชายผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชายทะเลของเขตทะเลปะการัง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้สภาพร่างกายของเขาอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่ายามนี้จิตใจของเขากำลังร้อนรน ดูเหมือนจะมีความกังวลต่ออนาคตอยู่บ้าง]
[หมายเหตุ: พ่อแม่ของคุณสิ้นใจ ณ ใจกลางพายุมหาสมุทร ความห่วงใยก่อนตายของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นพลังอวยพรแด่คุณ บางทีในยามคับขันมันอาจช่วยให้คุณรอดพ้นจากอันตรายได้]
[สถานะ: คำอวยพรของผู้จมน้ำ]
หลินเซี่ยดึงสายตากลับมา หน้าต่างแสงก็หายวับไป
เขาโยนเหรียญในมือทิ้งไป พอศีรษะแตะหมอนก็เตรียมตัวจะหลับต่อ
บนเรือบุปผาโอ๊กลำนี้ กะลาสีชั้นล่างที่ถูกจ้างมาอย่างเขาต้องทำงานเป็นกะ
งานนั้นทั้งยุ่งยากและเหน็ดเหนื่อย เวลาพักผ่อนแม้เพียงน้อยนิดจึงมีค่าอย่างยิ่ง
ขณะที่หลินเซี่ยกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งท่ามกลางการแกว่งไกวของเกลียวคลื่น เสียงโวยวายที่ไม่อาจระงับไว้ก็ดังแว่วมา
"จับมนุษย์เงือกได้แล้ว"
บรรดากะลาสีบนดาดฟ้าเรือมารวมตัวกันอย่างวุ่นวาย คนเจ็ดแปดคนกำลังออกแรงดึงตาข่ายเชือก
ณ อีกฟากหนึ่งของผืนน้ำทะเล สามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งกำลังดิ้นรนอย่างรุนแรงอยู่ภายในตาข่ายได้อย่างชัดเจน
หลินเซี่ยแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน เบียดซ้ายป่ายขวาจนหาตำแหน่งแถวหน้าเพื่อชะโงกมองออกไปได้
เมื่อเขาเพ่งสมาธิ ข้อมูลของมนุษย์เงือกที่ถูกจับตัวนั้นก็ปรากฏขึ้นเหนือน้ำ
[ครึ่งมนุษย์เงือก]
[สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จากการที่ชาวเลเลื่อนขั้นเป็นมนุษย์เงือกไม่สำเร็จ สติปัญญาและอายุขัยล้วนได้รับความเสียหายในระดับที่แตกต่างกัน แต่หากสามารถค้นพบวิธีที่ถูกต้องก็ยังคงมีความหวังที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดได้]
[หมายเหตุ: คุณกำลังหวาดผวา คุณกำลังร้องโหยหวน คุณตระหนักได้ว่าหากขาดน้ำคุณจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น]
ในโลกที่มีสิ่งเหนือธรรมชาติคงอยู่ สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ไม่ได้หายากอะไร เพียงแต่มันค่อนข้างพบเห็นได้ยากในเขตที่มนุษย์อยู่อาศัยก็เท่านั้น
ในที่สุด ภายใต้ความร่วมมือของทุกคน ตาข่ายเชือกที่จมอยู่ในน้ำก็ถูกลากขึ้นมา เผยให้เห็นร่างที่กำลังดิ้นพล่านไปมา
"โห นี่คือมนุษย์เงือกงั้นหรือ หน้าตาอัปลักษณ์ไปหน่อยแฮะ"
"ดูประหลาดชะมัด รสนิยมของพวกคนรวยนี่แปลกประหลาดจริงๆ"
เหล่าลูกเรือต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
ครึ่งมนุษย์เงือกตัวนี้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับชายหนุ่มชาวมนุษย์ ทว่ารูปร่างหน้าตากลับไม่อาจชื่นชมได้ลง ท่อนบนเป็นลำตัวของมนุษย์ ผิวหนังเรียบเนียนไร้ซึ่งเต้านมและสะดือ
ส่วนท่อนล่างเป็นหางปลาเรียวยาวคล้ายปลาไหล มีท่อนขาของมนุษย์สองข้างที่มีขนาดไม่เท่ากันห้อยต่องแต่งลงมาจากหางปลา
มันถูกดึงขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือและถูกเหล่ากะลาสีใช้ตาข่ายเชือกพันธนาการไว้ มันดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นไม่หยุดหย่อน จู่ๆ ก็อ้าปากทรงกลมเผยให้เห็นฟันแหลมคมที่เรียงตัวเป็นวงแหวนอยู่ด้านใน
คนมือบอนไม่รู้ว่าไปคว้าท่อนไม้มาจากไหนแล้วยื่นเข้าไปใกล้ ครึ่งมนุษย์เงือกกัดท่อนไม้จนขาดสะบั้นในคำเดียว เศษไม้ร่วงกราวลงพื้น
"ฟันคมกริบเลยแฮะ เจ้านี่ร้ายกาจไม่เบาเลยนะเนี่ย"
เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นรอบด้านทันที
"หลีกทางให้ข้าให้หมด"
ฝูงชนถูกแรงมหาศาลแหวกออกเป็นทางเดินอย่างป่าเถื่อน ชายที่นั่งยองๆ ถือท่อนไม้ครึ่งท่อนแหย่ครึ่งมนุษย์เงือกอยู่บนพื้นถึงกับถูกเตะกระเด็นไป
ชายร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเดินมาอยู่หน้าสุด เขาคือผู้การของเรือบุปผาโอ๊ก คนที่คุ้นเคยกันมักจะเรียกเขาว่าผู้เฒ่าเยวียเอิน แม้ว่าเขาจะยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ก็ตาม
[มนุษย์]
[นี่คือมนุษย์ผู้เข้มแข็งที่คลุกคลีอยู่บนท้องทะเลมาเป็นเวลานาน เขามีร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือคนทั่วไป สามารถหักคอคุณได้อย่างง่ายดาย โรคภัยไข้เจ็บที่แต่เดิมควรจะเป็นภาระก็ถูกเขาเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบผ่านการฝึกฝน]
[หมายเหตุ: คุณป่วยเป็นโรคปอดทะเล มันช่วยให้คุณทำกิจกรรมใต้น้ำได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงหากกักเก็บอากาศไว้ล่วงหน้า แต่มันก็จะทรมานร่างกายของคุณ ทำให้คุณอ่อนแอลงทุกวัน เว้นเสียแต่ว่าร่างกายของคุณจะแข็งแกร่งพอที่จะเพิกเฉยต่อมันได้]
[สถานะ: โรคปอดทะเล]
ทุกครั้งที่ได้พบผู้การเยวียเอิน หลินเซี่ยมักจะอดไม่ได้ที่จะพิจารณาดูอีกฝ่ายให้นานขึ้นอีกนิด อีกฝ่ายเป็นเพียงคนเดียวบนเรือลำนี้ที่เหมือนกับตนเอง นั่นคือมี [สถานะ] ติดตัว
น่าเสียดายที่เขามองไม่เห็นค่าสถานะของคนอื่น เขาอยากรู้เหลือเกินว่าร่างกายที่กำยำราวกับหมีของอีกฝ่ายนั้นมีพละกำลังมหาศาลเพียงใดกันแน่
เยวียเอินยื่นมือผ่านตาข่ายเชือกไปบีบคอครึ่งมนุษย์เงือกแล้วหิ้วอีกฝ่ายขึ้นมาดื้อๆ บางทีอาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของพละกำลัง ครึ่งมนุษย์เงือกจึงยอมสงบนิ่งลงหลังจากดิ้นรนในตอนแรก
"ตัวอัปลักษณ์เช่นนี้นี่เอง"
เยวียเอินมองประเมินครึ่งมนุษย์เงือกในมือตั้งแต่หัวจรดเท้า
"เห็นแล้วชวนคลื่นไส้จริงๆ เฮ้ย รีบเข็นแทงก์น้ำนั่นออกมาเร็วเข้า ถ้าไอ้ตัวอัปลักษณ์นี่ตาย พวกแกทั้งหมดต้องไปเป็นอาหารปลาให้ข้า"
แทงก์น้ำกระจกขนาดใหญ่ถูกเข็นออกมาบนดาดฟ้าเรือ หลังจากยัดครึ่งมนุษย์เงือกลงไปและปิดฝาเหล็กแล้ว ก็สามารถมองเห็นอีกฝ่ายว่ายวนไปมาอย่างกระสับกระส่ายอยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน
"ค่อยเข้าท่าหน่อย"
เยวียเอินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"แม้จะอัปลักษณ์ไปสักนิด แต่การมีของหายากแบบนี้ไว้ในบ้านก็ไม่เลวเลยทีเดียว"
'บางทีวันไหนที่ทำงานไม่ไหวแล้ว อาจจะจับไปเลี้ยงไว้ที่บ้านสักตัว' เยวียเอินคิดในใจ
"ดูนั่นสิ"
ความวุ่นวายด้านข้างขัดจังหวะความคิดของเยวียเอิน ความสนใจของทุกคนถูกดึงดูดไป
"พระเจ้า สวยเหลือเกิน"
ใบหน้าที่งดงามและบริสุทธิ์โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา เครื่องหน้าจิ้มลิ้ม จมูกโด่งรั้น
โดยเฉพาะดวงตาคู่สวยที่งดงามราวกับอัญมณีสีน้ำเงินที่กำลังจับจ้องมองเรือที่อยู่ไม่ไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อจ้องมองใบหน้าและหัวไหล่ขาวผ่องที่โผล่พ้นน้ำของอีกฝ่าย บรรดาลูกเรือบนเรือต่างลอบกลืนน้ำลายกันอึกใหญ่ พวกเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เยวียเอินผู้เป็นกัปตันเรือยิ่งมีดวงตาเป็นประกายวาววับ
"ของที่ต้องจับมันต้องแบบนี้สิ รีบเอาเรือเข้าไปใกล้ๆ เร็วเข้า ทุกคนเคลื่อนไหวได้แล้ว เร็ว"
ท่ามกลางเสียงตะโกนที่ไม่อาจข่มกลั้นไว้ได้ของฝูงชน เรือก็หันหัวแล่นเข้าหามนุษย์เงือกสาวแสนสวยตนนั้น ท่ามกลางผู้คนมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีแววตาเคร่งเครียด
หลินเซี่ยมองดูหางปลาสีน้ำน้ำทะเลที่โบกสะบัดอยู่บนผิวน้ำ ข้อมูลมากมายผุดขึ้นตรงหน้าเขา สิ่งที่อยู่บนสุดคือตัวตนของอีกฝ่าย
[มนุษย์เงือกชั้นล่าง เหนือสามัญขั้นหนึ่ง]
[จบแล้ว]