เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ในตอนนั้นจิงเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก

บทที่ 5 ในตอนนั้นจิงเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก

บทที่ 5 ในตอนนั้นจิงเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก


บทที่ 5 ในตอนนั้นจิงเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก

ข้ารับใช้ในวังแทบจะไม่เคยมอบของขวัญให้แก่กัน เพราะเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าลักลอบติดต่อกันเป็นการส่วนตัว ยิ่งไปกว่านั้น จะมีใครหน้าหนาพอที่จะทิ้งชื่อของตัวเองไว้กัน?

กลัวว่าหลักฐานจะมัดตัวไม่แน่นพอหรืออย่างไร?

โชคดีที่ของที่ส่งมาเป็นยา จิงเจ๋อจึงยังพอหาข้ออ้างปัดเป่าไปได้ เขาไม่เห็นแม้แต่เงาคนส่งและไม่รู้ว่าจะเอาไปคืนที่ไหน จึงทำได้เพียงเก็บมันไว้

สองวันต่อมา ปาชีก็มาหาเขาอีกครั้ง

ครั้งนี้ สิ่งที่ส่งมาคือขนม

พวกมันดูไม่เหมือนขนมที่คนทั่วไปจะได้กิน ลวดลายที่วิจิตรบรรจงนั้นดูราวกับดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่บอบบางและมีชีวิตชีวา

มีกระดาษแผ่นเล็กแนบมาด้วย

"แทนคำขอโทษ"

และลงชื่อท้ายข้อความว่า หรงจิ่ว

จิงเจ๋อกุมขมับด้วยความปวดหัว "คงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสองคนแล้ว หากวันหน้ามีของส่งมาอีก โปรดอย่ารับไว้เลย มันผิดกฎของวังหลวง"

ฉีทุยยักไหล่ "เรื่องนั้นข้าคงช่วยเจ้าไม่ได้หรอกจิงเจ๋อ เจ้าก็รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นองครักษ์หลวง ไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ เจ้าไปรู้จักคนมีเส้นสายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" ทั้งสองครั้งที่มาส่งของล้วนเป็นคนละคนกัน พวกเขาอ้างว่ามาส่งของแทนสหาย แต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็นองครักษ์หลวง ใครจะกล้าเข้าไปขวางกันเล่า?

จิงเจ๋อเอ่ยเสียงแห้ง "ก่อนหน้านี้มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ... ช่างเถอะ หากมีคนมาส่งของอีก รบกวนพวกเจ้าช่วยขวางให้ข้าทีนะ"

ขณะที่พูด เขาก็ยัดเงินครึ่งพวงใส่มือพวกเขากันคนละนิด

เฉินหมิงเต๋อไม่ได้โหดร้ายนัก เขามักจะหักเงินเบี้ยหวัดรายเดือนของบรรดาขันทีน้อยเพียงสามส่วน และแจกจ่ายส่วนที่เหลือให้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จิงเจ๋อจึงพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง

เมื่อได้รับเงิน ฉีทุยและปาชีย่อมตอบตกลงอย่างว่าง่าย

และเมื่อหรงจิ่วส่งของมาเป็นครั้งที่สาม จิงเจ๋อก็ได้พบกับเขาเป็นครั้งที่สอง

"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?"

จู่ๆ หรงจิ่วก็เอ่ยถามขึ้น

จิงเจ๋อหลุดออกจากภวังค์ ยกมือขึ้นกุมหน้าแล้วถอนหายใจ "ทำไมวันนี้ข้าถึงเหม่อลอยอยู่เรื่อยเลยนะ... ข้าเพิ่งนึกถึงตอนที่เราเจอกันครั้งที่สองน่ะ"

หรงจิ่วพยักหน้าและกล่าวอย่างเรียบเฉย "นั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนกระชากคอเสื้อข้าตอนคุยด้วย"

สำหรับของขวัญสองชิ้นแรก เขาเพียงแค่ส่งคนไปมอบให้

จนกระทั่งคนที่เขาส่งไปจับตาดูเรือนเหนือรายงานว่าจิงเจ๋อต้องการพบ หรงจิ่วถึงได้รู้สึกสนใจ นำไปสู่การพบกันในครั้งนั้น

ส่วนเหตุผลที่เขาส่งคนไปเฝ้าจับตาดูเรือนเหนือนั้น...

นัยน์ตาของหรงจิ่วดูลึกล้ำ ซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้

ในวันนั้น ทันทีที่จิงเจ๋อเห็นเขา เขาก็พุ่งพรวดเข้ามาอย่างร้อนรน กระชากคอเสื้อเขาอย่างเกรี้ยวกราด และประโยคแรกที่หลุดออกจากปากก็คือ

"เลิกเขียนจดหมายได้แล้ว! เจ้ารนหาที่ตายหรือไง?"

จากนั้นเขาก็ฉีกกระดาษข้อความทิ้งต่อหน้าต่อตาหรงจิ่ว

ประโยคที่สองก็คือ "ข้าไม่ต้องการคำขอโทษจากเจ้า เจ้าไปได้แล้ว"

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในรวดเดียว

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น จิงเจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน "เป็นเพราะเจ้าทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไปต่างหาก"

มีอย่างที่ไหนมาทิ้งข้อความไว้ทุกครั้งแบบนั้น?

ทั้งลายมือ ชื่อแซ่ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามในวังหลวง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการถ่ายทอดความลับจากปากสู่หู โดยไม่ให้มีบุคคลที่สามล่วงรู้

อันที่จริง การพบกันของพวกเขาในตอนนี้ก็ไม่สมควรเกิดขึ้นเช่นกัน

จิงเจ๋อไม่รู้ว่าเขากับหรงจิ่วพัฒนาความสัมพันธ์มาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร... พวกเขาเป็นเหมือนสหาย ทว่าก็ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง การกระทำของหรงจิ่วอาจอธิบายได้ว่าเป็นการขอโทษ แต่จิงเจ๋อกลับยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่หรงจิ่วทำเรื่องพวกนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของระบบนั่น

จิงเจ๋อรู้สึกละอายและรู้สึกผิด เดิมทีเขาคงไม่กล้าเข้าใกล้หรงจิ่วมากนัก ประการแรก เขากลัวว่าหากมนตร์สะกดนั้นทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรงจิ่วอาจจะค้นพบความผิดปกติและรังเกียจเขา ประการที่สอง การทำความรู้จักกับคนแบบหรงจิ่วนั้นช่างแตกต่างจากวิถีชีวิตปกติของเขาโดยสิ้นเชิง

แต่หากต้องหาเหตุผล...

มันอาจจะเกี่ยวข้องกับใบหน้าของหรงจิ่ว

ก็หรงจิ่วหน้าตาดีเกินไปน่ะสิ

จิงเจ๋อทอดถอนใจ เขามีจุดอ่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก

เขาชอบคนหน้าตาดีที่สุด

ยิ่งหน้าตาดีเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งต้านทานได้ยากเท่านั้น ช่างเป็นนิสัยเสียที่น่าละอายจริงๆ

แต่ก็ยังโชคดีที่แม้จิงเจ๋อจะมีจุดอ่อนนี้ ทว่าเขาก็ช่างเลือกมากเช่นกัน

เขาอาจจะมองว่าบางคนหน้าตาดี แต่คนคนนั้นต้องตรงสเปกของเขาจริงๆ เขาถึงจะเสียสมาธิได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หรงจิ่วคือคนที่ตรงสเปกเขามากที่สุด

เขาอยากจะตบหน้าตัวเองจริงๆ ที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยไม่จำเป็น คนที่มีรูปโฉมหล่อเหลาคมคายอย่างหรงจิ่ว ย่อมไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้ง่ายๆ เขาไม่ได้รับบทเรียนจากการพบกันครั้งแรกหรืออย่างไร?

สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นความผิดของไอ้ระบบเฮงซวยนั่นอยู่ดี

บางครั้งเวลาที่จิงเจ๋อต้องออกไปข้างนอกและบังเอิญเจอหรงจิ่ว อีกฝ่ายก็จะเดินเป็นเพื่อนเขาสักพัก

ทว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี จิงเจ๋อจึงแทบไม่ค่อยได้ทำเช่นนั้นนัก

แต่ที่วันนี้เป็นแบบนี้ ก็คงเพราะ...

"ทำไมเจ้าถึงอารมณ์ไม่ดีล่ะ?"

หรงจิ่วเอ่ยถามเรียบๆ

จิงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหรงจิ่วจะถามเช่นนี้

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ทอดสายตามองระเบียงทางเดินที่อยู่ใกล้ๆ เสียงกรอบแกรบดังขึ้นเมื่อหิมะที่ร่วงหล่นถูกเหยียบย่ำใต้ฝ่าเท้า ราวกับลานสีขาวโพลนที่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งปกคลุมเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความหนาวเหน็บ

"พรุ่งนี้ ข้าจะถูกยืมตัวไปช่วยงานที่ห้องเครื่อง ที่นั่นคนเยอะ ไม่สงบเหมือนเรือนเหนือ ข้าก็เลยกังวลนิดหน่อย" ในที่สุดจิงเจ๋อก็เอ่ยปาก

หรงจิ่วเลิกคิ้ว "ห้องเครื่องมายืมตัวคนจากเรือนเหนือเนี่ยนะ?"

จิงเจ๋อเพียงส่งยิ้มบางๆ หรงจิ่วไม่พูดอะไรอีกและเดินไปส่งเขาจนถึงเส้นทางในวังที่มุ่งหน้าไปยังห้องเครื่องก่อนจะหยุดฝีเท้าลง

จิงเจ๋อเองก็หยุดเดินโดยสัญชาตญาณเช่นกัน หรงจิ่วยื่นมือออกไปปัดเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขา ท่ามกลางหิมะสีขาวที่ร่วงหล่น เขาได้ยินเสียงทุ้มเย็นชาของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น "หากมีใครน่ารำคาญนัก ฆ่าทิ้งเสียก็ไม่เสียหายอะไร"

จิงเจ๋อ "..."

จริงสิ นอกจากหน้าตาดีแล้ว คนคนนี้ยังมีข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง

คือมักจะพูดอะไรที่น่าตกใจออกมาเป็นบางครั้ง

ชนิดที่ทำให้คนฟังหัวใจวายตายได้เลยทีเดียว

แถมยังอารมณ์ร้ายนิดๆ อีกด้วย

คนอย่างเฉียนฉินจะถูกฆ่าตายง่ายๆ แบบนั้นได้ยังไง?

แต่คำพูดของหรงจิ่วไม่เคยฟังดูเหมือนเรื่องโกหกเลย

มันแฝงไปด้วยความมืดมนน่าขนลุกที่ชวนให้คิดว่ามันอาจเป็นไปได้จริงๆ

จิงเจ๋อส่ายหน้า "ถ้ามันจัดการง่ายขนาดนั้น ข้าก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจหรอก" เมื่อเห็นว่าห้องเครื่องอยู่ตรงหน้า เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกำชับให้หรงจิ่วระมัดระวังคำพูดและการกระทำ และอย่าพูดอะไรแบบนี้อีก ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปข้างใน

หรงจิ่วมองตามแผ่นหลังของจิงเจ๋อที่ก้าวเข้าไปในห้องเครื่อง และหลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็เดินไปในอีกทิศทาง

เขาเดินด้วยจังหวะที่ไม่รีบร้อน ทว่าทิศทางที่มุ่งหน้าไป กลับไม่ใช่ทิศทางที่เขาควรจะไปลาดตระเวนเลยแม้แต่น้อย

ภายนอกตำหนักเฉียนหมิง หัวหน้าขันทีข้างพระวรกาย หนิงหงหรู ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สายลมหนาวที่พัดหวีดหวิวบาดผิวหน้าจนเจ็บแปลบ

ขนาดเขาที่เป็นชายยังรู้สึกเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเจ้านายสาวร่างบอบบางที่ย่อมต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่า

หลิวไฉเหรินเกล้ามวยผมทรงถงซิน สวมเสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ทอสีเทาหม่นดั่งสายฝนในเจียงหนาน ดวงหน้าเล็กๆ ที่งดงามของนางถูกลมหนาวพัดจนแดงระเรื่อ

"หัวหน้ากงกงหนิง ข้าเพียงแค่นำพระกระยาหารมาถวายฝ่าบาทเหมือนอย่างเคย ไฉนวันนี้ถึงได้แตกต่างจากทุกทีเล่า?" หลิวไฉเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "ท่านแค่เข้าไปทูลรายงาน ฝ่าบาทไม่มีทางปฏิเสธไม่ยอมพบข้าหรอก"

หนิงหงหรูแย้มยิ้ม "หากเป็นวันอื่น บ่าวคงมิกล้าขัดขวางพระสนมพ่ะย่ะค่ะ ทว่าวันนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งห้ามผู้ใดเข้าเฝ้าโดยเด็ดขาด ขอพระสนมเสด็จกลับไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

หลิวไฉเหรินไม่ยอมถอยและยืนกรานที่จะเข้าไปให้ได้

ตำแหน่งของนางนั้นต่ำต้อยนัก เดิมทีไม่ควรโอหังต่อหน้าหนิงหงหรูถึงเพียงนี้ แต่ในวังหลังแห่งนี้ ลำดับขั้นหาใช่เรื่องสำคัญไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฮ่องเต้จิ่งหยวนต่างหาก

ผู้ใดก็ตามที่ฮ่องเต้จิ่งหยวนโปรดปราน ต่อให้ต่ำต้อยเพียงใดก็จะถูกยกย่องชูคอขึ้นสวรรค์ แต่หากพระองค์ทรงเกลียดชังใคร ต่อให้เป็นถึงฮองเฮาก็ไร้ความหมาย

ตอนที่หลิวไฉเหรินเพิ่งเข้าวังมาใหม่ๆ นางยังคงระมัดระวังตัวและเจียมเนื้อเจียมตัว ทว่าเพียงครึ่งปีผ่านไป นางกลับกลายเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง ราวกับเป็นคนละคน

เวลาผ่านไปชั่วครึ่งถ้วยชา หนิงหงหรูก็ยังไม่ยอมหลีกทางให้ สีหน้าของหลิวไฉเหรินจึงดูอัปลักษณ์ยิ่งนัก

ขณะนั้นเอง นางกำนัลรับใช้ผู้หนึ่งก็รีบรุดออกมาจากภายในตำหนักเฉียนหมิงและกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูหนิงหงหรู สีหน้าของหนิงหงหรูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในตำหนัก

ดวงตาของหลิวไฉเหรินเป็นประกาย นางก้าวตามไปสองสามก้าว "ฝ่าบาททรงยอมให้ข้าเข้าเฝ้าแล้วใช่หรือไม่?"

หนิงหงหรูกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "โปรดรั้งรออยู่ตรงนี้ก่อนเถิดพระสนม บ่าวจะเข้าไปทูลรายงานให้เดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"

หลิวไฉเหรินจึงยอมหยุดฝีเท้า ยืนรออย่างโง่งมอยู่หน้าประตู

นางกำนัลเดินตามหลังหนิงหงหรูขณะที่ทั้งกลุ่มรีบรุดเข้าไปในตำหนัก มีเพียงเสียงของนางที่ดังแว่วมาเพื่อกล่าวเสริมในสิ่งที่ยังพูดไม่จบ "...ฝ่าบาททรงกริ้วมากเลยเจ้าค่ะ"

หัวใจของหนิงหงหรูกระตุกวาบ เขาสลัดเรื่องของหลิวไฉเหรินหรือสวี่กุ้ยเหรินทิ้งไปจากสมองจนหมดสิ้น นึกอยากจะให้ตัวเองมีกงล้อลมกรดติดอยู่ที่เท้าเสียเหลือเกิน ขณะที่จ้ำอ้าวด้วยความรวดเร็ว

เมื่อถึงห้องบรรทมและก้าวเข้าไป เขาก็เห็นร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่กลางตำหนัก กำลังเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"...เฉียนฉินผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก มันไม่อยากสูญเสียลูกมือของตนไป จึงไปหาแพะรับบาปมาแทน ไม่เพียงแต่ทำงานให้หลิวไฉเหรินสำเร็จเท่านั้น แต่หากมีการสืบสวนหาคนผิด ก็จะมีเจ้าคนโชคร้ายคอยรับเคราะห์แทนพ่ะย่ะค่ะ..."

เฉียนฉิน? ไอ้หมอนั่นจากห้องเครื่องน่ะหรือ? หลิวไฉเหริน แพะรับบาป... ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านี้หลุดรอดออกมา หนิงหงหรูก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม จากนั้นก็พลันได้ยินเสียงของฮ่องเต้จิ่งหยวนตรัสเรียกชื่อตน น้ำเสียงนั้นไพเราะจับใจ ทว่ากลับเยือกเย็นอย่างน่าประหลาดราวกับน้ำแข็ง

"ไปตัดลิ้นเฉียนฉินซะ" ประโยคอันราบเรียบนั้นทำเอาทั้งห้องบรรทมตกอยู่ในความเงียบงัน ครู่ต่อมา "แล้วลากตัวผู้หญิงที่อยู่ข้างนอกนั่นไปตัดหัวด้วย"

เสียงสะอื้นด้วยความหวาดกลัวของนางกำนัลถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เกือบจะทำให้นางเสียมารยาท เบื้องหน้านาง หนิงหงหรูโค้งคำนับตอบรับอย่างสงบเยือกเย็น "น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อหนิงหงหรูก้าวออกมาจากตำหนักเฉียนหมิง ดวงตาของหลิวไฉเหรินก็เป็นประกาย นางอดไม่ได้ที่จะก้าวออกไปข้างหน้าสองก้าว มือเรียวลูบผมตัวเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะทอดสายตามองขันทีใหญ่ด้วยรอยยิ้ม แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจจางๆ

"หัวหน้ากงกงหนิง ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ข้าเข้าเฝ้าแล้วใช่หรือไม่?"

ในใจนางรู้สึกไม่พอใจหนิงหงหรูอยู่บ้าง เขารู้ดีแก่ใจว่าฮ่องเต้โปรดปรานนาง ทว่าก็ยังคงหาข้ออ้างสารพัด นางอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่ไม่รู้จักพลิกแพลงเช่นนี้ก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้อย่างไร

แม้นางจะคิดเช่นนั้น แต่หลิวไฉเหรินก็ไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า เพราะกลัวว่าจะไปล่วงเกินหนิงหงหรูเข้า ตั้งแต่เข้าวังมา นางก็ตระหนักดีว่าพวกขันทีล้วนเป็นพวกใจแคบทั้งสิ้น

หนิงหงหรูผู้ใจแคบแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า "รับสั่งจากฝ่าบาท ประทานความตายให้หลิวไฉเหริน ให้นำตัวไปประหารเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 5 ในตอนนั้นจิงเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก

คัดลอกลิงก์แล้ว