เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29: ยืมมือสวี่ต้าม้าว ต้อนเซ่อจู้ลงหลุม

บทที่ 29: ยืมมือสวี่ต้าม้าว ต้อนเซ่อจู้ลงหลุม

บทที่ 29: ยืมมือสวี่ต้าม้าว ต้อนเซ่อจู้ลงหลุม


ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ทะลุมิติมา จางจือเฟยได้ศึกษาอุปนิสัยใจคอของผู้คนในเรือนสี่ประสานแห่งนี้จนทะลุปรุโปร่ง

อี้จงไห่ เชี่ยวชาญการใช้ศีลธรรมบีบคั้นผู้อื่น ใจคอคับแคบ เจ้าคิดเจ้าแค้น และหน้าไหว้หลังหลอกเป็นที่สุด

หลิวไห่จง คลั่งไคล้ในอำนาจและยศถาบรรดาศักดิ์ มีหัวคิดแบบศักดินาจ๋า หวังจะไต่เต้าเป็นข้าราชการจนตัวสั่นและลำเอียงรักแต่ลูกชายคนโต แม้จะเป็นคนพูดจาตะกุกตะกักจนมักถูกผู้อื่นใช้คำพูดต้อนจนมุมได้ง่าย แต่ความฉลาดของเขาก็ไม่ใช่ย่อย อีกทั้งบารมีในโรงงานรีดเหล็กยังสูงกว่าอี้จงไห่เสียอีก

นั่นเป็นเพราะเวลาหลิวไห่จงสอนงานลูกศิษย์ เขาจะถ่ายทอดวิชาให้โดยไม่ปิดบัง ลูกศิษย์ของเขาหลายคนจึงได้ดิบได้ดีเป็นช่างระดับห้าไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ลูกศิษย์ของอี้จงไห่ต่างพากันตัดความสัมพันธ์อาจารย์กับศิษย์ แต่ลูกศิษย์ของหลิวไห่จงกลับยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเขาอยู่เสมอ

คนงานส่วนใหญ่ในโรงงานมองว่าหลิวไห่จงเป็นคนหัวช้าที่ถูกอี้จงไห่ปั่นหัวให้เป็นเครื่องมือ และไม่ใช่คนเลวร้ายโดยกมลสันดาน หลายคนจึงเชื่อว่าช่างที่ไม่หวงวิชาและเต็มใจสอนคนอื่นย่อมไม่ใช่คนใจคอโหดเหี้ยม ทว่าในสายตาของจางจือเฟย หลิวไห่จงก็ยังเป็นคนไร้บรรทัดฐานที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ควรค่าแก่การคบหาเป็นสหายสนิท

เหยียนปู้กุ้ย คือตาเฒ่าขี้งกที่เห็นแก่ตัว เดิมทีความขี้งกเกิดจากความลำบากของครอบครัว แต่นานวันเข้าก็กลายเป็นนิสัยฝังรากลึก แม้จะพอมีมโนธรรมอยู่บ้างแต่ก็พึ่งพาไม่ได้ พร้อมจะขายเพื่อนได้ทุกเมื่อเพียงเพื่อแลกกับไข่ไก่แค่สองฟอง

ส่วนหญิงชราหูตึงนั้นคือบอสใหญ่ตัวจริง ทุกคำพูดและการกระทำไร้ช่องโหว่จนจางจือเฟยยังหาทางจัดการหล่อนให้เด็ดขาดไม่ได้ในตอนนี้

เซ่อจู้ หรือเจ้าบื้อเหออวี่จู้ เป็นพวกเจริญรอยตามโจโฉที่ชอบยุ่งกับเมียชาวบ้าน เป็นคนระยำที่ไร้ความละอายและเป็นแฟนคลับตัวยงอันดับหนึ่งของฉินหวายหรู

สวี่ต้าม้าว เป็นคนธรรมดาที่รักการโอ้อวด ใจกว้างพอตัว และเป็นคู่ปรับตลอดกาลของเซ่อจู้

เจี่ยตงซวี่ เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งและมีไฟในการทำงาน กตัญญูต่อมารดา ในตอนนี้เขายังไม่แสดงจุดบกพร่องอื่นใดออกมาให้เห็นมากนัก

ในเรือนสี่ประสานหมายเลข 95 แห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่กว่ายี่สิบครัวเรือน ความสัมพันธ์สลับซับซ้อนเกินบรรยาย จางจือเฟยไม่ได้คิดจะผูกมิตรกับใครอย่างลึกซึ้ง เขาเพียงปฏิบัติกับทุกคนเหมือนเพื่อนบ้านธรรมดา แต่ถ้าใครกล้ามาวางแผนร้ายใส่เขา ก็ต้องเตรียมรับการเอาคืนให้สาสม

คนพวกนี้คิดจริงๆ หรือว่าการมาบีบบังคับเอาตำแหน่งงานและหวังจะขับไล่เขาไปในคราวนั้น มันจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้?

แม้ตอนนี้กำลังของเขาจะยังมีจำกัด และด้วยอิทธิพลของอี้จงไห่รวมถึงหญิงชราหูตึง วิธีที่เขาใช้จัดการไปก่อนหน้านี้ถือว่าดีที่สุดแล้วในขณะนั้น ทว่าการแก้แค้นของวิญญูชนสิบปีก็ยังไม่สาย เขามีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะค่อยๆ สะสางบัญชีแค้นนี้ไปทีละนิด

เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้ากับน้องๆ เสร็จ

จางจือเฟยทบทวนบทเรียนอยู่ที่บ้านครู่หนึ่งก่อนจะออกไปทำงาน ทันทีที่พ้นประตูบ้านเขาก็พบกับสวี่ต้าม้าวที่กำลังขี่จักรยานอยู่พอดี

"จางจือเฟย วันนี้แกไปทำงานเวลานี้เหมือนกันหรือ?" สวี่ต้าม้าวทักทายด้วยความกระตือรือร้น เพราะสำหรับเขาแล้ว จางจือเฟยคือคนที่ช่วยล้างแค้นแทนเขาได้อย่างเจ็บแสบ

เมื่อเห็นว่าเป็นสวี่ต้าม้าว จางจือเฟยที่ไม่คิดจะหักหน้าคนที่ยิ้มให้จึงเอ่ยว่า "เวลานี้คนไม่ค่อยเยอะครับ พวกเขาไปกันหมดแล้ว ถ้าขืนผมไปเจอคนพวกนั้นเข้าจริงๆ คงทนกลิ่นส้วมที่ติดตัวบางคนไม่ไหว"

สวี่ต้าม้าวหัวเราะร่า "จริงของแก ไอ้หลานตัวดีอย่างเซ่อจู้ ในที่สุดก็ได้รับกรรมที่มันก่อไว้สักที"

จางจือเฟยเหลือบมองสวี่ต้าม้าวแล้วแสร้งทอดถอนใจอย่างเสียดาย "แต่ก็น่าเสียดายนะที่ช่วงสามเดือนนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสฝีมือการทำอาหารของเซ่อจู้อีก"

สวี่ต้าม้าวถามอย่างสงสัย "ทำไมล่ะ? เซ่อจู้มันไม่ได้ไปทำงานหรือไง?"

"ก็ตัวเขามีแต่กลิ่นส้วมแถมยังซกมกขนาดนั้น ใครจะไปรู้ว่ามีตัวอะไรจากในส้วมติดมาบ้างหรือเปล่า แค่คิดก็น่าสะอิดสะเอียนแล้วครับ ต่อให้คนอื่นกล้ากิน แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่กล้าแน่" จางจือเฟยแสร้งทำท่าขย้อนออกมาสองสามครั้ง

ดวงตาของสวี่ต้าม้าวเป็นประกายทันที "นั่นดิ! ไอ้หลานนั่นมันควรจะถูกส่งไปตักถ่านหินเฝ้าหม้อน้ำถึงจะถูก"

จางจือเฟยยิ้มบางๆ "แต่น่าเสียดายที่ผู้อำนวยการโรงงานและพวกหัวหน้ายังต้องพึ่งฝีมือเซ่อจู้ไว้รับรองแขก ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าผู้อำนวยการอาจจะไปเจรจากับสำนักงานเขตเพื่อขอยกเว้นโทษล้างส้วมให้เซ่อจู้"

สวี่ต้าม้าวเริ่มร้อนรน "พวกเขาทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ?"

จางจือเฟยเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ "ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ แค่คำพูดคำเดียวจากผู้นำ โรงงานอาจจะแค่หักเงินเดือนเซ่อจู้แล้วให้สำนักงานเขตไปจ้างคนอื่นมาล้างแทน หรือไม่ผู้นำโรงงานอาจจะยอมจ่ายเงินให้เองเลยก็ได้ เฮ้อ... ก็นะ เซ่อจู้มันโชคดีที่มีฝีมือติดตัว! ถ้าโรงงานเราไปดึงตัวพ่อครัวเก่งๆ จากข้างนอกที่มีฝีมือพอๆ กับเซ่อจู้มาได้ก็คงดี เซ่อจู้มันจะได้ไม่ต้องมานั่งทำตัวพองลมจองหองอยู่แบบนี้"

สวี่ต้าม้าวยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งสว่างวาบ เขาตัดสินใจได้ทันทีจึงรีบบอกจางจือเฟย "จื้อเฟย พี่มีธุระด่วนว่ะ ไปก่อนนะ!"

จางจือเฟยไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เร่งฝีเท้าถีบจักรยานตามไป ไม่นานเขาก็แซงกลุ่มของอี้จงไห่และคนอื่นๆ จนไปถึงโรงงานเป็นคนแรก ทิ้งให้เซ่อจู้ยืนด่าไล่หลังด้วยความอิจฉา

จางจือเฟยแยกตัวไปที่แผนกเทคโนโลยีการผลิต ส่วนสวี่ต้าม้าวอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตลอบมุดเข้าไปในห้องทำงานของหลี่หวยเต๋อ

หลี่หวยเต๋อรู้จักสวี่ต้าม้าวเป็นอย่างดี เขาเห็นว่าสวี่ต้าม้าวเป็นคนน่าสนใจที่ชอบประจบสอพลอหัวหน้าแต่ยามใดก็มักจะพลาดเป้าเสมอ โดยเฉพาะเวลาดื่มสุรา หัวหน้าดื่มหนึ่งจอก เขากลับซัดไปสามจอกจนเมาพับเป็นคนแรกเสมอ ในสายตาของทุกคน สวี่ต้าม้าวคือตัวตลกสร้างความบันเทิงชั้นดี

อีกทั้งสวี่ต้าม้าวยังเป็นลูกเขยของโหล่วเจิ้นหัว และเป็นพนักงานฉายภาพยนตร์เพียงคนเดียวของโรงงานเหล็กกล้าดาวแดง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลี่หวยเต๋อจะคุ้นเคยกับเขา

"สวี่ต้าม้าว มีธุระอะไรกับฉัน?" หลี่หวยเต๋อมองท่าทางลับๆ ล่อๆ ของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องปิดบังแน่ จึงเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา

"ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมมาเพื่อรายงานการทำงานครับ" สวี่ต้าม้าวลดเสียงต่ำ

"แกเนี่ยนะ จะรายงานงานอะไรกับฉัน?" หลี่หวยเต๋อแทบจะกุมขมับ พนักงานฉายหนังจะมารายงานอะไรกับเขา? เขาเริ่มสงสัยในสติปัญญาของสวี่ต้าม้าวขึ้นมาตะหงิดๆ

สวี่ต้าม้าวทำท่าทีขรึมและนิ่งเงียบ รอให้หลี่หวยเต๋อเป็นฝ่ายถามเอง แต่หลี่หวยเต๋อนั้นคือปรมาจารย์ด้านการคุมคน เขาเพียงจ้องมองสวี่ต้าม้าวนิ่งๆ โดยไม่ปริปากพูด เพราะเขารู้ดีว่าวิธีจัดการคนอย่างสวี่ต้าม้าวคือการทำตัวให้น่าเกรงขามจนอีกฝ่ายหวาดระแวงไปเอง

และมันก็ได้ผล ทันทีที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหลี่หวยเต๋อ สวี่ต้าม้าวก็รีบเก็บอาการเล่นตัวแล้วละล่ำละลักบอกทันที "ผู้อำนวยการหลี่ครับ คือว่าไอ้เซ่อจู้มันโดนสำนักงานเขตสั่งทำโทษให้ไปล้างส้วมทุกเช้าเย็นครับ มันเป็นคนซกมกอยู่แล้ว ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีเชื้อโรคหรือไอ้ตัวอะไรในส้วมติดมือมาบ้างหรือเปล่า แบบนี้ใครจะกล้ากินอาหารที่มันทำล่ะครับ?"

คำพูดของสวี่ต้าม้าวแทบจะถอดแบบมาจากที่จางจือเฟยเป่าหูมาเป๊ะๆ ทันใดนั้นภาพอันน่าสะอิดสะเอียนก็ผุดขึ้นในหัวของหลี่หวยเต๋อจนเขาถึงกับขนลุกซู่

เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่หวยเต๋อ สวี่ต้าม้าวก็รู้ว่าแผนเริ่มได้ผล จึงรีบกระซิบต่อ "ผู้อำนวยการครับ ท่านคิดว่าเราควรไปหาพ่อครัวจากข้างนอกมาดูแลเรื่องการรับรองแขกแทนไหมครับ? ถ้ามีพ่อครัวเพิ่มมาอีกคน เซ่อจู้มันจะได้ไม่กล้าอู้งานหรือทำตัวโอหังแบบนี้อีก"

หลี่หวยเต๋อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าสวี่ต้าม้าวคิดเรื่องนี้เอง หรือเป็นแผนของโหล่วเจิ้นหัวที่หวังจะดันลูกเขย หรือสวี่ต้าม้าวมีเจตนาอื่นแอบแฝงกันแน่ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของสวี่ต้าม้าวนั้นฟังดูเข้าทีมาก

ไอ้ระยำเซ่อจู้นั่นมันถือดีว่าตัวเองฝีมือดีที่สุดในโรงงานจนไม่เคยให้เกียรติเขาเลยสักนิด เขาอยากจะจัดการมันมานานแล้วแต่ติดที่ต้องพึ่งพาฝีมือมันไว้รับรองแขกสำคัญ แม้เขาจะเป็นนักปฏิบัติที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าหน้าตา แต่ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า เขาก็ย่อมไม่ทนให้ตัวเองต้องลำบากและเสียศักดิ์ศรีแบบนี้

"สวี่ต้าม้าว ข้อเสนอของแกดูเข้าท่าและมีวิสัยทัศน์มาก เออ แล้วแกพอจะรู้ไหมว่าสำนักงานเขตสั่งทำโทษมันนานแค่ไหน?" หลี่หวยเต๋อถาม

สวี่ต้าม้าวตอบด้วยความสะใจ "สามเดือนเต็มครับผู้อำนวยการ!"

"ตกลง ฉันรับรู้แล้ว แกไปสืบดูหน่อยว่ามีพ่อครัวเก่งๆ ที่ไหนบ้าง" หลี่หวยเต๋อตัดสินใจรุกคืบหลายทาง ในปักกิ่งที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่เชื่อว่าหรอกว่าจะหาพ่อครัวที่ฝีมือเหนือกว่าเซ่อจู้ไม่ได้

"แล้วท่านจะให้เซ่อจู้ไปทำงานอะไรแทนครับ?" สวี่ต้าม้าวถามหยั่งเชิง

หลี่หวยเต๋อเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "ก็ส่งมันไปดัดนิสัยในเวิร์กช็อปสิ"

สวี่ต้าม้าวคิดในใจว่าแค่นั้นยังไม่พอ จึงรีบเสนอแนะ "ผู้อำนวยการครับ เซ่อจู้มันแรงเยอะเป็นทุนเดิม ผมว่ามันเหมาะจะไปช่วยเฝ้าหม้อน้ำที่สุดเลยครับ"

หลี่หวยเต๋อมองสวี่ต้าม้าวด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ วันนี้เจ้าเด็กนี่ทำให้เขาประทับใจจริงๆ ข้อเสนอนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก

สวี่ต้าม้าวรู้สึกว่าจางจือเฟยช่างมหัศจรรย์เหลือเกินที่คิดอ่านอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้ แม้จางจือเฟยจะยังเด็กและขาดประสบการณ์ แต่ไอคิวถือว่าสูงลิบลิ่ว และแน่นอนว่าต้องเป็นเขา สวี่ต้าม้าวคนนี้แหละที่จะต้องได้รับความไว้วางใจจากผู้อำนวยการหลี่ผ่านปฏิบัติการในเช้านี้

เขาจะต้องเฟ้นหาพ่อครัวที่เก่งกว่าเซ่อจู้มาให้ได้ เพื่อให้ผู้อำนวยการหลี่ชื่นชมในตัวเขาและแต่งตั้งเขาให้รับตำแหน่งสำคัญ เขาหมายตาตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกโฆษณามานานแสนนานแล้ว

หากจางจือเฟยมาได้ยินสิ่งที่สวี่ต้าม้าวคิด เขาคงได้แต่ถ่มน้ำลายใส่ พนักงานระดับล่างคิดจะข้ามขั้นไปรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับบริหารในทันทีเนี่ยนะ? ช่างฝันกลางวันเสียจริง!

ในยุคสมัยที่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนขององค์กร หากสวี่ต้าม้าวอยากจะเป็นข้าราชการ เขาต้องเปลี่ยนสถานะจากพนักงานทั่วไปเป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหารให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้นเขาก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

สวี่ต้าม้าวเดินออกจากห้องทำงานของหลี่หวยเต๋อด้วยความเบิกบานใจ เขาขี่จักรยานออกไปเพื่อสืบหาพ่อครัวทันที หากเขาสามารถพาพ่อครัวที่เก่งกาจมาแทนที่เซ่อจู้ได้ แล้วได้เห็นเซ่อจู้ต้องตกต่ำลงไปเฝ้าหม้อน้ำ วันนั้นแหละคือวันที่สวี่ต้าม้าวคนนี้ฝันถึงที่สุด!

จบบทที่ บทที่ 29: ยืมมือสวี่ต้าม้าว ต้อนเซ่อจู้ลงหลุม

คัดลอกลิงก์แล้ว