- หน้าแรก
- พ่อม่ายกวาดขยะ สู่นักเขียนท็อปวันเขย่าวงการวรรณกรรม
- บทที่ 16 - ร้านอาหารของรัฐ
บทที่ 16 - ร้านอาหารของรัฐ
บทที่ 16 - ร้านอาหารของรัฐ
บทที่ 16 - ร้านอาหารของรัฐ
"ได้ยินข่าวหรือยัง โหย่วเฉิงเขาเขียนบทความลงนิตยสารด้วยนะ?"
"โหย่วเฉิงไหนล่ะ?"
"จะมีโหย่วเฉิงไหนอีกล่ะ ก็หลินโหย่วเฉิงคนที่เพิ่งเสียเมียเพราะคลอดลูกยาก แล้วต้องกระเตงลูกหกคน แถมยังทำงานกวาดถนนคนนั้นไง"
"จริงดิ? เขาไปเอาปัญญาที่ไหนมาเขียนบทความได้ล่ะ?"
"เป็นไปไม่ได้มั้ง! เขาเป็นแค่คนกวาดถนนไม่ใช่เหรอ?"
"เรื่องจริงสิ จางหงเหมยเห็นกับตาเลยว่าบุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งให้เขา ได้ยินว่านิตยสารนั้นชื่อ... ชื่ออะไรนะ? อ้อ เหมือนจะชื่อ 《หนังสือพิมพ์นิยายรายวัน》 มั้ง!"
"《หนังสือพิมพ์นิยายรายวัน》 อะไรกันเล่า ชื่อ 《นิตยสารนิยายรายเดือน》 ต่างหาก ไม่นึกเลยนะว่าหลินโหย่วเฉิงจะเขียนบทความได้ด้วย?"
"ถึงเขาจะเป็นคนกวาดถนน แต่เมื่อก่อนเขาก็เคยเรียนหนังสือมาหลายปีนะ พี่สาวเขายังสอบติดมหาวิทยาลัยเลย"
"นั่นก็ใช่อยู่หรอก แต่ใครจะไปนึกถึงล่ะ!"
"ใช่ๆ ใครจะไปคิดว่าคนสภาพแบบเขา จะมีปัญญาเขียนบทความได้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ..."
...
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เพื่อนบ้านทั้งตรอกชุนเฟิงต่างก็รู้เรื่องที่หลินโหย่วเฉิงส่งต้นฉบับไปตีพิมพ์ในนิตยสารกันหมดแล้ว ทุกคนกำลังจับกลุ่มเมาท์มอยเรื่องซุบซิบที่น่าตกตะลึงนี้กันอย่างออกรส
เพราะเรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป หลินโหย่วเฉิงคนที่เมื่อก่อนเอาแต่หมกตัวอยู่กับวงไพ่ทั้งวันนอกจากจะกวาดถนนแล้ว กลับมีความสามารถเขียนบทความได้ด้วย
ใครที่รู้จักหลินโหย่วเฉิงย่อมต้องตกตะลึงกันทั้งนั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในสายตาของผู้คนยุคนี้ คนที่สามารถมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารได้นั้นคือ 'ปัญญาชน' และไม่ใช่คนธรรมดาไก่กาแน่นอน
และในตอนนี้ คนไม่เอาถ่านอย่างหลินโหย่วเฉิงกลับกลายเป็นนักเขียนเสียแล้ว ความขัดแย้งในภาพลักษณ์นี้แหละที่ทำให้เพื่อนบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่อยากจะเชื่อ
หลินโหย่วเฉิงไม่ได้รู้เรื่องเลยว่า การที่เขาส่งต้นฉบับไปที่ 《นิตยสารนิยายรายเดือน》 ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาล่าสุดหลังอาหารค่ำของคนในตรอกชุนเฟิงไปแล้ว ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า
หลินโหย่วเฉิงแค่รู้สึกว่าการจะออกจากบ้านสักครั้งมันช่างยากลำบากเหลือเกิน เพราะต้องพากองทัพหัวไชเท้าทั้งหกคนไปด้วย เรียกว่าแบกไว้บนหลังหนึ่งคน อุ้มไว้แนบอกอีกหนึ่งคน แล้วก็ต้องจูงมือเด็กเล็กๆ อีกสี่คน แถมยังต้องคอยสอดส่องดูแลเป็นระยะๆ
ภาพที่ออกมามันจึงดูน่าสมเพชและทุลักทุเลแปลกๆ
ครอบครัวใหญ่ครอบครัวนี้ดูราวกับกำลังจะอพยพย้ายถิ่นฐาน เดินเรียงแถวกันเป็นขบวนใหญ่โต ดึงดูดสายตาผู้คนตลอดทาง
แม้ว่าหลินโหย่วเฉิงจะเพิ่งผ่านการพิจารณาต้นฉบับและได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ก้อนโตมาหมาดๆ แต่ตอนนี้ความตื่นเต้นดีใจในใจของเขามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกเสียใจเท่านั้น
รู้อย่างนี้ไม่น่าพาออกมาหาข้าวกินข้างนอกเลย!
ยุ่งยากชะมัด!
หลินโหย่วเฉิงไม่กล้าให้หลินเจ้าสี่ช่วยอุ้มน้อง เพราะหลินเจ้าสี่เพิ่งจะอายุสิบขวบ แค่ให้เธอช่วยจูงหลินเจ้าหม่านวัยสี่ขวบก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว
ส่วนหลินเจ้าฮวนวัยสองขวบที่เกาะอยู่บนหลังเขาก็เอาแต่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด ในขณะที่หลินเจ้าเล่อทารกน้อยวัยเกือบสองเดือนที่อยู่ในอ้อมกอดก็เอาแต่กะพริบตากลมโตแป๋วแหวว จ้องมองหลินโหย่วเฉิงนิ่งๆ
เอวแก่ๆ ของหลินโหย่วเฉิงเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว พอเหลือบไปเห็นร้านอาหารของรัฐที่เปิดอยู่ตรงทางแยกฝั่งตรงข้ามถนนไกลๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอยากจะโบกแท็กซี่ตอนออกจากบ้านจริงๆ
แต่ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีร้านอาหารทั่วไปผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ด ร้านส่วนใหญ่ล้วนเป็นร้านอาหารของรัฐทั้งสิ้น
การปรากฏตัวของครอบครัวใหญ่ครอบครัวนี้ทำเอาพนักงานในร้านอาหารของรัฐถึงกับผงะ เพราะใครที่ไหนเขาจะพากันมากินข้าวแบบลากกันมาทั้งโคตร แถมยังลากกันมาตั้งหกคนแบบนี้
นี่ดูไม่เหมือนมากินข้าว แต่ดูเหมือนมาขอทานเสียมากกว่า
แต่โชคยังดีที่คนครอบครัวนี้ไม่ได้สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นซอมซ่อจนดูไม่ได้
"สหาย พวกคุณมากินข้าวหรือคะ?"
แม้พนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารของรัฐจะตกใจกับครอบครัวนี้ แต่เธอก็ยังเดินเข้ามาถามตามมารยาท
หลินโหย่วเฉิงพยักหน้ารับ
ในที่สุดก็ได้นั่งพักเสียที หลินโหย่วเฉิงรู้สึกว่าการที่เขาอุ้มลูกแบกลูกมาทั้งวัน น่าจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อแขนได้ไม่น้อย แม้จะยังเหนื่อยอยู่ แต่ก็ถือว่าดีกว่าช่วงก่อนหน้านี้มากแล้ว
หลินโหย่วเฉิงเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้า จัดแจงให้บรรดาหัวไชเท้าตัวน้อยนั่งลงเรียบร้อย ก่อนจะกวาดสายตามองเมนูอาหาร ราคาก็ถือว่าย่อมเยาคุ้มค่าจริงๆ ด้วย
เมื่อเห็นบรรดาหัวไชเท้าเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง จ้องมองเขาตาเป็นมัน หลินโหย่วเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อบนหน้าผาก
กว่าจะพากองทัพหัวไชเท้าพวกนี้เดินทางมาไกลขนาดนี้ได้ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ
ก็เพราะอุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลอย่างยากลำบาก แถมยังมีเงินค่าลิขสิทธิ์ก้อนนั้นเป็นทุนรอน หลินโหย่วเฉิงจึงไม่เกรงใจ สั่งอาหารมารวดเดียวหลายอย่าง ทั้งไก่ผัด เนื้อวัว และปลาอีกหนึ่งตัว
แน่นอนว่าหลินโหย่วเฉิงไม่ได้สั่งมาผลาญทิ้งแบบสุรุ่ยสุร่าย เขาสั่งอาหารโดยคำนวณจากปริมาณที่เด็กๆ น่าจะกินหมด นอกจากนี้เขายังสั่งน้ำซุปและไข่ตุ๋นมาให้หลินเจ้าฮวนกินกับข้าวด้วย
ถ้าพนักงานเสิร์ฟไม่เห็นหลินโหย่วเฉิงควักเงินสดออกมาจ่ายก่อนล่ะก็ คงต้องนึกว่าครอบครัวนี้ตั้งใจมากินฟรีชักดาบแน่ๆ
เมื่อได้ยินชื่อเมนูอาหารที่หลินโหย่วเฉิงสั่ง หลินเจ้าชิ่งและหลินเจ้าเหม่ยก็ลอบกลืนน้ำลายเอื้อก
เมื่อก่อน ต่อให้เป็นช่วงตรุษจีน ครอบครัวของพวกเขาก็ยังไม่ได้กินอาหารดีๆ แบบนี้เลย
แม้หลินเจ้าสี่จะแอบกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน แต่เธอก็ยังเอ่ยเตือนด้วยความรู้ความเข้าใจ "พ่อจ๋า อย่าสั่งเยอะเลยจ้ะ พวกเรากินไม่หมดหรอก"
หลินโหย่วเฉิงรู้ดีว่าหลินเจ้าสี่เป็นห่วงเรื่องราคาและกลัวว่าเงินจะไม่พอ เพราะฐานะทางบ้านไม่สู้ดีมาตลอด
"ไม่เป็นไรลูก ถ้ากินไม่หมด เราก็ห่อกลับบ้านได้"
พอหลินโหย่วเฉิงพูดแบบนั้น หลินเจ้าสี่ก็พูดอะไรไม่ออก ความจริงในใจเธอก็ตื่นเต้นและตั้งตารอคอยมากเหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพาเธอมากินข้าวที่ร้านอาหารเลยนะ
รอเพียงไม่นาน อาหารหน้าตาน่ารับประทานและส่งกลิ่นหอมฉุยก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
บรรดาหัวไชเท้าตัวน้อยต่างก็ตาลุกวาว จ้องมองอาหารที่ส่งควันกรุ่นและกลิ่นหอมเย้ายวนบนโต๊ะตาไม่กะพริบ พากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่
"รีบกินสิลูก!"
หลินโหย่วเฉิงที่อุ้มหลินเจ้าเล่ออยู่ หันไปมองพวกเด็กๆ แล้วพูดว่า "รีบๆ กินเข้าเถอะ"
เมื่อได้ยินคำอนุญาตจากหลินโหย่วเฉิง บรรดาหัวไชเท้าก็ไม่รอช้า รีบจับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากกันอย่างตะกรุมตะกราม
แต่ละคนกินกันจนปากมันแผล็บ ใบหน้าเล็กๆ เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
แม้หลินโหย่วเฉิงจะต้องอุ้มหลินเจ้าเล่อไปด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองท้องว่าง เขารีบคีบอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว เพราะเขาไม่ได้ลิ้มรสชาติของเนื้อวัวมานานมากแล้ว
กัดเข้าไปคำแรก นุ่มละมุนลิ้นสุดๆ!
ฝีมือพ่อครัวร้านอาหารของรัฐนี่เยี่ยมยอดจริงๆ
ในวินาทีนั้น หลินโหย่วเฉิงก็รู้สึกได้ว่าความเหนื่อยยากจากการลากครอบครัวอพยพมาตลอดทางนั้นคุ้มค่าแล้ว
บางทีอาจจะเป็นเพราะหลินเจ้าเล่อก็สงสารพ่อเหมือนกัน เลยยอมไว้หน้า ไม่ส่งเสียงร้องงอแงขัดจังหวะความสุขในมื้ออาหารนี้ เด็กน้อยหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของหลินโหย่วเฉิงอย่างว่าง่าย
นั่นทำให้หลินโหย่วเฉิงได้กินข้าวอย่างสงบสุข
ขณะที่ครอบครัวของหลินโหย่วเฉิงกำลังรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารของรัฐ เนื่องจากพวกเขาเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ติดประตูทางเข้า จึงเป็นจุดที่สะดุดตามาก
หลินโหย่วไฉเพิ่งจะเลิกงานจากโรงงานกำลังเดินกลับบ้าน ทันทีที่เหลือบไปเห็นหลินโหย่วเฉิงกำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ เขาก็คิดว่าตัวเองตาฝาดไป เพราะน้องชายอย่างหลินโหย่วเฉิงจะมานั่งกินข้าวในร้านอาหารของรัฐได้อย่างไร
แต่พอมองไปที่เด็กๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่นมันก็คือพวกหลินเจ้าสี่ไม่ใช่เหรอ
ชั่วขณะนั้น หลินโหย่วไฉรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
เขายังอุตส่าห์หลงดีใจว่าหลินโหย่วเฉิงเริ่มทำตัวเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าหลินโหย่วเฉิงจะบริหารเงินครอบครัวแบบนี้ การมากินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐจะใช้เงินน้อยๆ ได้ยังไง
ถ้าฐานะทางบ้านดี มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่เขารู้ดีว่าหลินโหย่วเฉิงกวาดถนนได้เงินเดือนแค่สิบกว่าหยวน แถมยังมีลูกอีกหกคนที่ต้องเลี้ยงดู มีแต่เรื่องต้องใช้เงินเต็มไปหมด อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว จะมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้ได้อย่างไร
หลินโหย่วไฉพยายามข่มความโกรธในใจเอาไว้ แล้วเดินตรงเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ
(จบแล้ว)