เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: มนุษย์หรือจะฝืนลิขิตฟ้า

บทที่ 5: มนุษย์หรือจะฝืนลิขิตฟ้า

บทที่ 5: มนุษย์หรือจะฝืนลิขิตฟ้า


"ราชครู ยังไม่ได้เบาะแสอันใดอีกหรือ?"

เฉียนฮ่องเต้ขมวดพระขนงมุ่น ด้วยวัยที่ชราภาพ ริ้วรอยบนพระพักตร์จึงยิ่งดูน่าเกรงขามจนน่าขนลุก

"ทูลฝ่าบาท ผู้ที่ล่วงรู้เรื่องนี้ในอารามฝูหลงล้วนสิ้นอายุขัยไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ จากการสืบสวนของกระหม่อม ผู้เดียวน่าจะรู้เรื่องราวในปีก่อน คงมีเพียงเจ้าอารามฝูหลงคนปัจจุบัน ทว่าเขา..."

กล่าวถึงตรงนี้ คำพูดของราชครูก็พลันชะงักไป

พวกเขาเคยสืบสวนจนพบว่า มีคนในยุทธภพผู้หนึ่งได้รับการไหว้วานจากหลินเทียน ให้นำของบางอย่างไปส่งที่อารามฝูหลง

ไม่มีใครรู้ว่าของชิ้นนั้นคือสิ่งใด ทว่าต่างก็คาดเดากันว่า น่าจะเป็นเคล็ดวิชาบรรลุเซียน

พวกเขาพยายามตามหาจอมยุทธ์ผู้นั้นเช่นกัน ทว่ากลับไร้ร่องรอย ส่วนผู้ที่ล่วงรู้เรื่องนี้ในอารามฝูหลง ด้วยความหวาดกลัวในชื่อเสียงของหลินเทียน พวกเขาจึงมิกล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม ซ้ำยังเกรงกลัวว่าหลินเทียนจะหวนกลับมาล้างแค้น

เมื่อเบาะแสมีน้อยลงทุกที การตัดสินใจทั้งหมดจึงตกเป็นของเฉียนฮ่องเต้

ความเงียบงันปกคลุมห้องทรงพระอักษรอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดเฉียนฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้น

"ปล่อยข่าวออกไป ว่าอารามฝูหลงครอบครองเคล็ดวิชาบรรลุเซียนที่ท่านเซียนซือทิ้งเอาไว้"

เฉียนฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยแล้ว

หลังจากควานหามาหลายปีแต่ก็ไม่พบร่องรอยของหลินเทียนและพรรคพวก บางทีพวกเขาอาจจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว เวลาไม่คอยท่า แม้ว่าวันหนึ่งหลินเทียนจะหวนกลับมา พระองค์ก็หาได้เกรงกลัวการล้างแค้นของหลินเทียนไม่

"จำไว้ จงจัดการเรื่องนี้อย่างลับๆ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาดว่าข่าวนี้หลุดออกมาจากวังหลวง"

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"

หลังจากนั้นไม่นาน ความลับอันยิ่งใหญ่ก็สั่นสะเทือนไปทั่วยุทธภพ

อารามฝูหลงครอบครองเคล็ดวิชาบรรลุเซียนที่ท่านเซียนซือทิ้งเอาไว้

ผู้คนบางส่วนยังคงรอดูท่าที ในขณะที่อีกหลายฝักฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

บนภูเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามฝูหลง

"ท่านเจ้าอาราม จำนวนคนด้านนอกเพิ่มขึ้นอีกแล้วขอรับ"

นักพรตน้อยวิ่งมารายงาน ประโยคเดิมๆ ที่ต้องกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วันช่วงนี้

ผู้คนที่นักพรตน้อยเอ่ยถึง มิใช่ผู้จาริกแสวงบุญที่มาจุดธูปไหว้พระ ทว่าล้วนเป็นผู้ที่แอบแฝงเจตนาบางอย่าง มีทั้งคนในยุทธภพ ผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่นักพรตด้วยกันเอง

"เฮ้อ!"

เจ้าอารามถอนหายใจโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เขาโบกมือไล่นักพรตน้อยให้ออกไป

"ความลับไม่อาจปิดบังได้ตลอดกาล ท่านอาจารย์ ข้าไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของท่านนั้นถูกหรือผิด"

เจ้าอารามถอนหายใจอีกระลอก

นับตั้งแต่ตอนที่เขารับตำแหน่งเจ้าอาราม ท่านอาจารย์ก็ได้บอกเล่าความลับนี้แก่เขา บัดนี้ผู้ที่ล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมดล้วนจากไปสิ้น เหลือเพียงเขาคนเดียวในอารามฝูหลงที่รู้ความลับนี้

ทว่าเขาก็รู้ดีว่าสักวันหนึ่งความลับนี้ย่อมต้องถูกเปิดเผย เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเช่นนี้

อารามฝูหลงเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดตลอดสามสิบปีภายใต้ร่มเงาของท่านเซียนซือหลินเทียน และบัดนี้ก็ถึงคราวที่จะต้องเสื่อมถอยลงเพราะเขาเช่นกัน

คืนนั้น เจ้าอารามได้เรียกศิษย์คนเล็ก ซึ่งเป็นศิษย์รักที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและพรสวรรค์มาพบเป็นการส่วนตัว

เจ้าอารามวางกล่องไม้ใบเล็กที่ท่านอาจารย์ฝากฝังไว้ก่อนสิ้นใจลงในมือของศิษย์น้อย พร้อมกระซิบสั่งความ "จงนำกล่องใบนี้ลงจากเขาไป จำไว้ให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเจ้ามาจากอารามฝูหลง"

ศิษย์น้อยประคองกล่องใบนั้นไว้ในมือ นิ่งงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะช้อนสายตามองผู้เป็นอาจารย์แล้วเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์ ข่าวลือภายนอกนั่น เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ?"

เดิมทีเขาคิดว่าข่าวลือภายนอกนั้น เป็นเพียงฝีมือของผู้ที่จงใจมุ่งร้ายต่ออารามฝูหลง

ทว่ายามนี้ อาจารย์ของเขากลับมอบของสิ่งนี้ให้ด้วยตนเอง ซ้ำยังกำชับให้ลอบลงจากเขาและปกปิดตัวตน เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าข่าวลือภายนอกนั่นคือความจริง และกล่องใบนี้ก็เก็บบรรจุคัมภีร์ลับบรรลุเซียนของท่านเซียนซือหลินเทียนเอาไว้

เจ้าอารามไม่ตอบคำ

ศิษย์น้อยเข้าใจแจ่มแจ้งและไม่ซักไซ้สิ่งใดอีก ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

เขาวางกล่องลงอย่างระมัดระวัง คุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะให้อาจารย์สามครั้ง

"ท่านอาจารย์ โปรดรักษากายด้วย!"

กล่าวจบ เขาก็หยิบกล่องขึ้นมาและหันหลังเดินจากไป เวลานี้ไม่ใช่เวลามาอาลัยอาวรณ์ เขาต้องมีชีวิตอยู่เพื่อความหวังของอาจารย์

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาต้องรักษาสายธารการสืบทอดนี้เอาไว้

บางทีหลังจากวันนี้ อารามฝูหลงอาจไม่มีอยู่อีกต่อไป... เมื่อผู้คนด้านนอกอารามฝูหลงเพิ่มจำนวนมากขึ้น บางคนก็เริ่มหมดความอดทนในการแสวงหาความเป็นอมตะ

คืนนั้น อารามฝูหลงถูกกลืนกินด้วยทะเลเพลิง ไม่หลงเหลือความรุ่งโรจน์ในกาลก่อนอีกต่อไป

เขารับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เขากำลังเฝ้ามองอยู่

เขาสามารถเดิมพันทั้งโลกเพื่อการหลุดพ้น ผู้คนโดยธรรมชาติย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าอายุวัฒนะและโอกาสในการมีชีวิตรอด

จากนั้น เขาก็มองเห็นคนผู้หนึ่ง

ศิษย์น้อยของเจ้าอารามฝูหลงคนปัจจุบัน

ในเวลานี้ เขาปะปนอยู่ในฝูงชน เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอโอกาสที่จะหลบหนี

เขาปลอมตัวได้แนบเนียนทีเดียว ทว่ายังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบนัก หากถูกสายตาอันเฉียบแหลมของผู้ใดจับจ้อง ย่อมต้องเกิดความสงสัยขึ้นเป็นแน่

"เอาเถิด หนี้กรรมในครั้งนี้ ถือว่าชดใช้กันในวันนี้ก็แล้วกัน"

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงบดบังลิขิตสวรรค์เอาไว้ชั่วคราว ไม่มีใครสังเกตเห็นศิษย์น้อยผู้นั้น ราวกับว่าเขากลายเป็นมนุษย์ล่องหน

ศิษย์น้อยเดินลงไปตามทางเดินบนภูเขาอย่างมั่นคง โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น

เมื่อถึงตีนเขา เด็กหนุ่มหันกลับไปมอง น้ำตาอาบไหลรินทั่วใบหน้า

"ท่านอาจารย์ ศิษย์อกตัญญูนัก"

ด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ เด็กหนุ่มหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป หายลับไปจากดินแดนแห่งความโศกเศร้าแห่งนี้

หลายวันต่อมา อารามฝูหลงทั้งมวลถูกทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังอย่างสมบูรณ์

ถึงกระนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนยังคงเดินวนเวียนไปมาบนซากปรักหักพัง หรือไม่ก็กำลังขุดคุ้ยค้นหาบางสิ่งอยู่

คนเหล่านี้ค้นหามาหลายวัน แทบจะขุดดินลงไปลึกถึงสามฉื่อ ทว่ากลับไม่พบสิ่งที่ปรารถนาเลย

"พวกเราถูกหลอกแล้ว"

มาถึงตอนนี้ บางคนก็เริ่มตระหนักได้

มันจะมีคัมภีร์ลับอายุวัฒนะได้อย่างไร หากมีอยู่จริง ไฉนทุกคนจึงล่วงรู้ได้เล่า? มีคนจงใจหลอกใช้พวกเขาเพื่อทำลายอารามฝูหลง

ครั้นแล้ว เมื่อนึกถึงหลินเทียนขึ้นมา ความหวาดกลัวก็แล่นริ้วเข้าเกาะกุมหัวใจอย่างไม่อาจควบคุมได้

หากวันหนึ่งท่านเซียนซือหวนกลับมาล้างแค้นเล่า? เช่นนั้นมิกลายเป็นความแค้นใหญ่หลวงหรอกหรือ?

พวกเขาพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงลงจากเขาด้วยความตื่นตระหนก มุ่งมั่นที่จะไม่ให้ปรมาจารย์เซียนตรวจพบร่องรอยของตนได้

ทางฝั่งของขุมอำนาจตระกูลใหญ่

"ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งหมดกัน?"

"นอกจากคนผู้นั้นแล้ว ยังจะมีใครวางแผนการใหญ่โตเช่นนี้ได้อีก?"

"นั่นสิ คนผู้นั้นไม่กลัวว่าท่านเซียนซือจะกลับมาล้างแค้นหรืออย่างไร?"

"ท่านเซียนซือจากไปหลายปีแล้ว จะกลับมาได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนผู้นั้นวางแผนใหญ่โตถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีมูลเหตุบางอย่างแน่"

"..."

มาถึงจุดนี้ ทุกคนต่างเงียบงัน ในใจกระจ่างแจ้ง

ใช่แล้ว หากคนผู้นั้นไม่มีเบาะแส ไฉนจึงวางแผนเช่นนี้?

ความหมายนั้นชัดเจนยิ่ง อารามฝูหลงมีคัมภีร์ลับบรรลุเซียนที่ท่านเซียนซือทิ้งไว้จริง และเหตุผลเดียวที่พวกเขารื้อค้นไม่พบ ก็เป็นเพราะว่าคัมภีร์ลับบรรลุเซียนนั้นไม่ได้อยู่ในอารามฝูหลงอีกต่อไปแล้ว

"ข้ามีธุระทางบ้าน ขอตัวลาก่อน!"

"ไว้พบกันใหม่"

เหล่าศิษย์ตระกูลใหญ่ต่างแยกย้ายกันไปอย่างรู้ใจ พวกเขาจำเป็นต้องกลับไปที่ตระกูลเพื่อปรึกษาหารือแผนการใหม่กับคนในครอบครัว

เมืองหลวงซั่งจิง พระราชวังหลวงต้าเฉียน

"จะหาไม่พบได้อย่างไร!"

เฉียนฮ่องเต้พิโรธตวาดใส่ราชครูดังก้องห้องทรงพระอักษร นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์บันดาลโทสะใส่ราชครูเช่นนี้

ราชครูไม่อาจหาคำใดมาแก้ตัวได้

เขาวางสายลับแฝงตัวอยู่ในหมู่คนยุทธภพ ขุมอำนาจตระกูลใหญ่ และกลุ่มอื่นๆ ซ้ำเขายังเป็นผู้คอยควบคุมดูแลอยู่เบื้องหลังด้วยตนเอง เขารู้ดีว่าใครเอาอะไรไป และใครไม่ได้อะไรไป ไม่มีทางผิดพลาดอย่างเด็ดขาด

หากอารามฝูหลงมีคัมภีร์ลับบรรลุเซียนของหลินเทียนอยู่จริง เขาเชื่อมั่นว่าตนเองจะต้องหามันมาได้ ตอนนี้เมื่อไม่พบแม้แต่ร่องรอย จึงมีเพียงความเป็นไปได้เดียวคือ เฉียนฮ่องเต้ทรงคาดเดาผิดพลาด และอารามฝูหลงก็ไม่มีคัมภีร์ลับบรรลุเซียนที่ว่านั่นเลย

ทว่าเขาไม่อาจทูลไปตามตรงได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการตบพระพักตร์ของเฉียนฮ่องเต้ เขาจึงทำได้เพียงอดทนรับฟังคำด่าทออย่างเงียบๆ อย่างไรเสียเขาก็ไม่สะทกสะท้านอันใดอยู่แล้ว

"มีบุคคลน่าสงสัยลงจากเขาไปหรือไม่?" เฉียนฮ่องเต้ยังคงไม่ยอมแพ้และตรัสถามขึ้นอีก

"กระหม่อมประจำการอยู่ที่ตีนเขาด้วยตนเอง และไม่มีบุคคลน่าสงสัยใดๆ ลงจากเขาเลยพ่ะย่ะค่ะ ขอฝ่าบาททรงวางพระทัยในเรื่องนี้ได้"

ราชครูกล้าเอาหัวเป็นประกันต่อเฉียนฮ่องเต้ในเรื่องนี้ ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ กำลังคนหรือจะเอาชนะวิถีแห่งเต๋าได้อย่างไร

จบบทที่ บทที่ 5: มนุษย์หรือจะฝืนลิขิตฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว