- หน้าแรก
- ระบบมหาเศรษฐีปี หกศูนย์ ปฏิบัติการสร้างอาณาจักรในลานบ้านเก่า
- บทที่ 8: การประชุมใหญ่และข่าวลือสะท้านลานบ้าน
บทที่ 8: การประชุมใหญ่และข่าวลือสะท้านลานบ้าน
บทที่ 8: การประชุมใหญ่และข่าวลือสะท้านลานบ้าน
เมื่ออี้จงไห่และเจี่ยตงซวี่เดินกลับเข้ามาในซอยหลังเลิกงาน ทั้งคู่ต่างสังเกตเห็นว่าผู้คนมากมายพากันมองมาที่พวกเขาจากระยะไกลพลางชี้นิ้วกระซิบกระซาบ สิ่งนี้ทำให้อี้จงไห่รู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เจี่ยตงซวี่เองก็รู้สึกได้ถึงสายตาเหล่านั้น เขาจึงรีบถามอี้จงไห่ด้วยความสงสัย "อาจารย์ครับ มีอะไรติดตัวผมหรือเปล่า? ทำไมทุกคนถึงเอาแต่จ้องพวกเราแบบนั้น"
อี้จงไห่คิดในใจว่า ‘ถ้าฉันรู้ก็คงเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ!’ เขาทำเพียงส่ายหน้าแล้วตอบตงซวี่ไปว่า "ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
ด้วยความกังขา ทั้งสองจึงมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนสี่ประสานหมายเลข 95 ในตรอกหนานหลัวกู่เซี่ยงทันที
ที่ประตูหน้า ลุงสามเหยียนปู้กุ้ยยังคงยืนเฝ้ายามอยู่เช่นเคยเพื่อรอดูเพื่อนบ้านที่กลับจากทำงาน หากเขาเห็นใครถือของติดไม้ติดมือมา เขาก็จะเข้าไปขวางทางชวนคุยสัพเพเหระจนน่ารำคาญ เพื่อหวังจะให้คนเหล่านั้นแบ่งปันของกินของใช้ให้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัดรำคาญ
ทว่าวันนี้ผิดคาด เหยียนปู้กุ้ยไม่ได้เข้าไปทักทายอี้จงไห่หรือเจี่ยตงซวี่เลย เขาเพียงแต่จ้องมองทั้งคู่ด้วยสายตาแปลกพิกล
"ลุงสาม มองผมทำไมครับ?" เจี่ยตงซวี่โพล่งถามสิ่งที่ค้างคาใจ
"เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก ฉันมีธุระในบ้าน ขอตัวก่อนนะ"
ลุงสามเหยียนปู้กุ้ยไม่สนใจจะรอเพื่อนบ้านคนอื่นที่หน้าประตูอีกต่อไป หลังจากเหลือบมองทั้งสองอีกครั้ง เขาก็รีบหมุนตัวกลับเข้าบ้านไปทันที
ท่าทางนี้ทำให้อี้จงไห่และเจี่ยตงซวี่งุนงงจนถึงขีดสุด ด้วยนิสัยของลุงสามที่แม้แต่รถขนปุ๋ยผ่านไปยังต้องขอชิมดูว่าเค็มไหม การที่เขายอมกลับเข้าบ้านง่ายๆ แบบนี้ถือว่ามีพิรุธอย่างยิ่ง
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในลานบ้านด้วยความสงสัย ประจวบเหมาะกับที่ปังเกิ่งกำลังพาน้องสาวร้องเพลงกล่อมเด็กที่จางจือเฟยแต่งขึ้นเมื่อเช้าพอดี
"ลานบ้านเก้าสิบห้า มีลุงใหญ่หน้าซื่อใจคด
อาภัพนักไร้ผู้สืบสกุล เป็นขันทีแต่โทษเมีย
ฝืนดวงชะตาขอยืมท้องเมียลูกศิษย์ผลิตลูกชาย
แม่นางฉินน่ะพอดีนัก แต่เสียดายเมล็ดพันธุ์เน่าเสีย
สุดท้ายก็ต้องไร้ทายาทไปจนตาย..."
เจี่ยตงซวี่รู้สึกเหมือนถูกสวมหมวกเขียวในทันที ส่วนอี้จงไห่เมื่อได้ยินเนื้อเพลงที่ปังเกิ่งร้อง ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีสลับไปมาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่า
เจี่ยตงซวี่ตะคอกใส่ปังเกิ่งพลางสบถเสียงต่ำ "ไอ้เด็กเปรต! ใครสั่งใครสอนให้แกร้องเพลงนี้?"
ปังเกิ่งหดตัวด้วยความกลัวแล้วกระซิบตอบ "เหยียนเจี้ยควางกับเหยียนเจี้ยตี้ที่ลานหน้าเขาร้องกัน ผมเลยจำมาร้องบ้าง"
เจี่ยตงซวี่คว้าพลั่วตักถ่านแถวนั้นมาถือไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังลานหน้าทันที อี้จงไห่เห็นดังนั้นก็รู้ว่าตงซวี่จะไปเอาเรื่องเหยียนปู้กุ้ย เขาจึงรีบห้ามไว้ "ตงซวี่ กลับบ้านไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวจะมีการประชุมใหญ่ของลานบ้าน อาจารย์ของเจ้าคงถูกใครบางคนใส่ร้ายเข้าให้แล้ว"
อี้จงไห่รู้แก่ใจว่าคนที่ปล่อยข่าวลือต้องเป็นคนในลานบ้านแน่นอน แม้จะยังไม่รู้จุดประสงค์ แต่เขาจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด
หากจางจือเฟยล่วงรู้สิ่งที่อี้จงไห่กำลังคิด เขาคงจะรินเหล้าฉลองอย่างมีความสุขแน่นอน เพราะวิธีรับมือกับเรื่องแบบนี้ที่ดีที่สุดคือการนิ่งเฉยเสีย ยิ่งดิ้นรนแก้ไขมันก็จะยิ่งพัวพันยุ่งเหยิง การออกมาชี้แจงมีแต่จะเพิ่มหัวข้อให้คนเอาไปซุบซิบต่อ และด้วยฝีปากของคนในลานบ้านที่ชอบใส่สีตีไข่ เรื่องอื้อฉาวนี้คงจะวนเวียนอยู่ไปอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน
ที่บ้านของจางจือเฟยในลานหน้า หลังจากสี่พี่น้องกินข้าวเสร็จ น้องๆ ทั้งสามคนก็เตรียมโต๊ะเพื่อจะเริ่มอ่านหนังสือ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูยามเย็นดังขึ้น
"จางจือเฟย แจ้งให้ทราบว่าเดี๋ยวจะมีการประชุมที่ลานกลาง ทุกบ้านต้องส่งตัวแทนไปหนึ่งคน!" หลิวกวงเทียนตะโกนบอกจากด้านนอก
"รับทราบ" จางจือเฟยขานตอบ
"พี่ใหญ่ ในลานบ้านเกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ?" จางลี่ลี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จางจือเฟยรู้ดีว่าคงเป็นเพราะเพลงกล่อมเด็กที่เขาแต่งขึ้นเมื่อเช้า แต่เขาต้องเหยียบเรื่องนี้ไว้ให้มิด แม้แต่น้องๆ ก็บอกไม่ได้
"ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวก็คงรู้เอง พวกเธอสามคนตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ที่นี่แหละไม่ต้องไป" จางจือเฟยสั่งกำชับ
จางจือเฟยโอ้เอ้อยู่ในบ้านอีกเกือบสิบนาที ก่อนจะหยิบเก้าอี้พับเดินมุ่งหน้าไปยังลานกลาง
เมื่อเข้าไปถึงลานกลาง เขาเห็นลุงทั้งสามนั่งเรียงแถวอยู่หลังโต๊ะสองตัวที่วางต่อกัน โดยมีผู้อยู่อาศัยกว่ายี่สิบครัวเรือนนั่งอยู่ด้านล่าง
จางจือเฟยไม่อยากข้องแวะกับพวก "เดรัจฉาน" เหล่านี้มากนัก จึงเลือกนั่งตรงมุมแถวหลังสุดข้างๆ หลี่หย่งเฉียงที่ทำงานในโรงงานไม้ ไม่นานหลังจากเขานั่งลง สวี่ต้าม้าวก็เข็นจักรยานเข้ามาในลานกลางพอดี
"อ้าว มีประชุมใหญ่หรือ? งั้นผมต้องเข้าร่วมด้วยคน" สวี่ต้าม้าวส่งเสียงโวยวายมาแต่ไกล
"สวี่ต้าม้าว ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้? พวกเรานั่งรอกันตั้งนาน แกไม่มีจิตสำนึกเรื่องส่วนรวมเอาเสียเลย" หลิวไห่จงเริ่มวางมาดลุงรองตำหนิเขาทันที
"โธ่ ลุงรอง ใช่ว่าผมไม่อยากมาเสียเมื่อไหร่ล่ะครับ แต่ผู้นำโรงงานเขามีธุระกับผม เอาอย่างนี้ไหมครับ วันหลังถ้าพวกผู้นำเรียกพบ ผมจะบอกพวกเขาว่าท่านหลิวไห่จงไม่ยอมให้ผมไปทำงานให้ ท่านว่างั้นไหม?" สวี่ต้าม้าวไม่ใช่คนยอมคน เขาจึงสวนกลับทันควัน
หลิวไห่จงถึงกับสำลักคำพูดตัวเองจนไปไม่เป็น ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย
ลุงสามเหลือบมองหลิวไห่จงก่อนจะรับช่วงต่อจากสวี่ต้าม้าว "ต้าม้าว ลุงรองเขาก็แค่ล้อเล่นกับเธอเอง ทำไมเธอถึงเป็นคนล้อเล่นไม่ได้ไปได้ล่ะ?"
สวี่ต้าม้าวเองก็รู้ว่าไม่ควรผิดใจกับลุงทั้งสามพร้อมกันหมด วันนี้เขาแค่หงุดหงิดนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงไม่หาเรื่องลุงรองตรงๆ แบบนี้
"เอาเถอะครับ ผมแค่ไม่ชอบใจคำพูดเฉยๆ เดี๋ยวผมไปเก็บจักรยานแล้วจะมาสมทบ" สวี่ต้าม้าวจอดจักรยานแล้วคว้าเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ จางจือเฟย
ตั้งแต่จางจือเฟยทะลุมิติมา เขายังไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับตัวละครเหล่านี้เท่าไหร่ เมื่อได้มองสวี่ต้าม้าวใกล้ๆ ก็พบว่าชายคนนี้หน้ายาวจริงๆ แต่การแต่งกายถือว่าดูดีมีฐานะพอสมควร
"จือเฟย กินเม็ดกวยจี้ไหม" สวี่ต้าม้าวยื่นเมล็ดทานตะวันกำมือหนึ่งให้จางจือเฟย
จางจือเฟยมาอยู่ที่นี่สิบกว่าวันแล้ว รู้สึกว่าแม้แต่เมล็ดทานตะวันก็กลายเป็นของหายาก เขาจึงรับมาพลางเอ่ย "ขอบคุณครับ"
สวี่ต้าม้าวพูดอย่างโอ้อวด "ไม่ต้องขอบคุณหรอก แค่เมล็ดทานตะวันกำมือเดียว พี่ต้าม้าวของแกไม่ขัดสนของพวกนี้หรอก"
พูดพลางเขาก็ยื่นให้อีกกำมือแก่หลี่หย่งเฉียงที่อยู่ข้างๆ แล้วกระซิบถามทั้งสองคน "วันนี้เขานัดประชุมเรื่องอะไรกัน?"
จางจือเฟยรู้คำตอบดีแต่ไม่บอก เขาเพียงส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ผมขลุกอยู่แต่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรปักกิ่งทั้งวัน เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเขานัดประชุมเรื่องอะไร"
หลิวกวงเทียนแอบย่องเข้ามาแล้วกระซิบ "พี่ต้าม้าว ถ้าพี่แบ่งเมล็ดทานตะวันให้ผม ผมจะบอกให้ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน"
สวี่ต้าม้าวเป็นคนรู้จักเข้าหาคน เขาจึงแบ่งเมล็ดทานตะวันที่เหลือให้หลิวกวงเทียนแล้วรอฟังคำตอบ
หลิวกวงเทียนรีบเก็บเมล็ดทานตะวันใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวังก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ "ในซอยเขามีข่าวลือกันว่า ลุงใหญ่โหยหาอยากให้ฉินหวายหรูออกลูกให้เขาใจจะขาด แต่เสียดายที่แกดันเป็นขันทีไร้น้ำยาเสียเอง"
"พรวด!..." สวี่ต้าม้าวถึงกับพ่นเปลือกเมล็ดทานตะวันใส่หน้าหลิวกวงเทียน "กวงเทียน พี่ขอโทษนะ เอ้า... เอาที่เหลือไปให้หมดเลย เล่าให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ" สวี่ต้าม้าวเริ่มหูผึ่งด้วยความสนใจ
"พี่ต้าม้าว ผมบอกให้ก็ได้ วันนี้พวกเด็กๆ ที่หน้าซอยพากันร้องเพลงกล่อมเด็ก เนื้อหาประมาณว่าลุงใหญ่รับเจี่ยตงซวี่เป็นศิษย์ก็เพื่อจะใช้ ‘ผืนนา’ ของฉินหวายหรูปลูกลูกชายให้ตัวเอง แต่ที่ไหนได้ ตัวแกเองกลับเป็นขันทีเสียอย่างนั้น" เมื่อเห็นว่าสวี่ต้ามข้าวมอบเมล็ดทานตะวันให้อีกกำมือใหญ่ หลิวกวงเทียนก็ลืมเรื่องที่ถูกพ่นใส่หน้าไปเสียสนิท
"ทุกคนอยู่ในความสงบ! เรือนสี่ประสานของเราเป็นชุมชนที่มีอารยะเสมอมา นี่เป็นผลมาจากความเหนื่อยยากของพวกเราลุงทั้งสามคน และความร่วมมือร่วมใจของทุกคน"
"ทว่าเมื่อวันนี้เอง เรือนสี่ประสานของเรากลับกลายเป็นตัวตลกให้เขาหัวเราะเยาะกันไปทั่ว ผมล่ะอายจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว มีคนปล่อยข่าวว่าลุงใหญ่คิดจะ ‘ขอยืมท้อง’ แถมยังว่าลุงใหญ่อี้เป็นขันที คนเราทำไมถึงปล่อยข่าวลือแบบนี้ออกมาได้? การที่เฒ่าอี้ไม่มีลูกมันก็ไม่ใช่ปัญหาของเขาฝ่ายเดียวเสียหน่อย ส่วนเรื่องที่ว่าแกเป็นขันทีจริงไหมนั้น มันก็ยัง..." หลิวไห่จงเริ่มติดขัดเพราะนึกคำไม่ออก
"ยังต้องถกเถียงกันต่อไป" ลุงสามเหยียนปู้กุ้ยช่วยเสริม
"ใช่แล้ว! เรื่องที่ลุงใหญ่เป็นขันทีจริงหรือไม่นั้น มันยังต้องถกเถียงกันต่อไป ถกเถียงกันต่อไป!" เมื่อได้รับการเตือนจากเหยียนปู้กุ้ย หลิวไห่จงก็สรุปบทพูดที่เขาเตรียมมานานได้อย่างภาคภูมิใจ
สิ้นคำพูดของลุงรองหลิวไห่จง ทุกคนในลานบ้านก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น เดิมทีผู้คนไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่การที่เขาเน้นย้ำซ้ำๆ ว่าเรื่องนี้ "ยังต้องถกเถียง" กลับยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขากำลังยืนยันว่าลุงใหญ่มีความต้องการจะ "ขอยืมท้อง" จริงๆ เสียอย่างนั้น
ใบหน้าของอี้จงไห่ดำคล้ำเป็นปื้น เขาเหลือบมองหลิวไห่จงด้วยสายตาอาฆาต รู้สึกอยากจะฆ่าชายคนนี้ทิ้งเสียเดี๋ยวนี้
ตอนนี้สถานการณ์ของเขาไม่ต่างอะไรกับ "ขี้โคลนติดรองเท้า" ถึงจะไม่ใช่ขี้จริงๆ แต่ใครเห็นก็ต้องมองว่าเป็นขี้อยู่ดี
สวี่ต้าม้าว จางจือเฟย และคนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะจนตัวงอ จางจือเฟยกระซิบถามสวี่ต้าม้าว "พี่ว่าลุงรองเขาตั้งใจพูดแบบนั้นหรือเปล่า?"
สวี่ต้าม้วนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ดูท่าจะไม่ใช่นะ หมอนี่มันพวกสมองกลวงแต่กำเนิดอยู่แล้ว"
อี้จงไห่มองทุกคนด้วยใบหน้าถมึงทึง หลังจากหัวเราะกันอยู่พักใหญ่ ผู้คนก็เริ่มเกรงใจและเกรงกลัวอำนาจของเขาจึงพากันเงียบเสียงลง
การประชุมใหญ่ของลานบ้านยังคงดำเนินต่อไปอย่างเคร่งเครียด