- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 93 ความเจ็บปวด
บทที่ 93 ความเจ็บปวด
บทที่ 93 ความเจ็บปวด
บทที่ 93 ความเจ็บปวด
แรงถีบปริศนาถาโถมมาจากเบื้องหลังอีกครา ร่างของเขาถูกเตะร่วงลงจากภูเขาดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้ง ไป๋ตงหลินขยี้ตาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงระอาใจว่า
"ขอร้องละ มีลูกเล่นใหม่ ๆ บ้างไหม? ข้าจะหลับอยู่แล้วเนี่ย!"
คล้ายกับรับรู้ได้ถึงความเมินเฉยที่ไป๋ตงหลินมีต่อภูเขาดาบ ภาพเบื้องหน้าจึงพร่ามัวและสั่นไหว ร่างของไป๋ตงหลินถูกเคลื่อนย้ายมายังฟองสบู่แห่งใหม่อีกครา เขาถูกโซ่ตรวนล่ามติดกับเสาเหล็ก เบื้องหน้ามีบุรุษร่างกำยำโพกหน้าปิดบังมิดชิดถือมีดสั้นอันคมกริบ
อีกฝ่ายลงมืออย่างฉับไว เพียงชั่วพริบตาก็กรีดเปิดทรวงอกของไป๋ตงหลิน กระชากหัวใจที่ยังเต้นตุบ ๆ ออกมาโยนทิ้งลงพื้น ทว่าบาดแผลกลับสมานตัวอย่างรวดเร็ว และมีหัวใจดวงใหม่พุ่งงอกกลับคืนมา
เวลาผ่านไปเพียงชั่วจิบชา หัวใจบนพื้นกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ไป๋ตงหลินยังคงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า
"รายต่อไป!"
เข้าสู่ฟองสบู่ขุมนรกดึงลิ้น กระบวนการยังคงเดิม ครู่ต่อมาไป๋ตงหลินได้แต่ส่งเสียง "อื้อ อื้อ อื้อ!"
ต่อด้วยฟองสบู่กระทะทองแดง ไป๋ตงหลินวางผ้าขนหนูสีขาวไว้บนศีรษะ สองมือพาดขอบกระทะเหล็ก ในขณะที่น้ำมันเดือดพล่าน เขากวาดสายตามองชายฉกรรจ์หลายคนที่กำลังสุมฟืนไม่หยุด
"นี่ เร่งไฟให้แรงกว่านี้หน่อยได้ไหม? คิดว่าข้ามาแช่น้ำแร่หรืออย่างไร?"
"......"
หลังจากผ่านฟองสบู่นับร้อยรูปแบบ ในที่สุดไป๋ตงหลินก็มาถึงสถานที่ที่ทำให้เขาพึงพอใจเสียที
ไป๋ตงหลินนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางเพลิงกาฬที่ลุกโชน เปลวอัคคีสามสี ดำ ขาว และแดง พันรอบกายา อีกทั้งยังมีกระแสลมทมิฬอันเยือกเย็นพัดผ่านจากศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับจะหลอมละลายกระดูกและอวัยวะภายในให้สิ้นซาก
ภายในทะเลเทพยังมีมีดสั้นสีเทาสลัวนับไม่ถ้วน ค่อย ๆ เฉือนวิญญาณของเขาไปทีละนิด
การโจมตีอันพิสดารเหล่านี้แม้ดูดุดันแต่กลับไม่ถึงตาย แม้เขาจะถูกผนึกพลังป้องกันเอาไว้ก็ยังสามารถทนรับได้ พลังเสริมแกร่งที่ได้รับมาจึงน้อยนิดจนน่าเวทนา
ทว่า การโจมตีเหล่านี้กลับสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ประหนึ่งว่าความเสียหายทั้งหมดได้แปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ทรมาน นี่คือความเจ็บปวดรุนแรงที่สุดเท่าที่ไป๋ตงหลินเคยประสบมา!
สีหน้าของไป๋ตงหลินพลันเคร่งขรึม เขาไม่ได้หลบหนีความเจ็บปวด แต่กลับเปิดใจรับและละเลียดชิมรสชาติแห่งความทุกข์ทรมานนั้นอย่างละเอียด เขาควบคุมจิตวิญญาณเพื่อขยายประสาทสัมผัสของตนจนถึงขีดสุด ใจมรรคาและเจตจำนงลอยคออยู่ในมหาสมุทรแห่งความเจ็บปวด พร้อมส่องแสงเรืองรองออกมาจาง ๆ
สัมผัสความเจ็บปวด ลิ้มรสความเจ็บปวด ครอบครองความเจ็บปวด ความเจ็บปวดเองก็นับเป็นพลังชนิดหนึ่ง
ในที่สุด ไป๋ตงหลินที่จมดิ่งในความทุกข์ทรมานก็พังทลายม่านกั้นนั้นลงได้ เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนอันเร้นลับในห้วงฟ้าดิน กฎเกณฑ์แห่งความเจ็บปวดสีแดงฉานสายหนึ่งถูกวิญญาณของเขาจับไว้ได้ และค่อย ๆ สลักลึกลงในช่องวิญญาณ
ต่อจากกฎเกณฑ์วิญญาณ กฎเกณฑ์มิติ และกฎแห่งพลัง ไป๋ตงหลินก็ประสบความสำเร็จในการหยั่งรู้พลังแห่งกฎเกณฑ์ชนิดใหม่!
ทุกสรรพสิ่งยากเข็ญในยามเริ่มต้น นับแต่เริ่มบำเพ็ญเพียรมาเขาต้องพานพบความเจ็บปวดที่สามัญชนยากจะจินตนาการได้ จนกระทั่งบัดนี้จึงได้ตระหนักถึงพลังแห่งความเจ็บปวด
เขาไม่ได้ชมชอบความเจ็บปวด และไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึก ทว่ากายาที่แกร่งกล้าขึ้นทุกวัน ประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคม และวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว กลับทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดทุกอณูอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เขาเพียงเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า หากปรารถนาความแข็งแกร่งย่อมต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง และต้องใจคอโหดเหี้ยมต่อตนเอง! จงยอมรับทุกความเจ็บปวดด้วยใจที่สงบนิ่งและรอยยิ้ม! เพราะสิ่งเหล่านี้คือตราประทับบนเส้นทางแห่งการเติบโต!
ใจมรรคาและเจตจำนงของเขา ไม่มีความเจ็บปวดใดจะทำลายลงได้!
ไม่ทราบว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด เพลิงสามสีที่ล้อมรอบกายค่อย ๆ มอดดับ ลมทมิฬหยุดพัดพา กฎเกณฑ์แห่งความเจ็บปวดในช่องวิญญาณของไป๋ตงหลินก็มั่นคงสมบูรณ์แล้ว
นับจากนี้ไป เพียงแค่เขาต้องเผชิญกับความเจ็บปวด วิญญาณก็จะดักจับกฎเกณฑ์แห่งความเจ็บปวดมาสลักไว้ในช่องวิญญาณโดยอัตโนมัติ เฮ้อ... มีเหตุผลให้รนหาที่ตายเพิ่มขึ้นอีกข้อแล้วสิ ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
เขาผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบา ๆ พลางลืมตาขึ้น พบว่าตนเองมาอยู่ในฟองสบู่อีกแห่ง เบื้องหน้าคือทุ่งมวลบุปผาสีม่วงสุดลูกหูลูกตา
ดอกไม่นี่คือ? ไป๋ตงหลินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะจำมันได้ทันที นี่มันดอกรักรันทวย สตรีผู้นี้... ไป๋ตงหลินยิ้มอย่างอ่อนใจ นี่คือโทสะจากการรักเขาข้างเดียวอย่างนั้นหรือ?
สตรีช่างน่าประหลาดนัก ไม่ว่าพลังฝีมือจะกล้าแกร่งเพียงใด หากลุ่มหลงในวังวนแห่งรัก ย่อมมิอาจถอนตัวขึ้นมาได้
ไป๋ตงหลินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดที่เบื้องหน้าทุ่งดอกไม้ เขาเอื้อมมือไปเด็ดดอกรักรันทวยกำใหญ่ยัดใส่ปาก เคี้ยวไม่กี่คำก็กลืนลงท้องไปประดุจวัวเคี้ยวโบตั๋น
ดอกรักรันทวยเป็นพืชพรรณที่แปลกประหลาด ตัวมันเองไร้พิษสงใด ๆ ทว่าหากผู้ใดกลืนกินเข้าไป แล้วในใจยังมีเศษเสี้ยวแห่งความรักหลงเหลืออยู่แม้เพียงนิด ย่อมจะเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงถึงขีดสุด ความเจ็บปวดอันพิลึกพิลั่นจะเข้าท่วมท้นร่างทั้งร่าง และความเจ็บปวดนี้ยังเพิกเฉยต่อระดับพลังบำเพ็ญอีกด้วย!
ไป๋ตงหลินกลืนดอกรักรันทวยลงไป เขารออยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เหอะ เป็นอย่างที่คิด สตรีมีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักดาบของข้าช้าลง!
ป๊อป!
ฟองสบู่แตกสลาย ภาพเบื้องหน้าสั่นไหว เพียงพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่กลางโถงกว้าง ไป๋ตงหลินกวาดสายตามองไปรอบด้าน ดูท่าบททดสอบด่านนี้เขาจะผ่านมันมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ภายในโถงกว้างมีเสาหยกสิบแปดต้นตั้งตระหง่าน บนยอดเสาแต่ละต้นมีแสงเจิดจรัสสว่างไสว โอบอุ้มสมบัติวิเศษที่ทอแสงระยิบระยับเอาไว้ต้นละหนึ่งชิ้น
แววตาของไป๋ตงหลินฉายแววลังเลใจ จะทำอย่างไรดีนะ ใจหนึ่งก็อยากจะกวาดไปให้หมดเสียจริง!
จากบทเรียนที่สวนสมุนไพรคราวก่อน เกรงว่าสมบัติเหล่านี้คงเลือกได้เพียงสองถึงสามชิ้นเท่านั้น การจะเก็บเข้ากระเป๋าไปทั้งหมดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าจะมีกลไกป้องกันแบบไหนซ่อนอยู่กันแน่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อยังไม่รู้แน่ชัดถึงกลไกป้องกันของมัน ต่อให้คิดไปก็คงหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ มีเพียงต้องลองเสี่ยงดูเท่านั้น เขาจึงก้าวเท้าเข้าไปพิจารณาสมบัติบนเสาแต่ละต้นอย่างละเอียด
อาวุธไม่ต้องการ สมบัติวิเศษประเภทป้องกันก็ไม่จำเป็น หลังจากตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ก็เหลือเพียงแผ่นหยกหนึ่งแผ่น หัวกะโหลกผลึกหนึ่งหัว และเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่กำลังลุกโชนอยู่อีกหนึ่งดวง
ความรู้อันลี้ลับ กะโหลกปริศนา และอัคคีวิญญาณที่ใช้สำหรับหลอมโอสถ เมื่อตัดสินใจได้แล้วไป๋ตงหลินก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เงาร่างของเขาวูบไหว คว้าสมบัติทั้งสามชิ้นลงมาในชั่วพริบตา
ทันทีที่สมบัติถูกหยิบออกไป กลไกป้องกันที่คาดเอาไว้ก็ทำงานทันที ลำแสงหลายสายตกลงมาบดบังพื้นที่นั้นไว้ สมบัติที่เหลืออีกสิบห้าชิ้นบนเสาหยกพลันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
บัดซบ! สถานการณ์ที่แย่ที่สุดเกิดขึ้นจนได้ หากเป็นค่ายกลอันตรายเขายังพอจะยอมสละชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มันมา แต่การถูกเคลื่อนย้ายหายไปดื้อ ๆ เช่นนี้ เขาก็ไร้ซึ่งหนทางจะจัดการ
ไป๋ตงหลินเดินไปที่เสาหยกต้นหนึ่งด้วยความขุ่นเคือง สองแขนโอบรัดเสาหยกเอาไว้แน่น พลังมหาศาลอันน่าหวาดกลัวระเบิดออกมาทันที พร้อมกับเสียงคำรามก้อง
"ล้มลงมาซะ!"
โครม! เสาหยกขนาดมหึมาถูกหักสะบั้นลงมากองอยู่กับพื้นโถง ครู่ต่อมา เสาหยกทั้งสิบแปดต้นในโถงกว้างก็ถูกไป๋ตงหลินเก็บเข้าสู่กำไลข้อมือจนสิ้น เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ วัสดุของเสาหยกเหล่านี้ไม่เลวเลย หากสลักอักขระลงไปย่อมนำไปใช้เป็นจุดเชื่อมต่อค่ายกลได้
ในขณะนั้นเอง ประตูแสงสองบานก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางโถง เหนือประตูแสงแต่ละบานมีตัวอักษรลอยเด่นอยู่ คำหนึ่งคือ "ปราณ" และอีกคำหนึ่งคือ "กาย"
ขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนว่าบททดสอบคุณสมบัติผู้สืบทอดที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาเขาแทบไม่เห็นร่องรอยของผู้บำเพ็ญกายาเลยแม้แต่น้อย ในเขตแดนโบราณนี้ ผู้บำเพ็ญกายาเปรียบได้กับสัตว์หายากอย่างแท้จริง
เจ้าของวังจันทราแห่งนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นผู้บำเพ็ญปราณแน่ ๆ นั่นหมายความว่าแม้แต่คุณสมบัติในการรับสืบทอดมรดกเขาก็ไม่มีงั้นหรือ?
ในฐานะศิษย์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าเขาไม่ได้ปรารถนามรดกของโลกย่อยเพียงเท่านี้ แต่เขาเกรงว่าหากก้าวเข้าสู่ประตูแสงของผู้บำเพ็ญกายาแล้วจะถูกเตะออกจากแดนเร้นลับทันที ถ้าเป็นเช่นนั้นสมบัติที่เหลืออยู่ข้างหลังก็คงจะอดได้กันพอดี
เขาหยั่งเชิงด้วยการก้าวเท้าเข้าหาประตูแสงของผู้บำเพ็ญปราณ ทว่าประตูนั้นกลับว่างเปล่าประดุจภาพมายา ช่างเป็นการกีดกันสายวิชาที่น่าเจ็บใจนัก! เขาได้แต่ส่ายหน้าแล้วหมุนตัวก้าวเข้าสู่ประตูแสงของผู้บำเพ็ญกายา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีอะไรชดเชยให้เขาสักหน่อยละนะ
ภาพเบื้องหน้ากะพริบไหว ไป๋ตงหลินมาปรากฏตัวอยู่ในห้วงมิติขนาดมหึมา เมื่อมองออกไปก็เห็นเพียงผืนดินอันรกร้างกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งร่องรอยของพืชพรรณใด ๆ
มีเพียงทรงกลมขนาดยักษ์เก้าดวงตั้งตระหง่านอยู่บนผืนพสุธา ทรงกลมแต่ละดวงแผ่ประกายแสงโลหะจาง ๆ ออกมา จากการคาดคะเนด้วยสายตา ทรงกลมยักษ์ทั้งเก้านี้มีขนาดไม่ด้อยไปกว่าดวงจันทร์เลย
นี่คือหมู่ดาวในจักรวาลที่ถูกเจ้าของวังจันทราผู้นี้ช่วงชิงมาอย่างนั้นหรือ?
เมื่อนึกถึงที่มาของแดนเร้นลับวังจันทรา ไป๋ตงหลินก็พอจะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของทรงกลมยักษ์ทั้งเก้านี้ได้แล้ว ดูท่าสิ่งเหล่านี้คงจะไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นคงไม่ถูกจัดเก็บรวบรวมเอาไว้เช่นนี้
ทันใดนั้น เหนือห้วงอากาศก็มีตัวอักษรแถวหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น: ผู้บำเพ็ญกายาสามารถเก็บเกี่ยววัสดุแร่ธาตุที่นี่ได้ตามใจชอบเป็นเวลาเจ็ดวัน หลังจากครบเจ็ดวันจะต้องออกจากแดนเร้นลับ
มีสิ่งชดเชยให้จริง ๆ ด้วย ดูท่าเจ้าของวังจันทราผู้นี้จะเป็นคนที่มีเมตตาไม่น้อย นอกจากบททดสอบในตำหนักหยกขาวครั้งแรกที่มีคนตายแล้ว บททดสอบที่เหลือเพียงแค่รู้จักถอยเมื่อรู้ว่ายากเกินไปก็ไม่มีอันตรายใด ๆ แม้แต่ผู้บำเพ็ญกายาอย่างพวกเขาก็ยังมีรางวัลปลอบใจให้
หากเจ้าของวังจันทราล่วงรู้ว่าพวกเขาทั้งหมดคือสิ่งที่ถูกเรียกว่ามารสวรรค์นอกพิภพจะเป็นอย่างไรกันนะ?
แววตาฉายรอยยิ้ม ร่างของไป๋ตงหลินวูบหายมุ่งตรงไปยังทรงกลมยักษ์ทันที เวลาเพียงเจ็ดวันสั้น ๆ เขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อกอบโกยกลับไปให้ได้มากที่สุด!
เมื่อมาถึงทรงกลมยักษ์ดวงหนึ่ง จิตสัมผัสเทพกวาดสำรวจไปทั่ว พบว่ามีผู้บำเพ็ญหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาขุดแร่อย่างเอาเป็นเอาตาย ทรงกลมยักษ์นี้มีความแข็งแกร่งผิดปกติ ดูได้จากการที่ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นขุดอย่างยากลำบากก็พอจะเข้าใจได้
สีหน้าของไป๋ตงหลินเคร่งขรึมลง จิตสัมผัสเทพแทรกซึมลึกลงไปใต้พื้นผิวของทรงกลมยักษ์ ความรู้สึกติดขัดนั้นรุนแรงมาก ดูเหมือนเขาจะคิดผิดไป สิ่งนี้ไม่ใช่ดวงดาวบริวารขนาดเล็ก แต่เป็นแกนกลางดาราที่ควบแน่นหลังจากดวงดาวขนาดมหึมาดับสูญ!
ทั้งหมดประกอบไปด้วยโลหะหลากชนิดที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ มิน่าเล่าผู้บำเพ็ญคนอื่นถึงขุดได้ลำบากขนาดนี้ เห็นทีหากไม่ลงแรงให้มากหน่อยก็คงยากจะได้ของดีติดมือกลับไป
สรุปแล้วในสายตาของเจ้าของวังจันทรา ผู้บำเพ็ญกายาก็คือพวกขุดเหมืองงั้นหรือ?
ไป๋ตงหลินรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม ดูท่าถ้าคราวนี้ไม่กอบโกยให้หนักมือเสียหน่อย ก็คงจะเสียชื่อไปไม่น้อย!