- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 84 สลับบทบาท
บทที่ 84 สลับบทบาท
บทที่ 84 สลับบทบาท
บทที่ 84 สลับบทบาท
จักรวรรดิขนนกเหิน ฐานลับในวังใต้ดิน
ไป๋ตงหลินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง จิตใจจมดิ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียร เมื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในฟ้าดินแห่งเขตแดนโบราณ ความผันผวนผิดปกติของกฎเกณฑ์ฟ้าดินก็ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นในทันที
เขาลืมตาขึ้น เงยหน้ามองออกไปไกลโพ้น ลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบมีอักขระนับไม่ถ้วนไหลเวียน ประหนึ่งมองทะลุผ่านผืนปฐพีนับหมื่นเมตรได้
"แผนการราตรีประดับเริ่มขึ้นแล้ว"
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ จุดเริ่มต้นของหมากกระดานใหญ่นี้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เกรงว่ายามนี้ผู้บำเพ็ญระดับสูงในเขตแดนโบราณคงกำลังยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวได้ และอีกไม่นานพวกโจวเจิงก็คงจะได้รับข่าวสารเช่นกัน
"ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าแดนเร้นลับหลุมจันทราตกจะเปิดออก ข้าต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเสียแล้ว"
ในแววตาของไป๋ตงหลินปรากฏร่องรอยแห่งรอยยิ้ม การชิงชัยของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่นั้นเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าร่วม และเขาก็ไม่อยากจะลงไปพัวพันในน้ำขุ่นนี้ด้วย ทว่าหากจะให้เขาอยู่เฉยโดยไม่ทำอันใดเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ การอาศัยจังหวะนี้กอบโกยผลประโยชน์มหาศาลต่างหากคือเรื่องสำคัญ การบำเพ็ญเพียรของเขาต้องใช้ทรัพยากรมากมายเหลือคณา เมื่อไม่มีทรัพยากร ก็ต้องไปแก่งแย่ง ไปช่วงชิงมา!
เขาลุกขึ้นจากเตียง แสงสีแดงวาบผ่านคราหนึ่ง อาภรณ์สีดำทมิฬก็คลุมไปทั่วร่าง ใบหน้าถูกซ่อนไว้ภายใต้หมวกคลุม มืดสลัวเลือนรางไม่ชัดเจน
"เกราะโลหิต" วิชาลับที่ก่อร่างเป็นเครื่องนุ่งห่มนี้ แฝงไว้ด้วยเจตจำนงและจิตสัมผัสเทพของเขา ผู้ที่มีตบะวิญญาณไม่สูงล้ำไปกว่าเขา ย่อมไม่อาจลอบมองเงาร่างภายใต้อาภรณ์นี้ได้เลย
ร่างกายเคลื่อนไหวเพียงวูบเดียวก็เลือนหายไป พุ่งทะยานออกไปนอกฐานลับ ฐานลับแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลใหญ่หลายชั้น มิติถูกปิดตาย ด้วยความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของเขาในยามนี้ ยังไม่อาจสำแดงอิทธิฤทธิ์ใกล้เพียงตาไกลสุดฟ้าในสถานที่แห่งนี้ได้
ไม่นานนักก็มาถึงสุดเขตของค่ายกล เขาหยิบป้ายหยกออกมา แสงสีทองวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะผ่านออกจากค่ายกลไปได้อย่างราบรื่น เมื่อก้าวเท้าออกไป มิติก็สั่นไหวเป็นระลอกคลื่น ร่างของเขาก็พลันปรากฏขึ้นในเมืองหลวงบนพื้นดินทันที
ยามนี้เป็นเวลาราตรี เมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ไร้ซึ่งการประกาศกฎห้ามสัญจร ผู้คนยังคงสัญจรไปมาขวักไขว่ ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋ตงหลินในชุดคลุมสีดำปรากฏกายขึ้นบนถนนสายหลักอย่างกะทันหัน ฝูงชนรอบกายราวกับมองไม่เห็นเขา เมื่อเดินเข้าใกล้ก็จะเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงไปโดยสัญชาตญาณ วิญญาณเทพและจิตสัมผัสเทพอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อการรับรู้และประสาทสัมผัสทั้งห้าของปุถุชนเหล่านี้แล้ว
ไป๋ตงหลินไม่รั้งอยู่นาน หลังจากยืนยันตำแหน่งของหลุมจันทราตกได้แล้ว เขาก็ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวแล้วหายวับไป ผู้คนบนถนนในเมืองหลวงไม่มีใครรู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ตำนานเล่าขานว่าเมื่อกาลก่อนเนิ่นนาน มีดวงดาราตกกรีดผ่านนภาราตรี กระแทกผืนปฐพีจนเกิดเป็นหลุมยักษ์ และภายในดวงดาราที่ร่วงหล่นนั้นมีแดนเร้นลับแห่งหนึ่งนามว่าวังจันทรา นี่คือที่มาของนามหลุมจันทราตก
ความเร็วของไป๋ตงหลินนั้นรวดเร็วยิ่งนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงชายแดน หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า และตามข้อมูลที่ทุกคนรวบรวมมาได้ จุดที่แดนเร้นลับจะเปิดออกนั้นอยู่ที่ใจกลางของหลุมอุกกาบาตนี้เอง
แดนเร้นลับวังจันทราแห่งนี้ ในประวัติศาสตร์เคยเปิดออกมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง มีผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อยที่ได้รับวาสนาและโอกาสปาฏิหาริย์จากภายในนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกโจวเจิงและคนอื่น ๆ ต่างพากันหวั่นไหวเช่นนี้
จิตสัมผัสเทพหลั่งไหลออกมา เริ่มค้นหาเบี้ยที่ซ่อนตัวอยู่แถบนี้ สิ่งที่เขาจะทำต่อไปไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าผู้คนได้ มิเช่นนั้นเรื่องราวคงไม่สนุกเสียแล้ว
ดวงตาของเขาหดแคบลง เพียงก้าวเดียวร่างก็ปรากฏขึ้นหน้าต้นไม้ใหญ่ เขายกมือขึ้นทาบลงบนลำต้นเบา ๆ ผู้บำเพ็ญระดับแท่นวิญญาณที่ใช้วิชาเร้นลับซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้ พลันแหลกสลายกลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา หลอมรวมเข้ากับต้นไม้ใหญ่ไปตลอดกาล
"รายที่หนึ่ง"
ก้าวเท้าอีกครา ร่างก็เลือนหายไป ท่าไม้ตาย "ภาพมายา" ของเขาในปัจจุบันสามารถสำแดงได้ในรัศมีหนึ่งพันจั้งเท่านั้น เบี้ยเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลกัน จึงทำได้เพียงสังหารไปทีละคน การลงมือของเขานั้นแนบเนียนยิ่งนัก เขามั่นใจว่าสามารถทำให้คนเหล่านี้ตายตกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
"รายที่สอง"
ผู้บำเพ็ญที่ซ่อนตัวอยู่ในโขดหินสลายกลายเป็นผุยผงไปพร้อมกับหินยักษ์อย่างไร้สุ้มเสียง
เพียงชั่วประเดี๋ยว เบี้ยนับสิบรายก็ถูกกวาดล้างจนสิ้น ผู้บำเพ็ญเหล่านี้มีตบะเพียงระดับแท่นวิญญาณ ไม่อาจขัดขืนต่อหน้าเขาได้แม้แต่น้อย ทุกคนจากไปอย่างสงบยิ่ง
ไป๋ตงหลินไม่กังวลว่าการหายตัวไปของเบี้ยเหล่านี้จะทำให้พันธมิตรเขตแดนโบราณหรือขุมกำลังลึกลับนั่นไหวตัวทัน พวกเขาจะมากันอย่างแน่นอน เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ใช้กลอุบายเปิดเผย อาศัยความโลภโมโทสันของมนุษย์ บีบบังคับให้ต้องกระโดดลงไปในกับดักทั้งที่รู้ตัว สุดท้ายแล้วก็ต้องมาดูกันว่าผู้ใดจะมีชั้นเชิงเหนือกว่า
ไป๋ตงหลินมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาหยิบวัสดุและหินวิญญาณจำนวนมหาศาลออกมาจากกำไล สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นของสะสมเดิม แต่อีกส่วนใหญ่ได้มาจากการเก็บกวาดเหล่าผู้บำเพ็ญแห่งพันธมิตรเขตแดนโบราณที่ตกตายคราวก่อน ซึ่งไม่มีใครแยแสสนใจ เขาผู้มีนิสัยมัธยัสถ์จึงเก็บรวบรวมพวกมันมาทั้งหมด
เขานั่งขัดสมาธิลงตรงใจกลางหลุมอุกกาบาต ซึ่งเป็นจุดที่แดนเร้นลับจะเปิดออก จิตสัมผัสเทพพรั่งพรูออกมา แผนภาพค่ายกลขนาดมหึมาหลายแผ่นที่ร่างไว้ในทะเลเทพเริ่มขยับเข้าสอดรับกับภูมิประเทศโดยรอบที่มีรัศมีนับหมื่นจั้ง หากมีจุดใดไม่สอดคล้อง เขาก็จะปรับเปลี่ยนรายละเอียดปลีกย่อยของแผนภาพในทะเลเทพทันที
การวางค่ายกลคืองานที่ต้องอาศัยความละเอียดลออ หากเป็นพวกแผ่นค่ายกลหรือสมบัติวิเศษประเภทแผนภาพค่ายกลก็ว่าไปอย่าง เพราะค่ายกลเหล่านั้นถูกสลักไว้ในสมบัติวิเศษอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก เพียงกระตุ้นใช้งานก็เพียงพอ
ทว่าค่ายกลที่เขาจะวางในยามนี้ จำต้องสอดประสานกับวิถีแห่งฟ้าดินในพื้นที่ และต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมภายนอกอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถสำแดงอานุภาพของค่ายกลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป การปรับเปลี่ยนแผนภาพค่ายกลในทะเลเทพก็เสร็จสิ้น ไป๋ตงหลินระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาวางมหาค่ายกลเช่นนี้ แม้ในดวงวิญญาณจะมีการฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังมิกล้าประมาท ยามนี้ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดได้สำเร็จลงแล้ว ต่อไปก็คือการวางจุดศูนย์กลางค่ายกลตามแผนภาพ
ค่ายกลแรกคือ "ค่ายกลขังห้าธาตุหยินหยาง" ซึ่งเขาอนุมานขึ้นมาจากแผนภาพไท่จี๋และค่ายกลห้าธาตุขนาดเล็ก แม้อานุภาพจะไม่สามารถแสดงออกมาได้เต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดของคุณภาพวัสดุ แต่การจะกักขังผู้บำเพ็ญระดับจิตบรรพกาลนั้นถือว่าเกินพอ หากมิใช่ระดับกายาธรรมก็ยากที่จะทำลายค่ายกลนี้ได้!
ไป๋ตงหลินก้าวเท้าออกไป เขาวางวัสดุที่สลักอักขระจนเต็มลงในจุดศูนย์กลางค่ายกลตามแผนภาพ มีจุดศูนย์กลางหลักเจ็ดแห่ง จุดศูนย์กลางรองสามสิบหกแห่ง และจุดเชื่อมต่อหินวิญญาณอีกมากมาย ทุกอย่างถูกวางลงอย่างแม่นยำไร้ซึ่งความผิดเพี้ยน
เขาใช้จิตสัมผัสเทพสื่อสารกับค่ายกล เมื่อเห็นว่ามันทำงานเป็นปกติและทอแสงสลัวก่อนจะซ่อนตัวลงสู่ใต้ดินลึกอย่างสมบูรณ์แบบ ไป๋ตงหลินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ข้อดีของการมีดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งปรากฏชัดอีกครั้ง ภายใต้การครอบคลุมของจิตสัมผัสเทพ ย่อมไม่มีความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว
เขาสำรวมอารมณ์และเริ่มวางมหาค่ายกลที่สอง "มหาค่ายกลกลืนวิญญาณโลหิตอาฆาต" ค่ายกลสังหารนี้ได้มาจากภูเขาตำรา เป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แบบยิ่งนัก ไป๋ตงหลินมิได้ปรับปรุงสิ่งใดเพิ่มเติม แต่นำมาใช้งานโดยตรง
นี่คือค่ายกลสายมารอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่ ขอเพียงอานุภาพรุนแรง ใช้งานได้ดีและสะใจก็เพียงพอแล้ว การฆ่าคนยังต้องแบ่งแยกธรรมะหรืออธรรมอีกหรือ?
ค่ายกลนี้จำต้องดูดซับพลังปราณฟ้าดินเพื่อกลั่นเป็นโลหิตอาฆาต การเริ่มวางแผนล่วงหน้าหนึ่งเดือนเพื่อบ่มเพาะปราณโลหิตอาฆาตจะทำให้ยามที่ถึงเวลาใช้งาน อานุภาพของมันต้องยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน ไป๋ตงหลินเผยรอยยิ้มในแววตา
ด้วยขั้นตอนเดิม มหาค่ายกลสังหารนี้ก็ถูกวางจนเสร็จสิ้น ทุกอย่างราบรื่นและทำงานได้ปกติ แสงสีแดงวาบผ่านไปก่อนจะเร้นกายลงสู่ส่วนลึกของผืนดิน
หลังจากวางค่ายกลไปสองชั้น ไป๋ตงหลินก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา ค่ายกลสุดท้ายที่จะวางต่อไปนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะมันคือท่าไม้ตายก้นหีบและเป็นไพ่ตายสำหรับภารกิจครั้งนี้ แม้จากการคำนวณ ผู้บำเพ็ญระดับสูงของเขตแดนโบราณจะถูกดึงตัวไว้หมดแล้ว แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเล่า?
เขาเริ่มวางจุดศูนย์กลางค่ายกลตามแผนภาพต่อ แผนภาพค่ายกลนี้ใหญ่โตมโหฬารจนครอบคลุมค่ายกลสองชุดก่อนหน้าไว้ทั้งหมด ครั้งนี้ไป๋ตงหลินใช้เวลาถึงสองชั่วยามเต็มจึงจะวางเสร็จสิ้น
เขาหอบหายใจเล็กน้อย พลางนั่งขัดสมาธิลงกลางค่ายกล มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็นำโครงกระดูกสีทองออกมาจากกำไล โครงกระดูกนี้คือสิ่งที่ได้มาจากใต้ดินของทะเลกระดูก ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของนางพญากระดูกขาว
โครงกระดูกของยอดฝีมือลึกลับที่ไม่ทราบระดับการบำเพ็ญ แต่ในสายตาของเขา มันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะเขาได้ทดลองใช้ทุกวิถีทางยกเว้นลางตายแล้ว ก็ยังมิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้เลยแม้แต่น้อย
บนโครงกระดูกสีทองอร่ามถูกเขาสลักอักขระหนาแน่นด้วยโลหิตปฐมที่ผสานเข้ากับเลือดพิสุทธิ์ ช่วยไม่ได้ที่โครงกระดูกนี้แข็งแกร่งเกินไป จึงจำต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
ตลอดเวลาหนึ่งถึงสองเดือนในวังใต้ดิน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขัดเกลาเซ่นสรวงโครงกระดูกสีทองนี้ ซึ่งมันก็คือจุดศูนย์กลางหลักของมหาค่ายกลที่สาม
ค่ายกลนี้มีนามว่า ค่ายกลหลอมมาร! เพื่อที่จะอนุมานค่ายกลนี้ขึ้นมา เขาได้หยิบยืมแนวคิดมากมายมาจาก "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร"
ผู้บำเพ็ญที่ตกตายในค่ายกลนี้ ทั้งเนื้อหนังและวิญญาณจะถูกโครงกระดูกสีทองดูดกลืนไปจนสิ้น และยามจำเป็น ปราณโลหิตอาฆาตจาก "มหาค่ายกลกลืนวิญญาณโลหิตอาฆาต" ก็สามารถมารวมตัวกันที่โครงกระดูกสีทองได้เช่นกัน
ด้วยพื้นฐานที่สูงส่งอย่างยิ่งของโครงกระดูกสีทอง ผสานกับการฟูมฟักของมหาค่ายกล เขาประเมินว่าการสังหารผู้บำเพ็ญระดับกายาธรรมที่อ่อนแอสักสองสามคนคงมิใช่เรื่องยาก!
เมื่อเห็นโครงกระดูกสีทองที่เต็มไปด้วยอักขระสีเลือดค่อย ๆ จมลงสู่ใจกลางค่ายกล ไป๋ตงหลินก็พยักหน้าด้วยความพอใจ เช่นนี้เขาก็ไร้ซึ่งความกังวลอีกต่อไป
แม้จะรู้สึกสะใจ แตในใจก็แอบเจ็บปวดลึก ๆ เดิมทีเขาก็ยากจนข้นแค้นจะแย่อยู่แล้ว การวางค่ายกลครานี้เกือบจะรีดเค้นเขาจนหมดตัว แม้แต่ซากวัสดุที่แลกมาด้วยชีวิตในวังที่สิ้นหวังก็ยังถูกใช้ไปไม่น้อย เขาได้แต่ส่ายหัวพร้อมปลอบใจตนเองว่า นี่คือการลงทุนน้อยเพื่อผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่!
เขาเลิกคิดฟุ้งซ่าน พลางลุกขึ้นยืนสะบัดชุดคลุมยาวสีดำ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงขอบหลุมอุกกาบาต
ยืนอยู่บนขอบหลุมที่สูงชัน มองย้อนกลับไปยังใจกลางหลุมอุกกาบาต จิตสัมผัสเทพสามารถสัมผัสถึงมหาค่ายกลทั้งสามที่เชื่อมต่อกับดวงวิญญาณของเขาได้อย่างชัดเจน ลมยามค่ำคืนพัดผ่านจนชุดคลุมสีดำโบกสะบัด เผยให้เห็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งของไป๋ตงหลิน
"หากเราสลับบทบาทกัน ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่า ความโหดเหี้ยมที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร!"
เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างนั้นก็เลือนหายไปในความมืดมิดของราตรี