- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 96 น้ำเต้ากลืนวิญญาณ
บทที่ 96 น้ำเต้ากลืนวิญญาณ
บทที่ 96 น้ำเต้ากลืนวิญญาณ
บทที่ 96 น้ำเต้ากลืนวิญญาณ
ไป๋ตงหลินปรายตามองเงาสัตว์อสูรสีโลหิตที่ดาดดื่นไปทั่วทั้งค่ายกล ร่างของเขาวูบไหวเพียงคราเดียวก็กลับสู่ใจกลางค่ายกล นั่งขัดสมาธิลงพลางร่ายมุทราอย่างรวดเร็ว
โฮก! เงาสัตว์อสูรสีโลหิตทุกร่างแหงนหน้าคำรามกึกก้องพร้อมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นหมอกโลหิตพวยพุ่ง ม้วนตัวนำพาโครงกระดูกบนพื้นดินหลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางค่ายกล
เพียงครู่เดียว ใต้ร่างของไป๋ตงหลินก็กองสุมไปด้วยซากโครงกระดูกจนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม โครงกระดูกเหล่านั้นเกาะเกี่ยวกันจนกลายเป็นแท่นพิธีอันพิสดาร ไป๋ตงหลินมีสีหน้าเคร่งขรึม มุทราในมือแปรเปลี่ยนไม่หยุดหย่อน กลิ่นอายโลหิตอาฆาตไร้สิ้นสุดพุ่งเข้าสู่แท่นพิธีโครงกระดูก ผ่านกระบวนการแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นพลังงานสีแดงประหลาดสายหนึ่ง และถูกถ่ายเทเข้าสู่ร่างกระดูกสีทองที่อยู่ใต้ดินตรงใจกลางค่ายกลโดยตรง!
อักขระสีแดงทั่วร่างกระดูกสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า ประหนึ่งมีชีวิตเวียนวนอยู่รอบกระดูกสีทองนั้น เมื่อพลังงานสีแดงหลั่งไหลเข้าไป ความเปลี่ยนแปลงอันลึกลับประหลาดพิกลก็พลันอุบัติขึ้นภายในโครงกระดูก
ครืน!
ปราณวิญญาณสวรรค์ปฐพีม้วนตัวเป็นวังวน พุ่งเข้าสู่ร่างกระดูกสีทอง หมู่เมฆาทมิฬแผ่ซ่านปกคลุมหลุมจันทราตก อัสนีสีม่วงฟาดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีม่วงฟาดลงมายังแท่นพิธีโครงกระดูกเส้นแล้วเส้นเล่า ไป๋ตงหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าค่ายกลชนิดนี้จะชักนำพิโรธสวรรค์มาได้ ดูท่าจะเป็นวิชาชั่วร้ายที่ขัดต่อวิถีฟ้าอย่างแท้จริง
ทว่าอานุภาพของอัสนีสีม่วงนี้ไม่ถือว่ารุนแรงนัก ยังมิอาจเทียบเคียงกับค่ายกลอัสนีม่วงในแดนเร้นลับวังจันทราได้ ดูเหมือนเบื้องบนเพียงแค่พิโรธเล็กน้อยเท่านั้น ไป๋ตงหลินไม่คิดหลบเลี่ยง เขากลับอ้าปากกว้างกลืนกินสายฟ้าสีม่วงเหล่านั้นเข้าไปจนสิ้น
เอื๊อก! เขาพ่นควันสีจางออกมาทางปาก พลังเสริมแกร่งภายในกายถูกโคจรไปยังทะเลเทพ ดวงวิญญาณของเขาเข้มแข็งขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงสภาวะของดวงวิญญาณในยามนี้ ไป๋ตงหลินคาดคะเนว่าอีกไม่นานคงจะสามารถสำแดงวิชาเร้นลับจาก "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร" ได้อีกครั้ง
เมื่อความคิดกลับคืนมา เห็นอัสนีสลายตัวไปและค่ายกลดำเนินไปได้ด้วยดี ไป๋ตงหลินจึงร่ายมุทราอีกครั้ง เริ่มทำการย้อนกลับ "ค่ายกลขังห้าธาตุหยินหยาง" และ "มหาค่ายกลกลืนวิญญาณโลหิตอาฆาต"
วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เริ่มหลอมรวมกันเป็นก้อนกลมบินกลับมาหาเขา เมื่อสัมผัสได้ว่าในวัสดุเหล่านี้ยังมีแก่นสารหลงเหลืออยู่ เขาจึงพยักหน้าพลางเก็บพวกมันเข้าสู่กำไลข้อมือ ยังสามารถนำของเหลือใช้เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อีก
แม้ฐานะของเขาในยามนี้จะมั่งคั่งกว่าแต่ก่อนมาก ทว่าคุณธรรมแห่งความประหยัดมัธยัสถ์ก็ยังไม่อาจละทิ้งไปได้ อีกทั้งค่ายกลทั้งสองนี้ย่อมไร้ผลต่อศัตรูที่จะต้องเผชิญหน้าในลำดับถัดไป หากทิ้งไว้ก็มีแต่จะถูกทำลาย การเก็บกู้ทรัพยากรคืนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ไป๋ตงหลินก็หลับตาลงเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียร ทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว รอเพียงปลาใหญ่มาติดกับเท่านั้น
……
เขตแดนโบราณ มณฑลหมิงโจว ลึกเข้าไปในเทือกเขาอูหลาน
พยัคฆ์ดำนั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าผาชัน เบื้องหลังมีกลุ่มคนชุดดำยืนก้มศีรษะอยู่ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดัน
"มีข่าวคราวของเจ้าผู้บำเพ็ญกระบี่ผู้นั้นบ้างหรือยัง?"
น้ำเสียงของพยัคฆ์ดำแหบพร่าและทุ้มต่ำ แม้ท่าทางจะดูสงบนิ่ง ทว่าคนชุดดำที่อยู่ด้านหลังกลับยิ่งก้มตัวต่ำลงไปอีก ประหนึ่งรับรู้ได้ถึงเพลิงโทสะที่ซุกซ่อนอยู่ภายในของพยัคฆ์ดำ
"เรียนใต้เท้าพยัคฆ์ดำ ผู้นั้นมิทราบว่าใช้วิธีการใดจึงสามารถปิดบังกลิ่นอายของน้ำเต้ากลืนวิญญาณได้ ข้าน้อยทำได้เพียงสัมผัสถึงขอบเขตคร่าว ๆ เท่านั้น ยามนี้คนของเรากำลังเร่งค้นหาอย่างสุดกำลังขอรับ"
"เหอะ! ช่างเป็นพวกสวะเสียจริง! การปิดล้อมสังหารด้วยกำลังคนหลายพัน กลับถูกผู้บำเพ็ญระดับจิตบรรพกาลเพียงคนเดียวฆ่าล้างบางจนสิ้น พวกสวะอย่างพวกเจ้าตายไปก็ช่างเถอะ แต่กลับทำน้ำเต้ากลืนวิญญาณสูญหายไปด้วย!"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ พยัคฆ์ดำก็กำหมัดแน่น ดวงตาปรากฏเปลวเพลิงสีดำลุกโชน เห็นได้ชัดว่ามิอาจสะกดกลั้นโทสะในใจได้อีกต่อไป
ภายในน้ำเต้ากลืนวิญญาณใบนั้นบรรจุดวงวิญญาณที่รวบรวมมาจากมณฑลใหญ่โดยรอบหลายมณฑล มีวิญญาณแท้ถึงหนึ่งแสนดวง! เคราะห์ดีที่น้ำเต้ากลืนวิญญาณถูกผนึกไว้ด้วยวิชาเร้นลับจนมิอาจถูกทำลายได้ จึงยังพอมีความหวังที่จะชิงคืนมา มิเช่นนั้นในช่วงเวลาวิกฤตที่แผนการกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม้แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายต่อเบื้องบนได้อย่างไร
เมื่อเห็นพยัคฆ์ดำบันดาลโทสะ เหล่าคนชุดดำต่างรีบก้มกราบลงกับพื้น มีคนชุดดำผู้หนึ่งทนต่อบรรยากาศกดดันไม่ไหว จึงเอ่ยอธิบายเสียงเบาว่า
"เดิมทีแผนการทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีขอรับ ทว่าคาดไม่ถึงว่าเจ้าผู้บำเพ็ญกระบี่ผู้นั้นจะได้รับสืบทอดมรดกของผู้บำเพ็ญกระบี่ระดับสูงสุดจากยุคกลียุคบรรพกาลแห่งเขตแดนโบราณ ทั้งในมือยังถือกระบี่ยาวที่เป็นถึงศาสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับยอด ด้วยระดับตบะของพวกข้าน้อย จึงมิอาจต้านทานไหวจริง ๆ ..."
คำกล่าวยังมิทันสิ้นสุด พยัคฆ์ดำก็หันขวับมามองเขาด้วยสายตาเย็นชา พริบตานั้นเปลวเพลิงสีดำที่อุบัติขึ้นกลางอากาศก็เผาร่างนั้นจนกลายเป็นเถ้าธุลี พยัคฆ์ดำกำลังจะอ้าปากด่าทอ ทันใดนั้นคลื่นพลังประหลาดสายหนึ่งก็แล่นเข้าสู่สมอง ใบหน้าที่มืดมนอยู่แล้วพลันกระตุกวูบ ก่อนจะคำรามลั่นว่า
"พวกเจ้าไสหัวไปให้พ้น! หากภายในสิบวันยังชิงน้ำเต้ากลืนวิญญาณกลับมาไม่ได้ ไม่เพียงแต่พวกเจ้าที่ต้องตาย แม้แต่สิบตระกูลของพวกเจ้าในเขตแดนยมโลกดำก็ต้องถูกฝังตามไปด้วย!"
"รับบัญชา!"
เหล่าคนชุดดำไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า รีบขานรับก่อนร่างจะกลายเป็นแสงสีดำหายวับไปในทันที
"สวะ! พวกเจ้ามันสวะกันหมด! โฮก!"
พยัคฆ์ดำคำรามกึกก้องเพียงคราเดียว หน้าผาใต้ร่างก็พังทลายกลายเป็นผุยผง เขาสะบัดมือฉีกกระชากมิติแล้วพุ่งร่างหายลับเข้าไปข้างใน
พยัคฆ์ดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดผ่านมิติที่ถูกฉีกออก ทว่าน่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งของร่างจำแลงนี้ยังห่างชั้นกับร่างต้นอยู่มาก จึงมิอาจต่อเนื่องอยู่ในชั้นคั่นมิติได้นานนัก เขาใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามข้ามผ่านมณฑลใหญ่หลายแห่ง จนกระทั่งมาถึงบริเวณรอบนอกของหลุมจันทราตก
พยัคฆ์ดำยืนตระหง่านอยู่ ณ ขอบหลุมจันทราตก ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปยังก้นหลุมที่มีเมฆหมอกทะมึนปกคลุม มันแค่นเสียงเย็นเยียบหนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากกล้าสอดมือเข้ามาขัดขวางแผนการของพวกมัน ย่อมต้องชดใช้ด้วยบทเรียนที่สาสม ร่างในอาภรณ์ดำทะยานเพียงก้าวเดียวก็เข้าถึงใจกลางหลุมยักษ์
ไป๋ตงหลินซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นบูชาหัวกะโหลกลืมตาขึ้นช้า ๆ เงยหน้ามองพยัคฆ์ดำที่ลอยเด่นอยู่เหนือเวหา พยัคฆ์ดำเองก็จ้องเขม็งมาที่เขาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
"เจ้าเองรึ ที่ปล่อยพวกผู้บำเพ็ญเฉียนหยวนให้หนีไป ทั้งยังสังหารลูกน้องของข้าจนสิ้น?"
ทั่วร่างของพยัคฆ์ดำแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายกดดันอันน่าหวาดหวั่น หากเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาทั่วไปคงถูกจิตคุกคามนี้สยบจนสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะปริปากพูด ทว่าไป๋ตงหลินกลับรู้สึกราวกับถูกสายลมโชยผ่านหน้า เขาแย้มยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านก่อนจะย้อนถามว่า
"ลูกน้องของเจ้างั้นรึ? เจ้าหมายถึงไอ้พวกสวะที่ข้าใช้รองก้นอยู่นี่น่ะหรือ?"
"เจ้าเป็นใครกันแน่!"
"สำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุด ไป๋ตงหลิน"
"รนหาที่ตาย!"
พยัคฆ์ดำรู้สึกเหมือนถูกลบหลู่ มันคำรามก้องพร้อมฟาดฝ่ามือเข้าใส่ไป๋ตงหลินทันที ฝ่ามือยักษ์ที่ลุกโชนด้วยเพลิงอัคคีทมิฬปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งเข้าหาด้วยความเร็วปานสายแลบ มิติรอบกายไป๋ตงหลินบิดเบี้ยวเล็กน้อยก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปในพริบตา แท่นบูชาหัวกะโหลกรวมถึงพื้นพสุธาโดยรอบถูกฝ่ามือเพลิงดำเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าธุลี ทิ้งไว้เพียงหลุมลึกมหึมา
ทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นตรงกัน ในยามนี้ไม่มีสิ่งใดต้องเจรจาอีกต่อไป เพียงสังหารอีกฝ่ายแล้วสะกดวิญญาณมาเค้นถาม ทุกคำตอบย่อมกระจ่างแจ้งเอง
กลิ่นอายของบุรุษชุดดำผู้นี้อยู่ในระดับกายาธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย พลังของมันแข็งแกร่งพอที่จะสังหารเขาได้ในชั่วพริบตา ไป๋ตงหลินจึงต้องระงับความคิดที่จะสะสมแต้มพลังงานเอาไว้ก่อน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จงมาห้ำหั่นกันให้เต็มที่!
"เลียนสวรรค์จำลองปฐพี!"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสำแดงอิทธิฤทธิ์วิชานี้ออกมา เมื่อกฎเกณฑ์ต้นกำเนิดแห่งอิทธิฤทธิ์ภายในช่องวิญญาณหลอมรวมกัน เขาก็เริ่มเข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้ในระดับเบื้องต้น
กฎแห่งพลังแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างที่สวมเกชุดเกราะสีแดงฉานขยายใหญ่ขึ้นจนสูงถึงสามจั้งสามฉื่อ พลังอำนาจอันมหาศาลปะทุขึ้นจนเปี่ยมล้นทั่วร่าง
ไป๋ตงหลินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ตูม! พื้นปฐพีแตกระแหง กระแสอากาศธาตุปั่นป่วนรุนแรง
"ลางตาย!"
ลางตายที่อยู่ในทะเลโลหิตส่งเสียงกรีดร้องกังวานด้วยความยินดี มันหมุนวนพุ่งออกจากร่าง ขยายขนาดขึ้นตามสัดส่วนร่างกายของเขาจนกลายเป็นดาบดำยักษ์ยาวสิบสองเมตร ตกลงสู่ใจกลางฝ่ามือพอเหมาะพอเจาะ
"วิวัฒนาการถึงขีดสุด!"
นอกเหนือจากโลหิตปฐมที่ต้องใช้คงสภาพอิทธิฤทธิ์แล้ว ทุกสิ่งในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหนัง กระดูก เลือด ช่องวิญญาณ หรือแม้แต่จิตวิญญาณ ต่างลุกโชนขึ้นพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง ร่างของไป๋ตงหลินแปรเปลี่ยนเป็นคบเพลิงมนุษย์สีทองอร่ามในทันใด เบื้องหลังมีเงาร่างมังกรทองยักษ์ขดเคี้ยวร่ายรำ
กลิ่นอายอันทรงพลังพุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ ฉีกกระชากเมฆหมอกหนาทึบจนขาดสะบั้นเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์อันร้อนแรงสาดส่องลงมาอาบร่างไป๋ตงหลินจนดูประดุจเทพสงครามจุติลงมา
ในสภาวะที่ปลดปล่อยพลังเต็มสูบ พลังของไป๋ตงหลินพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าหวาดเสียว เขาไม่อาจประเมินได้ว่ายามนี้ตนเองแข็งแกร่งเพียงใด รู้เพียงว่าพละกำลังในตอนนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดสิบล้านชั่งไปไกลโขแล้ว
เมื่อเห็นไป๋ตงหลินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนในชั่วพริบตา พยัคฆ์ดำก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะเป็นผู้บำเพ็ญกายา แท้จริงแล้วมันมีที่มาอย่างไร? หรือว่าจะเป็นคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์มรรคสูงสุดจริง ๆ?
ไม่รอให้พยัคฆ์ดำได้ขบคิดนาน ไป๋ตงหลินก้าวทะยานเพียงก้าวเดียวก็มาโผล่ตรงหน้ามัน พร้อมกับคำรามก้อง เงื้อดาบดำยักษ์ฟันลงมาที่ศีรษะอย่างดุดัน!
พยัคฆ์ดำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย มันยอมรับว่าฝีมือของไป๋ตงหลินนั้นไม่ธรรมดา แต่หากคิดจะเอาชนะมันย่อมเป็นได้เพียงความฝัน มือขวาของมันพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ยื่นออกไปหมายจะคว้าจับดาบดำยักษ์เพื่อชิงอาวุธของไป๋ตงหลินมาเสีย
ไป๋ตงหลินหรี่ตาที่ทอแสงสีขาวโพลนลงเล็กน้อย "ลางตาย ดูเหมือนเจ้าจะถูกดูแคลนเข้าให้แล้วนะ"
ชิ้ง!
ในชั่วพริบตาที่ดาบยักษ์และฝ่ามือปะทะกัน สีหน้าของพยัคฆ์ดำพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง มันคิดจะชักมือกลับแต่ก็สายเกินการณ์เสียแล้ว นิ้วทั้งสี่รวมถึงครึ่งฝ่ามือถูกฟันขาดสะบั้นลงในทันที
รังสีดาบอันบ้าคลั่งปะทุออก เจตจำนงแห่งดาบที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างบดขยี้ชิ้นส่วนมือที่ร่วงหล่นจนกลายเป็นผงธุลี ตัดโอกาสที่พยัคฆ์ดำจะต่อมือกลับคืน แม้ผู้บำเพ็ญระดับกายาธรรมจะสามารถงอกอวัยวะที่ขาดหายได้ แต่นั่นก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย
เพียงฝ่ามือเดียวอาจไม่ส่งผลต่อกำลังรบของพยัคฆ์ดำมากนัก แต่นี่ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ให้มันต้องอับอายขายหน้ายิ่งนัก ยังดีที่ไม่มีลูกน้องอยู่แถวนี้ มิเช่นนั้นมันคงต้องฆ่าปิดปากพวกเดียวกันเองเสีย
มือขวาของพยัคฆ์ดำทอประกายแสงสีดำ พลังงานทมิฬควบแน่นกลายเป็นฝ่ามือและนิ้วมือชั่วคราว มันขยับกำมือขวาช้า ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
"ดาบดี!"
ไป๋ตงหลินได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้ม นิ้วซ้ายดีดเข้าที่ตัวดาบสีดำสนิทจนเกิดเสียงกังวานเสนาะหู
"ลางตาย ย่อมต้องเป็นดาบที่ดีอยู่แล้ว!"