เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - ปิดฉาก

บทที่ 47 - ปิดฉาก

บทที่ 47 - ปิดฉาก


บทที่ 47 - ปิดฉาก

"บางทีตอนที่กำลังชุลมุนเมื่อครู่นี้ เขาอาจจะวิ่งหนีไปที่อื่นแล้วกระมัง"

ชายร่างบึกบึนไม่ได้คิดสิ่งใดให้มากความ เขารีบกราบไหว้ 'พระพุทธองค์' ที่เพิ่งจะสำแดงปาฏิหาริย์ตามผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ

ในตอนที่มือสังหารเพิ่งจะปรากฏตัว ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็พากันวิ่งหนีอย่างชุลมุน ในสายตาของชายร่างบึกบึนแล้ว หลวงจีนที่ดูน่าสนใจผู้นั้นก็คงจะหนีไปในตอนนั้นแหละ

"พระพุทธองค์"

ชายร่างบึกบึนมีสีหน้าตกตะลึง

เขาเดินทางท่องไปทั่วทุกสารทิศ ย่อมต้องรู้ดีว่าร่างอันเลือนรางที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่นี้ ต่อให้จะไม่ใช่ 'พระพุทธองค์' ตามคำเล่าลือ ทว่าอีกฝ่ายก็ย่อมต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่ยากจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่แทบจะก้าวไปจนถึงจุดสิ้นสุดของวิถียุทธ์ทั้งเก้าขั้นเช่นนี้ มันก็คู่ควรแล้วที่บรรดาผู้ฝึกยุทธ์ในที่แห่งนั้นจะกราบไหว้บูชา

"อวิ๋นเอ๋อร์ อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่"

ซูซื่อหมิงรีบเดินเข้าไปหาซูเยว่อวิ๋นพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว"

"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว"

ซูซื่อหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาถูกมือสังหารสามขั้นบนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดล็อกเป้าเอาไว้ด้วยกลิ่นอาย ซูซื่อหมิงก็แทบจะสิ้นหวังไปแล้ว

ความรู้สึกเช่นนี้ มันช่างดูสิ้นหวังยิ่งกว่าตอนที่เหยียนหั่วศัตรูตัวฉกาจของตระกูลซูบุกเข้ามาสังหารเมื่อสิบห้าปีก่อนเสียอีก

ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่า สถานการณ์จะพลิกผันไปอย่างกะทันหัน มือสังหารอันน่าหวาดกลัวเหล่านั้นกลับถูกตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่บังเอิญผ่านมาจัดการลงอย่างง่ายดาย

"ตระกูลซูของข้าช่างโชคดีเสียนี่กระไร ที่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือเช่นนี้"

ซูซื่อหมิงมีสีหน้าหวาดหวั่น เขาประสานมือคารวะไปรอบด้านพลางเอ่ยขึ้น

"ตระกูลซูของข้าซาบซึ้งในบุญคุณของผู้อาวุโสที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง หากในภายภาคหน้าผู้อาวุโสมีเรื่องอันใดให้รับใช้ พวกเราตระกูลซูจะไม่ขอปฏิเสธเลย"

ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า ซูซื่อหมิงย่อมต้องมีสายตาเฉียบแหลมกว่าบรรดาผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ในที่นั้น

เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าผู้ที่ลงมือคือพระพุทธองค์

นานพักใหญ่

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

ซูซื่อหมิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าที่แฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย

แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดผู้อาวุโสท่านนั้นจึงต้องช่วยชีวิตคนในตระกูลซู ทว่าหากสามารถฉวยโอกาสนี้ผูกมิตรกับผู้อาวุโสท่านนี้ได้ สำหรับตระกูลซูแล้ว มันย่อมเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน

ทว่าน่าเสียดาย

ผู้อาวุโสท่านนั้นคร้านที่จะเผยตัวหลังจากลงมือเสร็จสิ้น

"ท่านพ่อ"

ในตอนนั้นเอง ซูเยว่อวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น

"ข้ารู้สึกว่า คนเมื่อครู่นี้ คล้ายกับเป็นพี่สาม"

"ฉินเอ๋อร์รึ"

ซูซื่อหมิงเหม่อลอยไปเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นตกใจและดุด่าออกมา

"เหลวไหล"

"หากผู้อาวุโสรับรู้ว่าเจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ แล้วเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา มันจะไม่กลายเป็นหายนะสำหรับตระกูลซูของพวกเราหรอกรึ"

ซูซื่อหมิงถลึงตาใส่ซูเยว่อวิ๋นอย่างดุดัน

ซูซื่อหมิงคาดไม่ถึงเลยว่าบุตรีของตนเองจะกล้าคิดเพ้อเจ้อถึงเพียงนี้

ผู้อาวุโสท่านนั้นมีความแข็งแกร่งทะลุฟ้า และต้องเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับแนวหน้าของยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีความเกี่ยวข้องกับซูฉินที่ถูกส่งตัวไปวัดเส้าหลินเมื่อสิบห้าปีก่อน

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ซูฉินไม่มีพรสวรรค์ทางด้านวิทยายุทธ์เลยแม้แต่น้อย และไม่มีทางที่จะก้าวเข้าสู่ระดับขั้นเพื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปได้ตลอดชีวิต

ต่อให้ซูฉินจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศแล้วอย่างไรเล่า

นับนิ้วดูแล้ว ปีนี้ซูฉินก็เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปีเท่านั้น

อายุยี่สิบห้าปีจะมีความแข็งแกร่งระดับใดได้ ขั้นเก้ารึ ขั้นแปดรึ หรือว่าขั้นเจ็ด

เมื่อซูเยว่อวิ๋นเห็นสีหน้าอันจริงจังของซูซื่อหมิง นางก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ

และในเวลานี้

ตรงมุมหนึ่งของจวนตระกูลซู มีร่างของชายผู้มีใบหน้าหวานหยดย้อยยืนอยู่อย่างเงียบเชียบ

"กลิ่นอายเช่นนี้"

ร่างนั้นมีแววตาเย็นเยียบ เขากวาดสายตามองศพของมือสังหารที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่เย็นชาจนน่าหวาดกลัว

"เป็นองค์ชายหลายพระองค์ที่ลงมืองั้นรึ"

ร่างผู้นี้ก็คือมหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่งที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงนั่นเอง

เขาแซ่หลิว ผู้คนต่างเรียกขานว่าขันทีหลิว เขาคือขันทีชุดแดงแห่งวังหลวง

เมื่อยี่สิบปีก่อน ขันทีหลิวได้รับพระราชโองการจากจักรพรรดิต้าถัง ให้นำตัวองค์ชายหลี่เซิงออกจากวังหลวงมาฝากไว้ในหมู่คนธรรมดา เพื่อให้เขาได้สัมผัสกับความทุกข์ยากของโลกมนุษย์

และในช่วงเวลานี้ ขันทีหลิวก็จะคอยปกป้ององค์ชายหลี่เซิงอยู่อย่างลับๆ

ทว่าเมื่อคืนนี้ จู่ๆ ขันทีหลิวก็สัมผัสได้ว่าการฝึกปรือของตนเองมีปัญหา เขาจึงเดินทางไปพักฟื้นในระยะทางหลายลี้ออกไป

ทว่าสิ่งที่ขันทีหลิวคาดไม่ถึงก็คือ เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ องค์ชายหลี่เซิงกลับถูกลอบสังหาร

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการของมือสังหารเหล่านี้ ยังดูคล้ายคลึงกับขุมกำลังบางอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์ชายในราชสำนักอีกด้วย

"บ้าจริง"

ขันทีหลิวรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจอย่างไม่รู้จบ

เขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการเลยว่า หากการลอบสังหารสำเร็จ องค์ชายหลี่เซิงต้องตายอย่างอนาถ จุดจบที่รอเขาอยู่จะเป็นเช่นไร

ต้องรู้ก่อนว่า แม้ขันทีหลิวจะมองไม่เห็นชะตาบ้านเมืองอันมหาศาลภายในร่างกายขององค์ชายหลี่เซิง ทว่าการที่จักรพรรดิต้าถังยอมจ่ายด้วยราคาแพงลิ่วเพื่อปิดบังผู้คน และสั่งให้เขานำตัวองค์ชายหลี่เซิงออกมาจากวังหลวง ก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่าองค์ชายหลี่เซิงมีความสำคัญมากเพียงใด

หากมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ต่อให้เขาต้องตายเป็นหมื่นครั้งก็ยังไม่อาจลบล้างความผิดได้

"แต่ว่า ผู้ใดกันที่เข้ามาขัดขวางการลอบสังหารในครั้งนี้"

ขันทีหลิวขมวดคิ้ว

แม้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่อยู่ด้านข้างต่างก็พากันตะโกนว่า 'พระพุทธองค์' สำแดงปาฏิหาริย์

ทว่าขันทีหลิวไม่มีทางเชื่อเรื่องพรรค์นี้อย่างแน่นอน

เขาเพิ่งจะรีบเดินทางมาถึง จึงไม่ได้เห็นแสงแห่งพุทธะที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า

ขันทีหลิวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าศพของมือสังหารหลายคนแล้วเริ่มตรวจสอบบาดแผลของอีกฝ่าย

ทว่า

เมื่อตรวจสอบดู รูม่านตาของขันทีหลิวก็หดเกร็งอย่างรุนแรง

เพราะเขาพบด้วยความตกตะลึงว่า มือสังหารทั้งแปดคนบนพื้น แทบจะถูกพลังอันมหาศาลบางอย่างบดขยี้อวัยวะภายในจนแหลกเหลวในเวลาเดียวกัน

"ความแข็งแกร่งระดับนี้งั้นรึ"

ขันทีหลิวแทบไม่อยากจะเชื่อ

แม้ด้วยความแข็งแกร่งระดับมหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่งของเขา หากต้องการจะสังหารมือสังหารทั้งแปดคนนี้ มันย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด

ทว่าหากต้องการให้พวกเขาสิ้นใจในเวลาเดียวกันเหมือนอย่างภาพตรงหน้า กลับเป็นเรื่องที่ยากจะทำได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีมือสังหารสามขั้นบนอยู่ถึงสองคน

ผู้ฝึกยุทธ์สามขั้นบน ต่อให้จะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามที่อ่อนแอที่สุด กายเนื้อและกำลังภายในของพวกเขาก็ยังเคยผ่านการชำระล้างจากปราณฟ้าดินมาแล้ว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง ต่อให้จะสู้ไม่ได้เลย ทว่าก็ไม่ควรจะถูกเหยียบตายราวกับมดปลวกเช่นนี้

อย่างน้อยหากขันทีหลิวต้องการจะสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม อีกฝ่ายก็คงจะดิ้นรนได้สักสองสามครั้ง

"ยิ่งไปกว่านั้น มือสังหารคนสุดท้าย ก่อนที่จะตาย เขายังได้ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามไปหลายวิชา ทว่าเขาก็ยังต้องตายอยู่ดี"

ขันทีหลิวรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

หากขันทีหลิวดูไม่ผิด มือสังหารคนสุดท้ายได้ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามที่เป็นความลับของวังหลวง แม้มันจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ทว่ามันก็สามารถยกระดับความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ใช้ได้อย่างน่าหวาดกลัวเช่นกัน

หากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามคนหนึ่งใช้เคล็ดวิชาลับเช่นนี้ ก็ควรจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นไปได้ถึงขั้นสอง

ทว่ามือสังหารผู้นี้กลับใช้เคล็ดวิชาเหล่านี้พร้อมกันหลายวิชา

เมื่อเคล็ดวิชาต้องห้ามซ้อนทับกัน ขันทีหลิวถึงกับรู้สึกว่าในวินาทีสุดท้าย ความแข็งแกร่งของมือสังหารผู้นี้ได้พุ่งทะยานขึ้นไปถึงระดับขั้นหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ

ทว่า

ต่อให้เป็นเช่นนั้น

อีกฝ่ายก็ยังตายอยู่ดี

การตายของเขาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมือสังหารสามขั้นกลางคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่ทำให้เกิดภาพเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ก็คงมีเพียงช่องว่างแห่งความแข็งแกร่งที่ห่างชั้นกันราวกับฟ้ากับเหวเท่านั้น

"หรือว่าจะเป็นฝีมือของขันทีเจ้างั้นรึ"

ขันทีหลิวรู้สึกใจสั่นสะท้าน ในหัวของเขาพลันปรากฏภาพของมหาขันทีชุดม่วงผู้มีอำนาจเทียบเท่าอ๋องขึ้นมาทันที

"เป็นไปไม่ได้"

"ขันทีเจ้ามีหน้าที่ปกป้องฝ่าบาทเพียงเท่านั้น"

"นอกเหนือจากนี้ เขาไม่มีทางก้าวเท้าออกจากวังหลวงอย่างเด็ดขาด"

ขันทีหลิวส่ายหน้าด้วยความมั่นใจ

สาเหตุที่เขามั่นใจเช่นนี้ ประการแรกเป็นเพราะขันทีเจ้าไม่มีทางก้าวเท้าออกจากวังหลวง และประการที่สองก็คือปฏิกิริยาของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ด้านข้าง

หากขันทีเจ้าเป็นคนลงมือจริงๆ เขาย่อมไม่มีทางถูกมองว่าเป็น 'พระพุทธองค์' สำแดงปาฏิหาริย์อย่างแน่นอน

"ช่างเถอะ"

"ในเมื่อองค์ชายหลายพระองค์ลงมือแล้ว หลังจากนี้ก็คงจะปิดบังเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป"

"จำเป็นต้องกลับวังหลวงไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว"

ขันทีหลิวตั้งสติ เขากำลังคิดที่จะนำตัวองค์ชายหลี่เซิงกลับวังหลวงให้เร็วที่สุด

ในขณะเดียวกัน

ตรงมุมหนึ่งของจวนตระกูลซู

ซูฉินทอดสายตามองขันทีหลิวอย่างราบเรียบ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - ปิดฉาก

คัดลอกลิงก์แล้ว